← สารบัญตอน

มนตราหมึกมรกต

ตอนที่ 38ฟรี

ตอนที่ 38 — เศษเสี้ยวแห่งเจตจำนงที่ถูกปฏิเสธ

เสียงหวีดหวิวของลมที่พัดผ่านรอยแตกของนครอารคานาฟังดูคล้ายเสียงกรีดร้องของดวงวิญญาณที่ถูกลืม อคิราห์หอบหายใจถี่ ร่างกายของเขาหนักอึ้งราวกับถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น กลิ่นของหมึกที่ไหม้เกรียมและโอโซนจากการปะทะกันของพลังเวทมนตร์ตลบอบอวลอยู่ในอากาศจนแสบจมูก รอบกายเขาคือความโกลาหลที่ไม่มีที่สิ้นสุด ชาวเมืองอารคานาที่เขาเพิ่งช่วยชีวิตไว้จากพายุหมึกดำ บัดนี้กลับกลายเป็นฝูงชนที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและรังเกียจเดียดฉันท์ สายตาที่เคยมองเขาด้วยความขอบคุณในชั่วขณะหนึ่ง เปลี่ยนเป็นสายตาที่มองสัตว์ร้ายที่กำลังจะกลืนกินโลก

“ถอยไป! อย่าเข้ามาใกล้เจ้าสิ่งนั้น!” เสียงตะโกนของชายคนหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับก้อนหินที่ถูกขว้างเข้าใส่ร่างของอคิราห์ มันเฉียดไหล่เขาไปเพียงนิดเดียว ทิ้งรอยถลอกและความเจ็บปวดที่เตือนให้รู้ว่าเขายังมีตัวตนอยู่

อคิราห์ไม่ได้ตอบโต้ เขาเพียงแต่ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ท่ามกลางพายุหมึกดำที่ยังคงหมุนวนอยู่ในชั้นบรรยากาศเบื้องบน รอยอักขระมรกตบนผิวหนังของเขาส่องแสงวูบวาบตามจังหวะการเต้นของหัวใจ มันไม่ใช่แสงที่ให้ความอบอุ่น แต่มันคือแสงที่เตือนถึงความจริงอันเจ็บปวดที่ชายชุดเทาเพิ่งหยิบยื่นให้—ความจริงที่ว่าเขาไม่ใช่ผู้รักษา แต่เป็นเพียง ‘ภาชนะ’ ที่อักขระโบราณเลือกใช้เพื่อทวงคืนสิ่งที่ถูกพรากไป

“พวกท่านไม่เข้าใจ...” อคิราห์พยายามจะเอ่ยปาก แต่เสียงของเขากลับถูกกลืนหายไปในเสียงอื้ออึงของเมืองที่กำลังร่วงหล่น “สิ่งที่พวกท่านเรียกว่าภัยพิบัติ... มันคือการกลับมาของสิ่งที่พวกท่านพยายามลบเลือน!”

ทันใดนั้น พื้นดินใต้เท้าของเขาเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ไม่ใช่จากการพังทลายของโครงสร้างเมือง แต่เป็นจากการขยับเขยื้อนของ ‘บางอย่าง’ ที่อยู่ลึกลงไปใต้รากฐานของอารคานา เงาสีดำสนิทที่ข้นคลั่กยิ่งกว่าหมึกใดๆ เริ่มผุดขึ้นมาจากรอยแยกของผลึกความทรงจำ มันไม่ได้ไหลเหมือนน้ำ แต่มัน ‘คลาน’ เหมือนสิ่งมีชีวิตที่มีเจตจำนงของตนเอง รอยแยกเหล่านั้นขยายตัวออกเป็นวงกว้าง เผยให้เห็นความว่างเปล่าที่มืดมิดและหิวกระหาย

ชายชุดเทาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งท่ามกลางความวุ่นวาย เขาไม่ได้วิ่งหนีเหมือนคนอื่น แต่เดินตรงมาหาอคิราห์ด้วยท่าทีสงบนิ่งจนน่าขนลุก ใบหน้าของเขาภายใต้เงาของหมวกคลุมนั้นดูเรียบเฉย ราวกับว่าความพินาศตรงหน้าเป็นเพียงฉากละครที่เขาเคยดูมานับพันครั้ง

“เจ้าทำสำเร็จแล้ว อคิราห์” ชายชุดเทาเอ่ย เสียงของเขานิ่งเรียบแต่ก้องกังวานในโสตประสาทของอคิราห์ “เจ้าปลดปล่อยเจตจำนงของพวกมันออกมา และบัดนี้... พวกมันกำลังจะเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยเลือดและหมึกของพวกมันเอง”

“ข้าไม่ได้ทำเพื่อสิ่งนี้!” อคิราห์ตวาดกลับ ความโกรธแค้นพุ่งพล่านขึ้นมาในอก “ข้าต้องการรักษาความทรงจำ ไม่ใช่ทำลายทุกอย่างที่พวกเขาสร้างขึ้น!”

“ความทรงจำที่ถูกกักขังไว้ในผลึกแก้ว ไม่ใช่ความทรงจำที่แท้จริง” ชายชุดเทาขยับเข้ามาใกล้ แสงสีมรกตจากตัวอคิราห์สะท้อนในดวงตาที่ว่างเปล่าของเขา “มันเป็นเพียงภาพถ่ายที่ไร้ชีวิต อักขระโบราณเหล่านี้ต้องการ ‘ลมหายใจ’ และตอนนี้พวกมันได้รับมันจากเจ้าแล้ว ดูนั่นสิ...”

