ตอนที่ 15 — รอยสลักที่รอคอยในความมืด
ความเย็นเยียบจากผนังหินใต้ดินซึมผ่านเนื้อผ้าคลุมหนาของบรอนเวน ราวกับมันพยายามจะดึงเอาความร้อนจากร่างกายของเธอไปเพื่อหล่อเลี้ยงความเงียบสงัดที่ปกคลุมห้องนี้ บรอนเวนก้มมองรอยด่างสีรุ้งบนพื้นหิน มันไม่ได้เป็นเพียงคราบสกปรก แต่มันคือเส้นสายของแสงที่ขยับเขยื้อนราวกับมีชีพจร มันเต้นตุบๆ ตามจังหวะหัวใจที่รัวเร็วของเธอ ลากยาวจากจุดที่เธอเคยยืนอยู่ มุ่งหน้าไปยังกำแพงอิฐเก่าคร่ำคร่าที่ดูไร้ทางออก
“บรอนเวน... คุณจะทำอะไร?” เสียงกระซิบที่สั่นพร่าของเซเลสเทนดังขึ้นข้างหู มือของเจ้าหน้าที่สาวบีบต้นแขนของเธอแน่นจนเจ็บ “พวกเขากำลังเดินมาทางนี้ ถ้าคุณขยับไปที่กำแพงนั่น พวกเขาจะเห็นเราทันที”
“ฉันไม่มีทางเลือก เซเลสเทน” บรอนเวนตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ “รอยนี่มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันนำทางเราไป มันเหมือนกับ... มันเหมือนกับความทรงจำของสถานที่นี้ที่พยายามจะบอกทางหนีให้เรา”
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจากราชสำนักยังคงดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เสียงเหล็กของเกราะกระทบกันดัง แกร่ง... แกร่ง... เป็นจังหวะที่น่าขนลุก บรอนเวนสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นฝุ่นผงและกลิ่นไหม้จางๆ ของน้ำมันตะเกียงจากภายนอกลอยมาแตะจมูก เธอตัดสินใจก้าวตามรอยสีรุ้งนั้นไป มือหนึ่งกำมีดตัดกระดาษไว้แน่น อีกมือหนึ่งพยุงเซเลสเทนให้ก้าวตามมาในเงามืด
เมื่อเธอมาถึงผนังอิฐ รอยสีรุ้งไม่ได้หยุดลง แต่มันกลับซึมลึกเข้าไปในรอยแตกของปูนระหว่างก้อนอิฐ บรอนเวนยื่นมือที่สั่นเทาไปสัมผัสพื้นผิวที่หยาบกร้าน ทันทีที่ปลายนิ้วของเธอแตะลงบนจุดที่แสงเข้มข้นที่สุด ความรู้สึกเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งพล่านไปทั่วร่างก็จู่โจมเธอ นิมิตสั้นๆ ผุดขึ้นในหัว—ภาพของมือที่กำลังสลักบางอย่างลงบนหิน ท่ามกลางแสงสว่างที่ผิดเพี้ยน—ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับสู่ความมืด
“ตรงนี้...” บรอนเวนพึมพำ เธอเริ่มใช้มีดตัดกระดาษค่อยๆ แซะเศษปูนที่หลุดล่อนออกอย่างระมัดระวัง หัวใจของเธอเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมาข้างนอก ทุกครั้งที่เสียงฝีเท้าข้างนอกหยุดชะงัก เธอจะแทบหยุดหายใจ เซเลสเทนยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองไปยังช่องว่างของประตูที่แสงจากคบเพลิงลอดเข้ามาเป็นระยะ
“ตรวจดูที่ชั้นวางของแถวนี้ด้วย! ข้าว่าข้าเห็นแสงสะท้อนวูบวาบมาจากทางนี้!” เสียงตะโกนสั่งการดังขึ้นใกล้กว่าเดิม
บรอนเวนกัดฟันกรอด เธอใช้แรงทั้งหมดที่มีงัดแผ่นอิฐที่ดูเหมือนจะหลวมอยู่ออกมา แผ่นหินขนาดเล็กหลุดออกมาพร้อมกับฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย เธอรีบใช้แขนเสื้อปัดมันออกอย่างรวดเร็ว ทว่าเบื้องหลังแผ่นอิฐนั้นกลับไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่มันคือกลไกฟันเฟืองไม้ที่ซ่อนอยู่ภายใน พร้อมกับรอยสลักรูปดวงตาที่ถูกโอบล้อมด้วยรัศมีแสง—ตราสัญลักษณ์ที่เธอเพิ่งเห็นในบันทึกการทดลอง
“มันคือทางผ่าน...” บรอนเวนกระซิบ เธอพบช่องแคบๆ ที่ถูกซ่อนไว้หลังกลไกนั้น มันเป็นทางเดินที่แคบเสียจนแทบจะเดินสวนกันไม่ได้ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้คนหนึ่งคนมุดผ่านไปได้
“เร็วเข้า!” เซเลสเทนเร่ง เร่งเสียงจนเกือบจะเป็นเสียงตะโกน เมื่อแสงจากคบเพลิงเริ่มสาดส่องเข้ามาในห้องเก็บความลับที่พวกเธอซ่อนตัวอยู่
บรอนเวนส่งสัญญาณให้เซเลสเทนมุดเข้าไปก่อน ความรู้สึกอึดอัดจากการถูกเบียดเสียดในช่องแคบทำให้เธอแทบคลั่ง กลิ่นดินชื้นและกลิ่นอับชื้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เธอคลานตามไป ในหัวของเธอวนเวียนอยู่กับคำถามเดียว: พวกเขากำลังตามล่าอะไรกันแน่? และรอยสีรุ้งนี้... มันเป็นเครื่องมือช่วยชีวิต หรือมันเป็นกับดักที่จงใจล่อให้เธอเดินมาติดกับ?
