← สารบัญตอน

เสียงเพรียกจากหุบเขาอัสนี

ตอนที่ 6ฟรี

ตอนที่ 6 — ความเงียบที่ถูกจองจำ

ความเงียบไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่มันคือมวลอากาศที่หนาหนักจนแทบจะหายใจไม่ออก

เมฆายืนนิ่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของลานกว้างกลางหมู่บ้าน พื้นดินที่เคยเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของความหวังบัดนี้เหลือเพียงรอยแตกและเศษหินที่เย็นเยียบจากการสูญเสียไม้เท้าคลื่นสั่นสะเทือนไป มือของเขายังคงค้างอยู่ในท่าเดิม ท่าที่เพิ่งจะพยายามคว้าไขว่คว้าสิ่งสำคัญที่สุดที่หลุดลอยไป ความรู้สึกชาหนึบแล่นพล่านจากปลายนิ้วขึ้นไปถึงหัวไหล่ ไม่ใช่เพราะความหนาวเหน็บของหิมะที่เริ่มโปรยปรายลงมา แต่มันคือความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นเมื่อ 'การเชื่อมต่อ' หนึ่งเดียวกับโลกใบนี้ถูกกระชากออกไปอย่างไม่ใยดี

เขาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่แปรปรวนใต้ฝ่าเท้า มันไม่ใช่จังหวะที่สม่ำเสมอของชีพจรโลกอย่างที่เคยเป็น แต่มันคือแรงสั่นสะเทือนที่กระจัดกระจาย คล้ายกับเสียงสะอื้นของผืนดินที่กำลังถูกบดขยี้ พายุที่กำลังก่อตัวอยู่เบื้องบนส่งคลื่นความถี่ต่ำที่น่าขนลุกผ่านอากาศลงมาปะทะผิวหนังของเขา มันคือสัญญาณเตือนภัยที่ไร้เสียงเตือนสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับเขา มันคือเสียงกรีดร้องของมรณะที่กำลังคืบคลานเข้ามา

เมฆาทรุดตัวลงนั่งบนโขดหินที่เย็นจัด เขาหลับตาลงเพื่อพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของความรู้สึกที่เหลืออยู่ หากไม่มีไม้เท้า เขาจะรับรู้ถึงความละเอียดอ่อนของกระแสลมได้อย่างไร? หากไม่มีมัน เขาจะแยกแยะได้หรือว่าแรงสั่นสะเทือนที่กำลังขยายตัวจากใต้ดินนั้นคือภัยพิบัติธรรมชาติ หรือคือบางสิ่งที่จงใจเคลื่อนไหวเพื่อทำลายล้าง? ความโดดเดี่ยวทางโสตประสาทที่เขาเผชิญมาตลอดชีวิต บัดนี้มันดูเหมือนจะขยายขอบเขตออกไปครอบคลุมทั้งจักรวาล

ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนหนึ่งที่แตกต่างออกไปก็พุ่งตรงมายังเขา มันไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนที่ราบเรียบของหิมะที่ตก หรือแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงของพายุ แต่มันคือจังหวะที่หนักแน่น มั่นคง และเปี่ยมไปด้วยอำนาจ... จังหวะของฝีเท้าที่ถูกฝึกมาอย่างดี

เมฆาลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาพร่ามัวด้วยไอเย็น แต่เขาสัมผัสได้ถึงเงาร่างที่เคลื่อนไหวผ่านความสั่นสะเทือนในอากาศ เงาเหล่านั้นไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่มาเป็นกลุ่มก้อนที่ทรงพลังและเป็นระเบียบเกินกว่าจะเป็นชาวบ้านที่กำลังตื่นตระหนก

กลุ่มคนในชุดคลุมยาวสีขาวขลิบทองก้าวเข้ามาในลานกว้าง แสงจากตะเกียงเวทมนตร์ที่พวกเขาถืออยู่ไม่ได้ให้ความอบอุ่น แต่มันให้ความรู้สึกที่เย็นเยียบและข่มขวัญ พวกเขาไม่ใช่กลุ่มนักบวชระดับสูงที่เพิ่งจะจากไปพร้อมกับไม้เท้า แต่เป็นกลุ่ม 'ผู้คุมกฎแห่งเสียงสวด' ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการที่ขึ้นตรงต่อวิหารกลาง กลุ่มคนที่ทำหน้าที่รักษากฎเกณฑ์แห่งความถี่เสียงอย่างเคร่งครัด

ผู้นำของกลุ่มนั้นเป็นชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าเรียบเฉยราวกับสลักจากน้ำแข็ง เขาไม่ได้เดินด้วยท่าทางคุกคาม แต่ทุกย่างก้าวของเขากลับส่งแรงสั่นสะเทือนที่สม่ำเสมอจนเมฆารู้สึกคลื่นไส้ มันคือความถี่ที่ถูกควบคุมอย่างสมบูรณ์แบบจนดูเหมือนไร้ชีวิต

เมฆาพยายามจะขยับตัวหนี แต่ความอ่อนล้าและจิตใจที่แตกสลายทำให้เขายังคงติดอยู่กับที่ ชายผู้นั้นหยุดยืนตรงหน้าเขา แรงสั่นสะเทือนจากฝีเท้าของเขาหยุดลงพอดีกับที่เมฆาเริ่มหายใจติดขัด ชายผู้นั้นก้มมองเขาด้วยสายตาที่ไม่ได้มีความเห็นใจ มีเพียงความว่างเปล่าที่น่ากลัวยิ่งกว่าความเงียบ