อคิราห์หันไปตามปลายนิ้วที่ชี้ไปยังรอยแยกที่กำลังขยายตัว เงาดำที่คลานออกมาเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างที่บิดเบี้ยว มันไม่ใช่สัตว์ประหลาด แต่มันคือ ‘อักขระ’ ขนาดมหึมาที่ลอยอยู่กลางอากาศ เส้นสายของมันหนาและเข้มข้นจนดูเหมือนเส้นเลือดที่เต้นตุบๆ อักขระเหล่านั้นไม่ได้รอให้ใครมาจารึก แต่มันกำลัง ‘กัดกิน’ ผลึกความทรงจำรอบข้างเพื่อสร้างร่างของมันเองขึ้นมา เมื่อมันสัมผัสกับผลึกแก้ว ผลึกเหล่านั้นจะแตกสลายและกลายเป็นหมึกดำที่ไหลเข้าสู่แกนกลางของอักขระนั้น

ความสยดสยองที่แท้จริงไม่ใช่การทำลายล้าง แต่คือการเปลี่ยนผ่านที่ไร้ความปรานี ทุกสิ่งที่เคยถูกบันทึกไว้ด้วยความประณีตของชาวอารคานา กำลังถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นความโกลาหลที่ไร้ระเบียบ

“หยุดมัน!” อคิราห์ตะโกน เขาพยายามจะเรียกพลังอักขระมรกตขึ้นมาเพื่อควบคุมกระแสหมึก แต่ทันทีที่เขาเริ่มร่ายเวท เขากลับรู้สึกถึงแรงต้านมหาศาลที่สวนกลับมา มันไม่ใช่แรงต้านจากภายนอก แต่มันคือแรงกระชากจากภายในอักขระที่สลักอยู่บนแขนของเขาเอง

เขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อรอยอักขระมรกตเริ่ม ‘ขยับ’ มันไม่ได้เพียงแค่ส่องแสง แต่มันกำลังพยายามจะหลุดออกจากผิวหนังของเขา! เส้นสายสีเขียวมรกตเริ่มบิดเบี้ยวและพยายามจะเชื่อมต่อกับเงาดำที่ลอยอยู่ในอากาศ ราวกับว่าเขากำลังกลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกแห่งความจริงกับเจตจำนงโบราณที่กำลังตื่นขึ้น

“เจ้าคือกุญแจ และเจ้าคือประตู” ชายชุดเทากล่าวต่อ ขณะที่เขาก้าวถอยหลังเข้าสู่เงามืด “จงเลือกเอา อคิราห์... จะเป็นผู้ที่ถูกจดจำในฐานะผู้ทำลายล้าง หรือจะเป็นผู้ที่หายสาบสูญไปพร้อมกับอดีตที่ไม่มีใครต้องการ”

ทันใดนั้น เสียงระเบิดกัมปนาทก็ดังขึ้นจากใจกลางนครอารคานา แสงสีดำสนิทพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ทะลุผ่านชั้นเมฆและม่านหมอก บดบังแสงดาวและแสงจันทร์จนหมดสิ้น ทิ้งให้โลกทั้งใบตกอยู่ภายใต้ความมืดมิดที่มีเพียงแสงสีมรกตจากตัวอคิราห์ที่สั่นไหวอย่างโดดเดี่ยว

อคิราห์ทรุดเข่าลงกับพื้นหินที่แตกร้าว เขามองดูมือของตัวเองที่บัดนี้มีรอยหมึกสีดำไหลซึมออกมาจากรอยอักขระมรกต มันเป็นการผสมผสานที่น่าสะพรึงกลัว ระหว่างแสงสว่างที่เขาพยายามรักษาและความมืดที่กำลังทวงคืน ในวินาทีนั้นเอง เขาได้ยินเสียงกระซิบที่ไม่ได้มาจากหู แต่ดังมาจากทุกอณูของจิตวิญญาณ เป็นเสียงที่นับพันนับหมื่นเสียงประสานกันเป็นหนึ่งเดียว

“จารึก... หรือจะถูกจารึก...”

เขารู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้สิ้นสุดลงที่การรักษาโรคหมึกละลาย แต่มันเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในการต่อสู้เพื่อกำหนดว่า ‘ความทรงจำ’ ควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร—เป็นระเบียบที่ถูกกักขัง หรือเป็นความโกลาหลที่เปี่ยมด้วยชีวิต

อคิราห์เงยหน้าขึ้นมองความมืดมิดเบื้องหน้า ดวงตาของเขาไม่ได้เต็มไปด้วยความหวาดกลัวอีกต่อไป แต่มันแฝงไปด้วยความมุ่งมั่นที่บ้าคลั่ง เขาจะเข้าสู่ใจกลางของพายุนี้ ไม่ใช่เพื่อหยุดยั้งมัน แต่เพื่อจารึกเจตจำนงของตนเองลงไปในประวัติศาสตร์ที่กำลังจะถูกเขียนขึ้นใหม่ด้วยหมึกแห่งความตายนี้

--- อคิราห์เผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าเขาเป็นเพียงกุญแจที่เปิดทางให้อักขระโบราณตื่นขึ้นเพื่อทำลายระเบียบเดิมของอารคานา ท่ามกลางการไล่ล่าของชาวเมืองและความโกลาหลที่กำลังกลืนกินโลก เขาต้องตัดสินใจว่าจะยอมจำนนต่อเจตจำนงโบราณหรือจะสร้างตัวตนใหม่ท่ามกลางความพินาศ