← สารบัญตอน

เสียงเพรียกจากหุบเขาอัสนี

ตอนที่ 33ฟรี

ตอนที่ 33 — เสียงกรีดร้องของผืนดิน

อากาศในหุบเขาเสียงสะท้อนเย็นยะเยือกจนเมฆาแทบจะสูดลมหายใจไม่ลง แม้จะหลบหนีมาได้จากโรงตีเหล็กอันน่าอัศจรรย์ของโครนอส แต่ภาพของช่างตีเหล็กผู้แข็งแกร่งกำลังเผชิญหน้ากับอสูรคลื่นสูญญากาศก็ยังคงติดตา เขาพยายามเพ่งสมาธิไปที่วัตถุประหลาดที่ชายหน้ากากโลหะมอบให้ มันคือ 'เครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลอง' ที่โครนอสได้มอบ 'ส้อมเสียงแห่งความสอดคล้อง' มาให้เพื่อช่วยปรับจูน แต่ขณะที่เขากำลังจะเริ่มกระบวนการนั้น เสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวของอสูรก็ดังสะท้อนไปทั่วหุบเขา การตัดสินใจต้องเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที

เมฆาเลือกที่จะไม่หันหลังกลับ เขาผลักตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้า ทิ้งภาพของโครนอสไว้เบื้องหลังพร้อมกับความหวังอันริบหรี่ที่จะได้เห็นเขาอีกครั้ง เขาต้องหาทางเอาชีวิตรอดและหาทางแก้ไขความเสียหายที่แกนกลางเสียงกำลังเผชิญอยู่ให้ได้ สัมผัสที่ผ่านเครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลองยังคงไม่คุ้นเคย มันเหมือนกับว่าโลกทั้งใบกำลังส่งเสียงกระซิบผ่านช่องทางที่แปลกประหลาด แต่ก็ยังดีกว่าความเงียบงันที่เคยครอบงำเขามาตลอด

เขากระชับเครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลองในมือแน่น สัมผัสถึงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านจากพื้นดิน มันไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนที่คุ้นเคยจากการเดิน หรือจากเสียงที่ผ่านอากาศ หากแต่เป็นคลื่นความถี่ที่ลึกกว่านั้น เป็นเหมือนเสียงกรีดร้องของผืนดินที่กำลังปริแตก

'นี่มันอะไรกัน?' เมฆาพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาเบาหวิว ราวกับจะถูกกลืนหายไปในความเงียบของหุบเขา แต่เขาก็ยังคงพูดต่อไป เสียงของเขาเป็นเหมือนดนตรีที่แผ่วเบาในความว่างเปล่า

แรงสั่นสะเทือนทวีความรุนแรงขึ้น จนเมฆาแทบจะทรงตัวไม่อยู่ เขาเห็นผืนดินเบื้องหน้าเริ่มแตกร้าวเป็นเส้นสายเล็กๆ คล้ายใยแมงมุม แสงสีฟ้าอ่อนๆ เริ่มลอดออกมาจากรอยแยกเหล่านั้น แสงนั้นมีลักษณะพิเศษ มันไม่ให้ความรู้สึกอบอุ่นหรือสว่างไสวอย่างที่ควรจะเป็น กลับมีความเย็นยะเยือกและอันตรายแฝงอยู่

'ต้องไปให้ไกลกว่านี้' เขาตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว เขาเริ่มออกวิ่ง ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เขาเหลือบมองไปยังทิศทางที่เขาวิ่งออกมาจากโรงตีเหล็กของโครนอส ความหวังริบหรี่นั้นเลือนหายไปตามเสียงคำรามของอสูร ภาพของโครนอสที่กำลังต่อสู้อย่างสุดกำลังผุดขึ้นมาอีกครั้งในหัว

เขาไม่รู้ว่าชายหน้ากากโลหะคือใคร หรือทำไมเขาถึงมอบสิ่งนี้ให้ แต่เขารู้เพียงว่า 'เครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลอง' นี้คือโอกาสเดียวที่เขาจะเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และอาจเป็นหนทางเดียวที่จะหยุดยั้งการแตกสลายของแกนกลางเสียงได้

ขณะที่เขากำลังวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต เสียงกระซิบที่แผ่วเบาแต่หนักแน่นก็ดังขึ้นในหัวของเขา มันไม่ใช่เสียงที่ได้ยินด้วยหู แต่เป็นความรู้สึกที่ส่งผ่านเครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลอง เป็นเหมือนความคิดที่ถูกส่งตรงมายังจิตใจ

'เด็กน้อย... อย่าได้สิ้นหวัง... เสียงกรีดร้องของผืนดิน... คือสัญญาณของการตื่นขึ้น... ของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า... จงตามหาสัญญาณนั้น... มันจะนำทางเจ้า...' เสียงนั้นขาดหายไป ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและแรงสั่นสะเทือนที่ยังคงโหมกระหน่ำ