ทันใดนั้น เสียงประตูห้องเก็บความลับก็ถูกกระแทกเปิดออกดัง โครม! แสงสว่างจ้าจากคบเพลิงสาดเข้ามาในพื้นที่ที่พวกเธอเพิ่งจากมา บรอนเวนหยุดชะงักอยู่กลางทางเดินแคบๆ เธอได้ยินเสียงตะโกนและเสียงฝีเท้าที่รัวเข้ามาในช่องทางเดินที่เธอเพิ่งมุดผ่าน
“ทางนี้! มันมุดเข้าไปในผนัง!”
ความตื่นตระหนกแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง บรอนเวนพยายามคลานให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขาของเธอขูดไปกับพื้นหินที่ขรุขระจนรู้สึกแสบ แต่เธอหยุดไม่ได้ เธอมุดผ่านความมืดมิดที่ดูเหมือนจะไม่มีจุดสิ้นสุด จนกระทั่งแสงสว่างจางๆ จากอีกด้านหนึ่งปรากฏขึ้นที่ปลายทาง
เธอโผล่ออกมาสู่ห้องโถงขนาดเล็กที่ดูเหมือนจะเป็นห้องพักของอาลักษณ์ในยุคโบราณ มันถูกทิ้งร้างไว้จนฝุ่นหนาเตอะ แต่สิ่งที่ทำให้บรอนเวนต้องหยุดหายใจคือโต๊ะไม้ตัวใหญ่กลางห้อง บนนั้นมีหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่ มันไม่ใช่หนังสือธรรมดา แต่มันคือหนังสือที่มีปกเป็นผลึกแก้วใส และข้างใน... ตัวอักษรสีทองกำลังขยับเขยื้อนราวกับกำลังเขียนตัวเองขึ้นมาใหม่
บรอนเวนค่อยๆ ยื่นมือไปใกล้หนังสือเล่มนั้น ทว่าก่อนที่เธอจะได้สัมผัสมัน เสียงฝีเท้าที่ตามมาติดๆ ก็ดังขึ้นที่ทางเข้าห้องโถงแห่งนี้เช่นกัน แต่มันไม่ใช่เสียงของเจ้าหน้าที่ราชสำนัก... มันเป็นเสียงฝีเท้าที่มั่นคง สุขุม และแฝงไปด้วยอำนาจที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อน
“ในที่สุด... เจ้าก็มาถึง” เสียงทุ้มต่ำของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นจากเงามืดทางด้านหลังของห้องโถง
บรอนเวนสะดุ้งสุดตัว เธอหันกลับไปมองตามเสียง แต่สิ่งที่เห็นกลับมีเพียงเงาร่างสูงใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงสลัว และในมือของเขามีผลึกแก้วที่ส่องแสงสีรุ้งแบบเดียวกับที่เธอเห็นบนพื้น... แสงที่กำลังบอกใบ้ถึงความลับที่สั่นสะเทือนโลก
“คุณเป็นใคร?” บรอนเวนถาม เสียงของเธอแหบพร่า
ชายผู้นั้นก้าวออกมาจากเงามืด เผยให้เห็นใบหน้าที่เคร่งขรึมและดวงตาที่ดูเหมือนจะมองทะลุเข้าไปถึงวิญญาณของเธอ “คนที่จะบอกเจ้าว่า... อนาคตที่เจ้าเห็นนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนดไว้ แต่มันคือสิ่งที่กำลังถูกขโมยไป”
เขายกผลึกในมือขึ้น แสงสีรุ้งจากผลึกนั้นสว่างวาบจนบรอนเวนต้องหลับตาลง และเมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง หนังสือบนโต๊ะก็เปลี่ยนไป... เนื้อหาในนั้นไม่ได้เป็นคำทำนายอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นชื่อของเธอเอง... พร้อมกับวันที่และเวลาที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
‘บรอนเวนจะถูกพบในห้องแห่งความลับ พร้อมกับความจริงที่เธอไม่อาจแบกรับไหว...’
เสียงฝีเท้าของเจ้าหน้าที่ราชสำนักดังใกล้เข้ามาที่ประตูห้องโถงอีกครั้ง บรอนเวนจ้องมองชื่อของตัวเองในหนังสือด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด นี่ไม่ใช่แค่การหนีจากการถูกจับ... แต่มันคือการวิ่งเข้าสู่จุดจบที่ถูกเขียนไว้แล้ว
--- บรอนเวนและเซเลสเทนหนีการตามล่าของเจ้าหน้าที่ราชสำนักผ่านทางลับที่ซ่อนอยู่หลังผนังอิฐ จนมาพบกับห้องโถงโบราณที่มีหนังสือผลึกแก้วลึกลับ ซึ่งเขียนชื่อและชะตากรรมของบรอนเวนเอาไว้ล่วงหน้า พร้อมการปรากฏตัวของชายปริศนาผู้กุมความลับเรื่องการขโมยอนาคต