← สารบัญตอน

หอสมุดแก้ว

ตอนที่ 16ฟรี

ตอนที่ 16 — ชะตากรรมที่ถูกจารึกด้วยแสงสีรุ้ง

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของเจ้าหน้าที่ราชสำนักที่ไล่หลังมานั้นดังใกล้เข้ามาทุกขณะ ราวกับเสียงกลองรบที่ประกาศจุดจบ บรอนเวนยืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางห้องโถงโบราณที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของกาลเวลาที่หยุดนิ่ง แสงสีรุ้งจากผลึกแก้วในมือของชายปริศนาสะท้อนเข้ากับปกผลึกของหนังสือบนโต๊ะ สร้างระลอกคลื่นแสงที่เต้นเร่าอยู่บนผนังหิน ราวกับว่าห้องทั้งห้องกำลังหายใจไปพร้อมกับความลับที่กำลังถูกเปิดเผย

“บรอนเวน! เร็วเข้า! พวกมันมาถึงทางเข้าห้องโถงแล้ว!” เซเลสเทนกระซิบเสียงสั่นพร่า เธอโผล่พ้นออกมาจากมุมมืด ใบหน้าของเธอซีดเผือดและเต็มไปด้วยคราบฝุ่นจากการคลานผ่านช่องแคบ แววตาของเธอเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกเมื่อเห็นเงาร่างสูงใหญ่ที่ยืนเผชิญหน้ากับบรอนเวนอยู่

บรอนเวนไม่ได้ยินเสียงของเซเลสเทนอย่างเต็มสำนึกในทันที เพราะประสาทสัมผัสของเธอถูกตรึงไว้ที่หน้ากระดาษผลึกแก้วตรงหน้า ตัวอักษรสีทองที่ขยับเขยื้อนไปมานั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ข้อความ แต่มันดูเหมือนจะสลักลงไปในมโนสำนึกของเธอโดยตรง ‘บรอนเวนจะถูกพบในห้องแห่งความลับ พร้อมกับความจริงที่เธอไม่อาจแบกรับไหว...’ คำเหล่านั้นดูเหมือนจะหัวเราะเยาะความพยายามในการหนีของเธอ

“คุณบอกว่า... อนาคตถูกขโมยไป?” บรอนเวนรวบรวมความกล้าถามออกไป เสียงของเธอแม้จะแหบพร่าแต่ก็มั่นคงอย่างน่าประหลาด เธอจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของชายผู้นั้น ซึ่งมันดูเหมือนจะบรรจุความโศกเศร้าของประวัติศาสตร์ที่ถูกลบเลือนเอาไว้ “หมายความว่ายังไง? หนังสือที่โผล่มาทุกเช้า... หนังสือที่พยากรณ์เรื่องราวต่างๆ... มันไม่ใช่เรื่องของอนาคตที่กำลังจะเกิด แต่มันคือสิ่งที่ใครบางคนจงใจสร้างขึ้นมาเพื่อชี้นำพวกเรางั้นเหรอ?”

ชายปริศนาไม่ตอบในทันที เขาก้าวเดินช้าๆ เข้ามาหาโต๊ะผลึกแก้ว แสงสีรุ้งในมือของเขาเข้มข้นขึ้นจนเห็นเป็นเส้นสายที่ถักทออยู่ในอากาศ “แสงในหอสมุดแห่งนี้... มันไม่ใช่แค่เครื่องมือบันทึก แต่มันคือเครื่องมือในการ 'คัดสรร' ความเป็นจริง สิ่งที่เจ้าเห็นในนิมิต หรือสิ่งที่เจ้าอ่านในหนังสือพยากรณ์ คือเศษเสี้ยวของเส้นทางที่พวกเขาอนุญาตให้เกิดขึ้น หากเส้นทางใดไม่สอดคล้องกับเจตจำนงขององค์กร... เส้นทางนั้นจะถูกลบหายไป และถูกแทนที่ด้วยเส้นทางที่ถูกเขียนขึ้นใหม่ด้วยแสงสีรุ้งเหล่านี้”