เมฆาหยุดชะงัก เขาพยายามเพ่งสมาธิไปยังทิศทางที่เสียงนั้นปรากฏขึ้น มันเหมือนกับว่าเสียงนั้นมาจากทุกทิศทางรอบตัวเขา แต่ก็มีจุดศูนย์กลางที่ชัดเจนกว่าจุดอื่น แรงสั่นสะเทือนที่มาจากทิศทางนั้นมีความถี่ที่แตกต่างออกไป มันมีความรู้สึกถึงพลังที่ถูกกักเก็บไว้ รอวันที่จะปลดปล่อย

เขาหันไปมองทางทิศที่เสียงนั้นดังมา มันคือทิศทางที่ลึกเข้าไปในหุบเขาเสียงสะท้อน ทิศทางที่เขาไม่เคยคิดจะย่างกรายเข้าไป เพราะมันคือที่ที่ตำนานเล่าขานถึงพลังอันตรายและสิ่งมีชีวิตโบราณที่ถูกผนึกไว้

'จิตวิญญาณแห่งดินแดน... ช่างตีเหล็ก... และบัดนี้... เสียงกรีดร้องของผืนดิน...' เมฆาพึมพำ เขารู้สึกราวกับว่าทุกสิ่งกำลังเชื่อมโยงเข้าหากัน เป็นปริศนาที่ซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจในตอนนี้

เขาตัดสินใจ เขาต้องไปทางนั้น ทางที่เสียงกรีดร้องของผืนดินนำทาง เขาต้องรู้ว่า 'บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า' ที่เสียงนั้นกล่าวถึงคืออะไร และทำไมมันถึงปรากฏตัวขึ้นในยามที่แกนกลางเสียงกำลังแตกสลาย

เมื่อเขาก้าวเท้าเข้าไปในเขตแดนที่ไม่เคยมีใครย่างกราย แรงสั่นสะเทือนก็ยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น แสงสีฟ้าอ่อนๆ จากรอยแยกบนพื้นดินสว่างวาบราวกับจะสื่อสารกับเขา มันไม่ใช่แสงแห่งอัสนีอย่างที่เขาคุ้นเคย แต่เป็นแสงที่บริสุทธิ์และทรงพลังกว่านั้น

ทันใดนั้นเอง เมฆาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างออกไป แรงสั่นสะเทือนที่เขาได้รับผ่านเครื่องรับจำลอง มันไม่ใช่แค่คลื่น แต่มีความรู้สึกเหมือนกับว่ามี 'บทเพลง' บางอย่างกำลังบรรเลงอยู่ เป็นบทเพลงที่ทรงพลังและโหยหวนในเวลาเดียวกัน

เขาพยายามปรับจูนส้อมเสียงแห่งความสอดคล้องอีกครั้ง แต่ก็พบว่ามันไม่สามารถปรับเข้ากับความถี่ที่ซับซ้อนเช่นนี้ได้ ส้อมเสียงนั้นสั่นอย่างรุนแรงราวกับจะแตกออก

'เป็นไปไม่ได้... ความถี่นี้... มันซับซ้อนเกินไป...' เมฆาอุทาน

ทันใดนั้น ภาพของโครนอสที่ต่อสู้กับอสูรคลื่นสูญญากาศก็แวบเข้ามาในหัว เขาภาวนาขอให้โครนอสปลอดภัย

เขาเริ่มมองหาร่องรอยของ 'ระฆังทองคำต้นกำเนิด' ที่เขาเคยได้ยินมา แต่ก็ยังไม่พบสิ่งใดที่จะบ่งบอกถึงการมีอยู่ของมัน

ขณะที่เขากำลังจมดิ่งอยู่กับความคิด แรงสั่นสะเทือนก็พลันเปลี่ยนไป มันไม่ใช่เสียงกรีดร้องอีกต่อไป แต่เป็นจังหวะที่สม่ำเสมอและทรงพลัง ราวกับหัวใจของโลกกำลังเต้น

เมฆาเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ เขาพบว่าแสงสีฟ้าอ่อนๆ ที่เคยลอดออกมาจากรอยแยกบนพื้นดิน บัดนี้ได้รวมตัวกันเป็นลำแสงขนาดใหญ่ พุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้าที่ปกคลุมด้วยเมฆหมอกหนาทึบ

ลำแสงนั้นสั่นไหวเป็นจังหวะ และในแต่ละจังหวะ เมฆาก็สัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลที่ถูกปลดปล่อยออกมา พลังนั้นไม่ใช่พลังแห่งการทำลายล้าง แต่เป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์และเปลี่ยนแปลง

'นี่คือ... เสียงเพรียกจากแกนกลางเสียง?' เมฆาถามตัวเอง

เขาตัดสินใจที่จะเดินตามลำแสงนั้นไป เขาต้องรู้ว่ามันจะนำเขาไปที่ไหน และจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเขาก้าวเข้าไปในลำแสงนั้น

ขณะที่เขาเข้าใกล้ลำแสงนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังงานที่ถาโถมเข้ามา มันไม่ใช่แค่แรงสั่นสะเทือน แต่เป็นเหมือนคลื่นความรู้สึกที่เข้มข้น มันมีทั้งความหวัง ความกลัว และความโหยหา