เขายื่นมือออกไปข้างหน้า ไม่ใช่เพื่อทำร้าย แต่เพื่อชี้ไปยังสิ่งที่อยู่ข้างตัวเมฆา

มันคือ 'ตะเกียงน้ำมันศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงอัสนี' สิ่งของชิ้นสุดท้ายที่ตั้งอยู่บนแท่นหินเล็กๆ ข้างตัวเมฆา มันไม่ใช่แค่ตะเกียงที่ให้แสงสว่าง แต่มันคือแหล่งกำเนิดความร้อนและพลังงานเวทมนตร์เพียงอย่างเดียวที่เหลืออยู่ในอาคารไม้หลังเก่าที่พังทลายนี้ มันคือสิ่งที่จะรักษาอุณหภูมิให้แก่ผู้ป่วยและเด็กในหมู่บ้านท่ามกลางพายุที่จะมาถึงในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

เมฆาสัมผัสได้ถึงเจตนาผ่านการเคลื่อนไหวของอากาศรอบตัวชายคนนั้น ความต้องการของเขาชัดเจนและรุนแรงยิ่งกว่าพายุที่กำลังก่อตัว

"สิ่งที่เจ้าถือครองไว้... ไม่ใช่สิ่งที่คนไร้เสียงเช่นเจ้าควรจะมีสิทธิ์ครอบครอง"

เมฆาไม่ได้ยินเสียงนั้นด้วยหู แต่เขา 'รู้สึก' ถึงความหมายของมันผ่านแรงสั่นสะเทือนที่แผ่ออกมาจากริมฝีปากของชายผู้นั้น มันคือคำสั่งที่หนักแน่นและเย็นชา

ชายผู้นั้นก้าวเข้าหาเมฆาอีกหนึ่งก้าว แรงกดดันจากความถี่เสียงที่เขาส่งออกมาเริ่มทำให้เมฆารู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง มันคือการใช้ 'เสียงสวดกดทับ' ในรูปแบบที่ไม่ได้ใช้เสียง แต่ใช้คลื่นความถี่ที่ทำให้สมองสั่นสะเทือนจนแทบจะควบคุมไม่ได้ เมฆาพยายามจะคว้าตะเกียงเพื่อปกป้องมันไว้ แต่มือของเขากลับหนักอึ้งและไร้เรี่ยวแรง

"ตะเกียงน้ำมันศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงอัสนีต้องถูกส่งมอบให้แก่วิหาร เพื่อใช้ในการประกอบพิธีสวดสะกดพายุ... หากปล่อยไว้ในมือของคนที่ไม่อาจควบคุมความถี่ได้ มันจะกลายเป็นเชื้อไฟที่เผาผลาญหมู่บ้านนี้เสียเอง"

ความขัดแย้งนั้นชัดเจนจนน่าใจหาย เมฆารู้ดีว่าหากตะเกียงนี้ถูกพรากไป ชาวบ้านที่เหลืออยู่จะหนาวตายในคืนนี้ เพราะไม่มีแหล่งความร้อนและแสงสว่างใดๆ อีกแล้ว แต่กลุ่มผู้คุมกฎกลับอ้างว่าการนำตะเกียงนี้ไปใช้ในพิธีกรรมของวิหารคือหนทางเดียวที่จะหยุดยั้งพายุนิรันดร์ได้ ทั้งสองความต้องการนี้สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง—ความอยู่รอดเฉพาะหน้าของคนในหมู่บ้าน กับความเชื่อเรื่องการควบคุมภัยพิบัติในระดับมหภาค

ก่อนที่เมฆาจะทันได้แสดงปฏิกิริยาโต้ตอบ ชายผู้นั้นก็ขยับมือเพียงเล็กน้อย คลื่นความถี่ที่มองไม่เห็นพุ่งเข้าปะทะหน้าอกของเมฆาจนเขากระเด็นถอยหลังไปชนกับผนังหินที่เย็นเฉียบ ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่าง แต่สิ่งที่เจ็บปวดกว่าคือความรู้สึกที่เห็นมือของนักบวชผู้นั้นคว้าเอา 'ตะเกียงน้ำมันศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงอัสนี' ไปจากแท่นหินอย่างง่ายดาย

แสงสีทองสลัวจากตะเกียงค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไปจากรัศมีที่เมฆาจะเอื้อมถึง ความร้อนที่เคยแผ่ออกมาจางหายไป เหลือเพียงความเย็นเยียบที่กัดกินเข้าไปถึงกระดูก

เมฆามองดูแสงนั้นค่อยๆ เลือนหายไปในกลุ่มผ้าคลุมสีขาว เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังถล่มลงมาอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเพราะเขาเสียเครื่องมือสื่อสาร ไม่ใช่เพียงเพราะเขาเสียความหวังในการหาทางแก้พายุ แต่เพราะตอนนี้... แม้แต่แสงสว่างสุดท้ายที่จะช่วยให้เขามองเห็นเส้นทางในความมืดมิด ก็ถูกพรากไปจากมือของเขาเสียแล้ว

ท่ามกลางความเงียบสงัดที่กลับมาปกคลุมอีกครั้ง เมฆาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงกว่าเดิมจากใต้ดิน มันไม่ใช่การเตือนภัย แต่มันคือการขยับตัวของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่กว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้... และคราวนี้ มันกำลังเคลื่อนที่เข้าหาเขาโดยที่ไม่มีแสงสว่างใดๆ คอยนำทางอีกต่อไป

--- เมฆาต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้คุมกฎแห่งเสียงสวดที่บุกมาเพื่อยึดตะเกียงน้ำมันศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงอัสนี ซึ่งเป็นแหล่งความร้อนสุดท้ายของหมู่บ้านไปใช้ในพิธีกรรมของวิหาร ทิ้งให้เขาเผชิญกับความมืดมิดและแรงสั่นสะเทือนปริศนาใต้ดินเพียงลำพัง