← สารบัญตอน

มนตราหมึกมรกต

ตอนที่ 88ฟรี

ตอนที่ 88 — รอยแตกบนกำแพงแห่งความทรงจำ

“มันกำลังขยายตัว!” ไมโลตะโกนก้อง เสียงของเขาถูกกลบด้วยเสียงครืนครั่นที่ดังมาจากใต้ผืนดินที่ราบสูงคีรีคราม

อคิราห์ขยับตัวบังแรงกระแทกจากแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านฝ่าเท้าขึ้นมาถึงหัวเข่า ฝุ่นสีเทาจากเศษหินลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณกำแพงหมึกเวทมนตร์ที่พวกกลุ่มกบฏเพิ่งสร้างเสร็จ มันควรจะเป็นปราการที่มั่นคงที่สุด แต่ตอนนี้รอยร้าวสีดำสนิทกำลังลามไปตามลวดลายอักขระที่สลักไว้บนผนังน้ำหมึก

“อย่าเพิ่งถอย!” เซราฟิน่าคำราม เธอคุกเข่าลงกับพื้น มือทั้งสองข้างกดลงบนรอยร้าวของกำแพง อักขระสีเงินบนแผ่นหลังของเธอเปล่งแสงวาบขึ้นมาอย่างรุนแรงจนเสื้อผ้าที่สวมอยู่แทบปริขาด “ความเจ็บปวดพวกนี้... มันไม่ได้มาจากแค่ข้างนอก แต่มันมาจากข้างล่าง! มันกำลังตอบโต้!”

อคิราห์ขยับเข้าไปใกล้ เขาเห็นเส้นเลือดบนขมับของเซราฟิน่าเต้นตุบตามจังหวะหัวใจที่รัวเร็ว “เซราฟิน่า! หยุดก่อน! การเชื่อมต่อของเธอแรงเกินไป มันกำลังดึงเอาความผิดปกติจากใต้ชั้นดินขึ้นมาผ่านตัวเธอ!”

“ถ้าฉันหยุดตอนนี้... กำแพงนี้จะพัง และพวกหน่วยล่าหมึกจะเข้ามาถึงตัวพวกเรา!” เธอไม่ได้หันมามองเขา ดวงตาของเธอเบิกกว้าง สะท้อนภาพของลายเส้นเวทมนตร์ที่กำลังบิดเบี้ยวไปมาเหมือนสิ่งมีชีวิตที่กำลังชักกระตุก

ไมโลที่กำลังประคองขวดหมึกเวทมนตร์บริสุทธิ์อยู่ข้างๆ ทรุดตัวลง “อคิราห์ครับ! รอยร้าวพวกนี้มันไม่ใช่แค่หมึกที่เสื่อมสภาพ แต่มันเหมือน... เหมือนอักขระกำลังพยายามจะเขียนตัวเองใหม่ในรูปแบบที่ต่างออกไป!”

อคิราห์นิ่งงัน เขาจ้องมองรอยร้าวเหล่านั้น ความรู้สึกประหลาดแล่นปราดเข้าสู่ความรู้สึกของเขา ไม่ใช่ความเจ็บปวดแบบที่เซราฟิน่าได้รับ แต่มันคือความสับสนที่รุนแรง ราวกับมีใครบางคนกำลังพยายามตะโกนผ่านสมุดบันทึกที่ถูกปิดตาย เขาพยายามค้นหาความสงบในใจตามแบบฉบับที่เขาฝึกฝนมาตลอด แต่ความกังวลที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในอกกลับขยายตัวขึ้น

“มันคือการวิวัฒนาการ หรือแค่ความพินาศกันแน่?” อคิราห์พึมพำกับตัวเอง

ทันใดนั้น แสงสว่างสีเงินที่อ่อนโยนทว่าทรงพลังก็วาบขึ้นในมโนสำนึกของเขา มันไม่ใช่แสงจากภายนอก แต่มันคือกระแสพลังงานที่ไหลผ่านอักขระจารึกที่สลักอยู่บนข้อมือของเขาเอง มันไม่ใช่คำสั่ง แต่มันคือ 'การมอบหมาย' ที่ไร้ถ้อยคำ

[จงดูแล... สิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนไป... อย่าฝืน... จงปล่อยให้มันดำเนินไป...]

