← สารบัญตอน

หอสมุดแก้ว

ตอนที่ 31ฟรี

ตอนที่ 31 — แรงสั่นสะเทือนใต้ฐานราก

เสียงคำรามต่ำลึกที่ไม่ได้มาจากลำคอของสิ่งมีชีวิต แต่มันคือเสียงเสียดสีของหินและแผ่นดินที่กำลังบิดเบี้ยว ดังสะท้อนก้องอยู่ในความมืดมิดของคุกใต้ดิน บรอนเวนทรุดตัวลงกับพื้นหินที่เย็นเยียบ ร่างกายของเธอสั่นเทาไม่ใช่เพียงเพราะความกลัว แต่เพราะแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านจากใต้ฝ่าเท้าขึ้นมาถึงกระดูกสันหลัง มันไม่ใช่แผ่นดินไหวธรรมดา แต่มันคือจังหวะการเต้นของหัวใจบางอย่างที่ขยายตัวขึ้นจากส่วนลึกที่สุดของเอลเดอร์เมียร์

หมึกดำที่เคยไหลวนอย่างบ้าคลั่งในห้องขัง บัดนี้กลับหยุดชะงัก ร่างของทหารที่กลายเป็นหน้ากระดาษซึ่งเคยถูกจารึกชะตากรรมอันอัปยศไว้ บัดนี้กลับค่อยๆ ปลิวว่อนขึ้นไปในอากาศ ราวกับถูกดึงดูดด้วยกระแสลมที่มองไม่เห็น บรอนเวนพยายามยันกายขึ้น มือของเธอสัมผัสได้ถึงความขรุขระของเศษกระดาษและคราบหมึกที่ยังไม่แห้งสนิท ความรู้สึกของการ 'เขียนทับ' ยังคงหลงเหลืออยู่ในปลายนิ้ว แต่มันช่างเบาบางเหลือเกินเมื่อเทียบกับแรงกดดันที่กำลังถาโถมเข้ามา

“มันกำลังตื่น...” เสียงกระซิบหนึ่งดังขึ้นข้างหู บรอนเวนสะดุ้งสุดตัว หันไปมองรอบข้างด้วยสายตาพร่ามัว แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าและเงาที่ทอดยาวจากแสงรำไรที่ลอดผ่านรอยแยกของเพดาน

ทันใดนั้น พื้นดินใต้เท้าของเธอก็แตกออก ไม่ใช่การแตกแบบรุนแรงที่ทำให้ทุกอย่างพังทลาย แต่เป็นการปริแตกอย่างเป็นระเบียบ ราวกับมีใครบางคนกำลังใช้ปากกาขนาดยักษ์กรีดลงบนผืนดิน อักขระสีทองเรืองรอง—ไม่ใช่สีดำของหมึก แต่เป็นสีทองสว่างไสว—เริ่มปรากฏขึ้นตามรอยแตกเหล่านั้น มันไหลเวียนไปตามรอยแยกเหมือนลาวาที่เย็นตัวลง และทุกครั้งที่อักขระนั้นเคลื่อนผ่าน ความมืดมิดรอบตัวเธอก็ดูจะถูกขับไล่ออกไปชั่วขณะ

บรอนเวนหมอบลงใกล้กับรอยแยกที่ใหญ่ที่สุด เธอเห็นบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ใต้ชั้นหินที่แตกออก มันไม่ใช่สัตว์ร้าย และไม่ใช่หมึกดำ แต่มันคือม้วนกระดาษขนาดมหึมาที่ขดตัวอยู่ใต้รากฐานของเมืองเอลเดอร์เมียร์ แสงวิเศษที่เธอเคยคิดว่าเป็นเพียงเครื่องมือคัดลอกหนังสือ บัดนี้เธอกลับเห็นความจริงที่น่าสะพรึงกลัวกว่านั้น แสงเหล่านั้นคือเส้นใยที่ถักทอขึ้นจากตัวอักษร และพวกมันกำลังถูกดึงออกไปจากต้นกำเนิด

“บรอนเวน! หนีไป!” เสียงตะโกนแหบพร่าของชายชุดเทาดังขึ้นจากทิศทางของทางเดินหลัก เขาปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางฝุ่นควัน ร่างกายของเขาดูซูบผอมและเหนื่อยล้ากว่าครั้งก่อน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยหมึกที่ดูเหมือนจะซึมลึกเข้าไปในผิวหนัง “มันไม่ใช่แค่การลบประวัติศาสตร์ แต่มันคือการทำลาย 'กระดาษ' ที่โลกนี้วางอยู่!”

“กระดาษงั้นเหรอ?” บรอนเวนตะโกนถามขณะที่พยายามตะเกียกตะกายหนีจากแรงสั่นสะเทือนที่ทวีความรุนแรงขึ้น “คุณหมายความว่าเมืองนี้... โลกนี้... เป็นเพียงสิ่งที่ถูกเขียนขึ้น?”

