← สารบัญตอน

หอสมุดแก้ว

ตอนที่ 22ฟรี

ตอนที่ 22 — ความเงียบหลังพายุอักษร

ความเงียบที่ตามมาหลังจากพายุอักษรสงบลงนั้นไม่ได้ให้ความรู้สึกสงบ แต่มันคือความเงียบที่กดทับจนหูอื้ออึง บรอนเวนยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิดที่ดูเหมือนจะขยายตัวออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด กลิ่นไหม้จางๆ ของพลังงานเวทมนตร์ที่เพิ่งปะทุขึ้นยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ ผสมกับกลิ่นฝุ่นกระดาษที่หนาทึบจนเธอรู้สึกแสบคอ

“เอเลียส...” เธอเรียกชื่อเขา เสียงของเธอเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบของวิญญาณ “คุณยังอยู่ไหม?”

“ฉันอยู่นี่” เสียงของเอเลียสดังมาจากทิศทางที่เธอคิดว่าเป็นตำแหน่งของเขา แต่มันแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเหนื่อยหอบ “อย่าขยับ... อย่าเพิ่งเปิดไฟผลึกแก้วจนกว่าฉันจะแน่ใจว่าความโกลาหลนั่นจบลงแล้ว”

บรอนเวนพยักหน้าในความมืด มือของเธอยังคงกำมีดตัดกระดาษไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน หัวใจของเธอยังเต้นระรัวเป็นจังหวะที่ผิดเพี้ยน ภาพของชายปริศนาที่ยืนอยู่ท่ามกลางพายุตัวอักษรสีทองยังคงติดตา เขาดูเหมือนไม่ได้ถูกพายุทำลาย แต่เหมือนเขาเป็นส่วนหนึ่งของมัน—เป็นผู้ควบคุมความวุ่นวายที่กำลังจะเปลี่ยนโลกนี้ไปตลอดกาล

ทันใดนั้น ความรู้สึกอุ่นวาบที่กระเป๋าเสื้อคลุมก็ทำให้เธอสะดุ้ง บรอนเวนค่อยๆ เอื้อมมือลงไปสัมผัสวัตถุในนั้น มันคือหนังสือเล่มเล็กที่เธอแอบหยิบมาจากห้องทำงานลับก่อนที่จะเกิดเรื่อง หนังสือเล่มนั้นไม่ได้เพียงแค่ส่องแสง แต่มันกำลัง ‘เต้น’ เป็นจังหวะเดียวกับหัวใจของเธอ แสงสีทองที่ลอดผ่านเนื้อผ้าออกมานั้นดูนุ่มนวลทว่าทรงพลัง มันไม่ได้สว่างจ้าจนแสบตา แต่มันให้ความรู้สึกเหมือนแสงอาทิตย์ยามเช้าที่ส่องผ่านหมอกจางๆ

“มันกำลังบอกอะไรเรา” บรอนเวนพึมพำกับตัวเอง

“คุณพูดว่าอะไรนะ?” เอเลียสขยับเข้ามาใกล้ขึ้น แสงสลัวจากผลึกแก้วในมือของเขาเริ่มสว่างขึ้นทีละน้อยเพื่อสำรวจพื้นที่

เมื่อแสงเริ่มทำงาน บรอนเวนก็ต้องชะงัก ห้องโถงที่เคยเต็มไปด้วยตัวอักษรลอยคว้างและเสียงกรีดร้องของความจริงที่บิดเบือน บัดนี้กลับกลายเป็นห้องโถงที่ว่างเปล่าอย่างน่าประหลาด ไม่มีเศษกระดาษ ไม่มีหมึกสีแดงฉานที่ดูเหมือนเลือด ทุกอย่างหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ทิ้งไว้เพียงร่องรอยความเสียหายบนพื้นหินและรอยไหม้จางๆ บนผนังแก้ว

“พวกเขาหายไปไหนหมด?” เอเลียสถามพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ “เจ้าหน้าที่ราชสำนัก... ชายคนนั้น... ทุกอย่างหายไปในพริบตาเดียว”

“ไม่ใช่แค่พวกเขาหายไป เอเลียส” บรอนเวนดึงหนังสือเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋า แสงสีทองของมันทำให้ใบหน้าของเธอและเอเลียสสว่างขึ้น “แต่เหมือนว่า ‘ความจริง’ ที่เราเห็นเมื่อครู่ ถูกลบออกไปจากพื้นที่นี้ด้วย”

เอเลียสขยับแว่นตา มองหนังสือในมือของเธอด้วยความระแวง “นั่นมัน... หนังสือเล่มเดียวกับที่ชายคนนั้นถืออยู่ใช่ไหม? ทำไมมันถึงมาอยู่ในมือคุณ?”

“ฉันไม่รู้ แต่ดูนี่สิ” บรอนเวนเปิดหน้าหนังสือออกอย่างระมัดระวัง ทันทีที่หน้ากระดาษถูกเปิด ตัวอักษรสีทองก็เริ่มขยับเขยื้อนอีกครั้ง แต่มันไม่ได้เขียนเรื่องราวของอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้นเหมือนหนังสือเล่มอื่นๆ ที่เธอเคยเจอ แต่มันกำลังเขียน ‘สิ่งที่เพิ่งผ่านไป’

‘...เมื่อแสงสีทองปะทะกับความมืดมิดแห่งการบิดเบือน ความจริงจะถูกซ่อนไว้ในความว่างเปล่า และผู้ถือครองกุญแจจะพบกับทางแยกที่ไม่มีในแผนที่...’

“มันบันทึกเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่!” บรอนเวนอุทาน “มันไม่ใช่แค่หนังสือพยากรณ์ แต่มันคือหนังสือบันทึกความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในทันที (Real-time Chronology)!”