เสียงนั้นไม่ได้ดังในหู แต่ดังในจิตวิญญาณ มันเป็นเสียงที่ไร้เพศ ไร้กาลเวลา แต่อัดแน่นไปด้วยความหมายที่หนักอึ้ง

“อคิราห์! ช่วยฉันด้วย!” เซราฟิน่าร้องลั่น แรงกดดันจากอักขระสีเงินบนหลังของเธอเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ รอยร้าวบนกำแพงหมึกขยายตัวออกจนกว้างขึ้นเผยให้เห็นความว่างเปล่าที่ดำมืดเบื้องล่าง

อคิราห์รู้ดีว่าเขาต้องทำอะไร เขาไม่ได้พยายามจะกดทับความผิดปกตินั้นด้วยพลังของเขาเหมือนที่สภาจารึกศักดิ์สิทธิ์ทำ เขาไม่ได้พยายามจะ 'ซ่อมแซม' ลายเส้นให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมตามกฎเกณฑ์เดิมๆ ของโลกนี้ แต่เขากลับเลือกที่จะ 'เปิดรับ'

“ไมโล! เตรียมหมึกบริสุทธิ์ไว้! เราจะไม่ใช้มันเพื่ออุดรอยร้าว!” อคิราห์สั่งการ เสียงของเขานิ่งสงบอย่างน่าประหลาด แม้สถานการณ์จะวิกฤตเพียงใด

“จะทำอะไรครับ? ถ้าไม่ใช้ซ่อม แล้วเราจะกันหน่วยล่าหมึกยังไง!” ไมโลถามด้วยความตกใจ

“เราจะไม่ซ่อม... แต่เราจะให้มันเปลี่ยนไป” อคิราห์ก้าวเข้าไปหาเซราฟิน่า เขาไม่ได้วางมือเพื่อต้านทานพลัง แต่เขาวางมือลงบนรอยร้าวข้างๆ มือของเธอ เพื่อส่งผ่านความเชื่อมั่นที่เขามีต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น “เซราฟิน่า ปล่อยมันไป... อย่าพยายามควบคุมความเจ็บปวดนั้น แต่จงปล่อยให้มันไหลผ่านเธอไปเหมือนกระแสลม”

“คุณบ้าไปแล้วเหรอ! ถ้าฉันปล่อยมัน ฉันจะเสียสติ!” เธอแผดเสียงทั้งน้ำตา

“คุณจะไม่เสียสติ... ถ้าคุณเชื่อมั่นในอักขระที่กำลังจะเกิดใหม่” อคิราห์สบตาเธอ “โลกนี้ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยกฎเกณฑ์เดิมๆ อีกต่อไปแล้ว”

เขานึกถึงคำทำนายที่แว่วเข้าหูมาตั้งแต่เด็ก... 'คำทำนายแห่งดวงดาวสีเงิน' ที่กล่าวถึงผู้ที่จะมาปลดพันธนาการแห่งอักขระในอนาคต... เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมโลกถึงต้องสั่นคลอนถึงเพียงนี้ เพราะอักขระเดิมกำลังตายลง เพื่อเปิดทางให่อะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่า

เขาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่แรงกระแทกจากการระเบิด แต่มันคือจังหวะการเต้นของหัวใจของโลก

วินาทีที่เซราฟิน่ายอมจำนนต่อความรู้สึกที่หลั่งไหลเข้ามา รอยร้าวบนกำแพงหมึกไม่ได้พังทลายลง แต่มันกลับแตกแขนงออกไปเป็นลวดลายใหม่ที่ซับซ้อนและงดงามกว่าเดิม อักขระสีเงินที่เคยจางหายไปตามกฎของสภาจารึก กลับเริ่มผุดพรายขึ้นมาใหม่เป็นสีเงินบริสุทธิ์ที่สว่างไสวเกินกว่าหมึกเวทมนตร์ชนิดใดที่มนุษย์เคยสร้าง

“ดูนั่น...” ไมโลอุทานอย่างตกตะลึง

ไม่ใช่แค่ที่กำแพง แต่ใต้ฝ่าเท้าของพวกเขา ใต้พื้นดินที่ราบสูงคีรีครามที่เคยมืดมัวด้วยหมอกหนา อักขระรูปแบบใหม่ที่ไม่มีในตำราใดๆ กำลังแตกหน่อและเลื้อยผ่านชั้นหินขึ้นมาเหมือนรากไม้ที่ทำจากแสงสว่าง มันกำลังลามเลียไปทั่วทุกหนแห่ง ราวกับจะเปลี่ยนผืนดินทั้งโลกให้กลายเป็นกระดานจารึกแห่งใหม่

อคิราห์มองดูแสงสีเงินนั้นด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งในอก เขารู้ดีว่าภาระนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ การปล่อยให้วิวัฒนาการนี้ดำเนินไป หมายถึงการทำลายระบบเศรษฐกิจและอำนาจเดิมของสภาจารึกศักดิ์สิทธิ์จนหมดสิ้น และเขา... เขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจหวนคืน

แสงสีเงินพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ทิ้งรอยจารึกสายใหม่ไว้บนแผ่นฟ้าที่เคยหม่นหมอง ทิ้งรอยร้าวไว้บนความเชื่อเดิมของมนุษยชาติ

--- อคิราห์ตัดสินใจหยุดการพยายามซ่อมแซมกำแพงหมึก และเลือกที่จะยอมรับความผิดปกติที่เกิดขึ้น จนนำไปสู่การอุบัติขึ้นของอักขระรูปแบบใหม่ที่กำลังแผ่ขยายไปทั่วโลก