ชายชุดเทาไม่ได้ตอบคำถามนั้นโดยตรง เขาคว้าข้อมือของเธอแล้วดึงให้ลุกขึ้น “อย่าเพิ่งตั้งคำถามในเวลาที่ความจริงกำลังจะถูกฉีกขาด! ลอร์ดเซดริกไม่ได้ต้องการแค่ควบคุมอนาคต แต่เขาต้องการเป็นเจ้าของ 'หมึก' ทั้งหมด และตอนนี้หมึกกำลังจะล้นออกมาจากขอบเขตที่มันควรจะเป็น!”

เสียงกัมปนาทดังสนั่นขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เพดานหินส่วนหนึ่งถล่มลงมา บดบังทางเดินที่พวกเขาเพิ่งผ่านมา บรอนเวนเห็นภาพนิมิตวูบหนึ่งผ่านรอยแตกของแสงวิเศษ เธอเห็นหอสมุดแก้วที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องบน กำลังถูกรากไม้ที่เป็นอักขระสีทองชอนไชเข้าไปในทุกซอกมุม ราวกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังพยายามจะกลืนกินสถาปัตยกรรมนั้นเข้าไปเพื่อใช้เป็นเปลือกนอก

ความรู้สึกหนึ่งแล่นเข้าสู่จิตใจของเธอ—มันคือความโหยหาที่บิดเบี้ยว เธอสัมผัสได้ถึงเสียงเรียกจากใต้ดิน เสียงนั้นไม่ได้เป็นคำพูด แต่มันคือความรู้สึกที่ส่งผ่านอักขระที่ร่วงหล่น มันคือเสียงของ 'เธอ' อีกคนหนึ่ง เสียงที่มาจากมิติที่ต่างออกไป เสียงที่กำลังกรีดร้องบอกให้เธอหยุดยั้งสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

“หยุดมัน...” เสียงนั้นดังก้องในหัวของเธอ “อย่าให้พวกเขาเขียนตอนจบด้วยหมึกดำ...”

บรอนเวนสะบัดหน้าเพื่อไล่ความสับสน เธอเห็นชายชุดเทากำลังนำทางเธอผ่านอุโมงค์ที่กำลังจะพังทลาย แต่ในขณะที่เขากำลังจะก้าวพ้นรอยแยกที่สว่างไสวที่สุด บรอนเวนกลับหยุดชะงัก เธอเห็นบางอย่างที่อยู่ใจกลางรอยแยกนั้น

ท่ามกลางอักขระสีทองที่เต้นระบำอยู่ใต้ดิน มีร่างหนึ่งนอนสงบนิ่งอยู่ ร่างนั้นดูเหมือนจะทำจากแสงบริสุทธิ์ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนที่ทำจากหมึกดำหนาทึบ มันคือ 'แสงวิเศษ' ที่แท้จริงที่เธอเคยเห็นในหอสมุด แสงที่ถูกกักขังไว้เพื่อทำหน้าที่เป็นเพียงปากกาเขียนประวัติศาสตร์ แต่มันกำลังดิ้นรนด้วยความเจ็บปวด และทุกครั้งที่มันดิ้นรน โลกเบื้องบนก็สั่นสะเทือนด้วยความตาย

“นั่นคือเหตุผล...” บรอนเวนพึมพำ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความสยดสยอง “พวกเขาไม่ได้ใช้แสงวิเศษ... แต่พวกเขาขังแสงวิเศษไว้เพื่อผลิตคำพยากรณ์”

“วิ่ง!” ชายชุดเทาคำรามพลางกระชากแขนเธอ “ถ้าเธออยากรู้ความจริงมากกว่านี้ เธอต้องรอดไปถึงหอสมุดแก้วให้ได้ก่อนที่ 'ผู้คัดลอก' จะปิดฉากเรื่องราวนี้!”

บรอนเวนจำต้องก้าวเดินต่อไป ท่ามกลางเสียงถล่มของหินและแรงสั่นสะเทือนที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด ความจริงที่เธอค้นพบนั้นหนักอึ้งยิ่งกว่าหินที่กำลังร่วงหล่นลงมาเสียอีก เธอไม่ใช่แค่บรรณารักษ์ที่หลงทาง แต่เธอคือตัวละครที่กำลังพยายามจะแย่งชิงปากกามาจากมือของผู้เขียน และในวินาทีที่เธอมองกลับไปที่รอยแยกนั้นเป็นครั้งสุดท้าย เธอเห็นเงาดำขนาดใหญ่ที่ไม่ได้มาจากหมึก แต่เป็นเงาของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า กำลังค่อยๆ คืบคลานขึ้นมาจากความว่างเปล่าเพื่อรอรับการมาถึงของ 'ตอนจบ' ที่ถูกกำหนดไว้แล้ว

--- บรอนเวนค้นพบความจริงอันน่าสะพรึงกลัวว่าแสงวิเศษแท้จริงแล้วคือสิ่งมีชีวิตที่ถูกกักขังและทรมานเพื่อใช้ผลิตอักขระ ขณะที่โลกกำลังสั่นสะเทือนจากการตื่นขึ้นของบางสิ่งใต้ผืนดิน เธอต้องหาทางหนีไปที่หอสมุดแก้วเพื่อหยุดยั้งแผนการของกลุ่มผู้คัดลอก