เอเลียสขมวดคิ้วหนักขึ้น “ถ้ามันบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทันที แสดงว่ามันไม่ได้แค่ทำนายอนาคต แต่มันกำลัง ‘ยืนยัน’ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความจริงที่ถูกบันทึกไว้ หากเราสามารถควบคุมหนังสือเล่มนี้ได้ เราจะสามารถยืนยันความจริงใดๆ ก็ได้ให้เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์... หรือลบมันทิ้งไปตลอดกาล”

ความเงียบกลับเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่คราวนี้มันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่ลึกซึ้งกว่าเดิม บรอนเวนตระหนักได้ว่าสิ่งที่ราชสำนักและองค์กรลับกำลังไขว่คว้า ไม่ใช่แค่การรู้ล่วงหน้า แต่มันคือการเป็น ‘เจ้าของ’ ความจริง

“เราต้องไปจากที่นี่” บรอนเวนกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ถ้าหนังสือเล่มนี้มีอยู่จริง และถ้ามันบันทึกทุกอย่างที่เราทำ... พวกเขาจะตามรอยเราได้ง่ายเหมือนตามรอยหมึกบนกระดาษ”

ขณะที่ทั้งคู่กำลังจะหันหลังกลับเพื่อหาทางออกอื่น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและมั่นคงก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่มันไม่ได้ดังมาจากทางเข้าอุโมงค์ที่พวกเขาเพิ่งผ่านมา แต่มันดังมาจาก ‘ด้านบน’ ของห้องโถงแก้วที่ควรจะเป็นเพียงเพดานที่ปิดตาย

เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่สวมเกราะเหล็ก แต่มันเป็นเสียงของอะไรบางอย่างที่นุ่มนวลทว่าทรงพลัง เหมือนเสียงของการก้าวเดินบนผืนน้ำที่แข็งตัว บรอนเวนเงยหน้าขึ้นมองเพดานแก้วที่สูงลิบ และเธอก็ต้องหยุดหายใจ

ที่ด้านบนของเพดานแก้วนั้น ไม่ใช่ความมืดของชั้นใต้ดิน แต่มันคือภาพของท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาวที่เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วราวกับถูกเร่งเวลา และเหนือขึ้นไปบนนั้น... มีเงาร่างขนาดมหึมาของสิ่งมีชีวิตที่ดูเหมือนจะทำจากแสงสว่างบริสุทธิ์ กำลังเฝ้ามองลงมาที่พวกเขาผ่านชั้นแก้วใส

“เอเลียส...” บรอนเวนกระซิบ เสียงของเธอสั่นพร่า “เราไม่ได้อยู่ในห้องใต้ดินธรรมดาแล้ว... เรากำลังอยู่ในใจกลางของสิ่งที่เรียกว่า ‘หอสมุดแห่งความเป็นจริง’ (The Library of Existence)"

ทันใดนั้น หนังสือในมือของบรอนเวนก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ตัวอักษรสีทองพุ่งทะลักออกมาจากหน้ากระดาษ กลายเป็นเส้นสายที่ล้อมรอบตัวเธอและเอเลียสไว้ ราวกับกรงขังที่ทำจากแสงสว่าง

‘คำเตือน: ผู้บุกรุกกำลังพยายามเปลี่ยนแปลงบทบันทึก... เริ่มต้นกระบวนการชำระล้าง...’

เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากหู แต่ดังขึ้นในหัวของทั้งคู่ มันเป็นเสียงที่ไร้อารมณ์ ไร้ความเมตตา และเต็มไปด้วยเจตจำนงแห่งการทำลายล้าง บรอนเวนมองเห็นเงาร่างขนาดมหึมาเหนือเพดานแก้วนั้นเริ่มเคลื่อนที่ลงมาหาพวกเขา ราวกับนักล่าที่ตรวจพบสิ่งแปลกปลอมในรังของมัน

“วิ่ง!” เอเลียสตระโกน เขาคว้ามือบรอนเวนไว้แล้วออกตัววิ่งไปทางช่องว่างที่ประตูแก้วเพิ่งเปิดออก แต่ทว่าพื้นห้องโถงกลับเริ่มเปลี่ยนสภาพไป มันไม่ได้เป็นหินแข็งอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นกระดาษที่อ่อนนุ่มและพริ้วไหว ทำให้การวิ่งของพวกเขาเต็มไปด้วยความยากลำบาก

บรอนเวนเหลียวหลังกลับไปมองเป็นครั้งสุดท้าย และเธอก็พบว่าเงาร่างแห่งแสงนั้นไม่ได้อยู่บนเพดานอีกต่อไป แต่มันกำลังแทรกซึมผ่านรอยแตกของแก้วลงมาหาพวกเขา ราวกับแสงแดดที่ส่องผ่านช่องหน้าต่าง ทว่าแสงนี้กลับนำพาความตายมาด้วย

ในขณะที่พวกเขากำลังจะถึงทางออก ประตูแก้วที่เคยเปิดกว้างกลับค่อยๆ เลื่อนปิดลงอย่างช้าๆ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังปิดฉากบทนี้ลง และทิ้งพวกเขาไว้ในโลกที่ความจริงกำลังจะถูกลบเลือนไปตลอดกาล

--- บรอนเวนและเอเลียสพบว่าหนังสือที่เธอถืออยู่สามารถบันทึกความเป็นจริงได้ทันที และตระหนักว่าพวกเขาติดอยู่ใน 'หอสมุดแห่งความเป็นจริง' ขณะที่สิ่งมีชีวิตแห่งแสงกำลังเริ่มกระบวนการ 'ชำระล้าง' ผู้บุกรุก