ปัง! เสียงกระแทกประตูห้องโถงดังสนั่นหวั่นไหว แรงสั่นสะเทือนทำให้ฝุ่นจากเพดานร่วงหล่นลงมา บรอนเวนสะดุ้งสุดตัว แสงจากคบเพลิงของเจ้าหน้าที่ราชสำนักสาดส่องลอดช่องประตูที่ถูกเปิดออกเป็นแนวขวาง เผยให้เห็นเงาของอาวุธและชุดเครื่องแบบที่น่าเกรงขาม

“เปิดประตู! ตรวจสอบทุกซอกทุกมุม! อย่าให้ใครหลุดรอดไปได้!” เสียงตะโกนสั่งการดังลั่น บรอนเวนหันไปมองเซเลสเทนที่กำลังมองหาทางหนีทีไล่ด้วยความลนลาน หัวใจของเธอเต้นรัวจนเจ็บหน้าอก เธอต้องตัดสินใจ... ระหว่างการหนีไปกับเซเลสเทนผ่านทางลับที่เพิ่งผ่านมา หรือจะฟังสิ่งที่ชายคนนี้กำลังจะบอก ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญในการหยุดยั้งหายนะที่กำลังจะมาถึง

“ถ้าอนาคตถูกขโมยไป... แล้วเราจะทวงคืนมันได้อย่างไร?” บรอนเวนถามออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่สนว่าความปลอดภัยของตัวเองจะเป็นอย่างไร

ชายผู้นั้นยกยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความขมขื่น “เจ้าต้องหยุดการเขียน... ก่อนที่หมึกสุดท้ายจะถูกหยดลงบนหน้ากระดาษของโลกใบนี้”

เขายื่นผลึกแก้วในมือมาทางเธอ “รับไป บรอนเวน... นี่คือ 'ต้นฉบับที่แท้จริง' มันคือแสงที่ไม่ผ่านการคัดกรอง มันคือความจริงที่พวกเขาหวาดกลัวที่สุด”

ก่อนที่บรอนเวนจะได้เอื้อมมือไปรับ แสงสว่างจ้าจากคบเพลิงก็สาดเข้ามาในห้องโถงอย่างเต็มรูปแบบ เจ้าหน้าที่สามคนในชุดเกราะหนักก้าวเข้ามาพร้อมกับดาบที่ชักออกจากฝัก แสงจากดาบเหล็กสะท้อนกับแสงสีรุ้งในห้องจนเกิดเป็นภาพลวงตาที่น่าเวียนหัว

“หยุดอยู่ตรงนั้น! บรรณารักษ์บรอนเวน! เจ้าถูกจับในข้อหาล่วงละเมิดเขตหวงห้ามและครอบครองวัตถุต้องห้ามทางเวทมนตร์!” หัวหน้าเจ้าหน้าที่ตะโกน มือของเขากำด้ามดาบแน่น สายตาจ้องมองมาที่เธอและชายปริศนาด้วยความอาฆาต

ชายปริศนาไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้าน เขาเพียงแค่ขยับตัวบังบรอนเวนไว้ “ไปซะ!” เขาสั่งด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจที่ไม่ได้ขอร้อง “พาเซเลสเทนหนีไปทางช่องระบายอากาศด้านหลังโต๊ะ! ข้าจะถ่วงเวลาไว้!”

“แต่คุณ...” บรอนเวนพยายามจะทักท้วง

“อย่าให้ชื่อของข้าเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์!” เขาตวาดเบาๆ พร้อมกับชูผลึกแก้วขึ้นสูง แสงสีรุ้งระเบิดออกเป็นวงกว้างจนห้องทั้งห้องกลายเป็นสีขาวโพลน บรอนเวนรู้สึกเหมือนถูกเหวี่ยงด้วยกระแสลมแรงที่มองไม่เห็น เธอคว้ามือเซเลสเทนไว้แน่น และในจังหวะที่โลกกำลังหมุนคว้าง เธอก็สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของผลึกแก้วที่ถูกยัดใส่มือเธออย่างรวดเร็ว