เขารู้สึกเหมือนกับว่าเขากำลังจะถูกดึงเข้าไปในอีกมิติหนึ่ง แต่ก็ยังคงยึดมั่นอยู่กับเครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลองในมือ

'ฉันต้องเข้าใจ... ฉันต้องทำลายพันธนาการของความเงียบงันนี้ให้ได้...' เขาประกาศก้อง

ทันใดนั้นเอง ร่างของชายหน้ากากโลหะก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา เขาไม่ได้พูดอะไร แต่เพียงชี้ไปยังลำแสงนั้น และในมือของเขาก็ปรากฏ 'เศษผลึกแกนเสียงที่แตกสลาย' ซึ่งเมฆาเคยเห็นมันก่อนหน้านี้

ชายหน้ากากโลหะยื่นเศษผลึกนั้นให้เมฆา และเมฆาก็รับมาอย่างเงียบงัน

เมื่อนิ้วของเขาสัมผัสกับเศษผลึกนั้น เขาก็รู้สึกถึงพลังงานที่ไหลเวียนเข้ามาในตัวเขา มันไม่ใช่พลังที่รุนแรง แต่เป็นพลังที่อ่อนโยนและอบอุ่น มันเหมือนกับว่าเศษผลึกนั้นกำลังจะรวมตัวกับเครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลอง

'นี่คือ... ทางออก?' เมฆาคาดเดา

ชายหน้ากากโลหะพยักหน้าเบาๆ ราวกับจะยืนยันสิ่งที่เมฆาคิด

ทันใดนั้นเอง เสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวของอสูรคลื่นสูญญากาศก็ดังขึ้นอีกครั้ง มันกำลังใกล้เข้ามา เมฆาเหลือบมองไปทางต้นเสียงด้วยความกังวล

'ข้าจะอยู่ตรงนี้... เจ้าจงไป...' เสียงของชายหน้ากากโลหะดังขึ้นในหัวของเมฆา

เมฆารู้สึกถึงความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง เขาไม่ลังเลที่จะก้าวเข้าไปในลำแสงนั้น โดยมีเศษผลึกแกนเสียงในมือ และเครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลองที่กำลังสั่นไหว

เมื่อเขาก้าวเข้าไปในลำแสงนั้น โลกทั้งใบก็พลันสว่างวาบ เขารู้สึกเหมือนกับว่าร่างกายของเขากำลังถูกหลอมรวมเข้ากับพลังงานบริสุทธิ์นั้น

เขาเห็นภาพมากมายผุดขึ้นในหัว ภาพของโลกที่กำลังแตกสลาย ภาพของ 'ภาคีจังหวะดับสูญ' ที่กำลังจะทำให้ทุกสิ่งเงียบงันไปตลอดกาล และภาพของ 'อสูรคลื่นสูญญากาศ' ที่จะปรากฏตัวขึ้นเมื่อโลกไร้เสียง

แต่ท่ามกลางความสับสนนั้น เขาก็เห็นภาพของ 'ระฆังทองคำต้นกำเนิด' มันตั้งตระหง่านอยู่กลางถ้ำขนาดใหญ่ แสงสีทองส่องประกายออกมาจากตัวระฆัง

'ระฆังทองคำต้นกำเนิด...' เมฆาพึมพำ

เขารู้สึกได้ว่าเขาใกล้จะถึงเป้าหมายแล้ว แต่ก็ยังต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคอีกมากมาย

ขณะที่เขากำลังจะดำดิ่งสู่ภวังค์นั้น เขาก็สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนปริศนาอีกครั้งที่ลึกลงไปในหุบเขา... แต่คราวนี้มันไม่ใช่เสียงกรีดร้อง มันคือเสียงเพลง... เพลงแห่งการตื่นขึ้น... ของสิ่งที่จะนำพาทุกสิ่งไปสู่วันใหม่... หรือสู่วันสุดท้าย... ขึ้นอยู่กับเขา... และการตัดสินใจของเขา... ที่จะหลอมรวมพลังแห่งเศษแกนเสียง... กับเครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลอง... และบทเพลงแห่งการตื่นขึ้นนั้น... ที่กำลังจะบรรเลง... ดังสนั่น... ไปทั่วทั้งโลก...

--- เมฆาหลบหนีออกจากโรงตีเหล็กของโครนอส พร้อมกับเศษผลึกแกนเสียงและเครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลอง เขาเผชิญหน้ากับเสียงกรีดร้องของผืนดินที่ลึกลงไปในหุบเขา และพบกับชายหน้ากากโลหะอีกครั้ง ซึ่งได้มอบเศษผลึกแกนเสียงให้เขาอีกชิ้น ก่อนที่เมฆาจะตัดสินใจก้าวเข้าไปในลำแสงแห่งพลังที่ปรากฏขึ้นเพื่อค้นหาระฆังทองคำต้นกำเนิด โดยมีชายหน้ากากโลหะคอยสกัดกั้นอสูรคลื่นสูญญากาศไว้