ความมืดเข้าครอบงำอีกครั้ง ทว่ามันไม่ใช่ความมืดที่เงียบสงบ แต่มันคือความมืดที่เต็มไปด้วยเสียงตะโกน การปะทะกันของอาวุธ และเสียงแตกกระจายของผลึกแก้ว บรอนเวนคลานไปตามทางแคบๆ อย่างไร้ทิศทาง ความเจ็บปวดจากการขูดขีดตามผิวหนังดูเหมือนจะเลือนหายไปเมื่อเทียบกับความหนักอึ้งของวัตถุในมือเธอ

เมื่อเธอและเซเลสเทนสามารถปีนออกมาจนถึงทางออกที่เป็นช่องลมเล็กๆ ที่เชื่อมสู่ภายนอกหอสมุดได้สำเร็จ ทั้งคู่ก็นอนหอบหายใจอยู่บนพื้นหญ้าที่ชื้นแฉะของสวนเรือนกระจกยามค่ำคืน แสงจันทร์ส่องสว่างลงมาเหนือยอดหอคอยเอลเดอร์เมียร์ที่ดูสงบนิ่ง ราวกับไม่มีเหตุการณ์นองเลือดเกิดขึ้นในชั้นใต้ดิน

“เรา... เราหนีมาได้แล้วใช่ไหม?” เซเลสเทนถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ ร่างกายของเธอสั่นเทาด้วยความกลัวที่ยังไม่จางหาย

บรอนเวนไม่ได้ตอบ เธอเพียงแต่กำสิ่งที่อยู่ในมือไว้แน่น เมื่อเธอแบมือออกดูภายใต้แสงจันทร์ เธอก็พบว่ามันคือผลึกแก้วขนาดเล็กที่ส่องแสงสีรุ้งจางๆ แต่มันดูต่างจากแสงที่เธอเคยเห็น มันดู 'ดิบ' และ 'บริสุทธิ์' กว่ามาก ทว่าเมื่อเธอมองไปที่หน้าหนังสือที่เธอพกติดตัวมาด้วย... หน้ากระดาษที่เคยเป็นชื่อของเธอ บัดนี้ตัวอักษรสีทองได้เปลี่ยนไปอีกครั้ง

‘ความจริงถูกส่งมอบสู่มือผู้ถือครอง... แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือความทรงจำของโลกที่กำลังจะเลือนหาย’

บรอนเวนขมวดคิ้ว ความรู้สึกเย็นวาบแล่นผ่านสันหลัง เธอเริ่มตระหนักว่าการได้ครอบครองความจริงอาจหมายถึงการสูญเสียความจริงทั้งหมดที่เธอเคยรู้จักไป และในขณะที่เธอกำลังจะตั้งสติ เสียงฝีเท้าที่ไม่ได้มาจากเจ้าหน้าที่ราชสำนัก แต่เป็นเสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาและนุ่มนวลเหมือนเสียงเดินบนปุยเมฆ ก็ดังขึ้นจากทิศทางของประตูสวน

“เจ้าได้สิ่งที่ควรจะได้ไปแล้ว บรรณารักษ์...” เสียงนั้นเป็นเสียงของผู้หญิงที่ฟังดูอ่อนโยนแต่กลับทำให้หัวใจของบรอนเวนหยุดเต้น “แต่เจ้าพร้อมจะรับผิดชอบต่ออนาคตที่เจ้ากำลังจะเขียนใหม่หรือไม่?”

บรอนเวนเงยหน้าขึ้นมอง ท่ามกลางเงาไม้ที่สั่นไหว เธอเห็นเงาร่างของสตรีในชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ที่ดูราวกับจะกลืนหายไปกับแสงจันทร์ ดวงตาของสตรีผู้นั้นส่องประกายสีรุ้งแบบเดียวกับผลึกในมือของเธอ และในวินาทีนั้น บรอนเวนก็รู้ว่า การหนีครั้งนี้ไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของสงครามที่แท้จริงระหว่างความจริงที่ถูกสร้างขึ้น กับความจริงที่ต้องถูกปกป้อง

--- บรอนเวนและเซเลสเทนหนีการจับกุมของราชสำนักผ่านทางลับ โดยได้รับผลึกแก้วปริศนาจากชายลึกลับมาไว้ในครอบครอง ก่อนที่จะเผชิญหน้ากับสตรีปริศนาที่นำพาความจริงอันน่าสะพรึงกลัวมาให้เธอ