ตอนที่ 76 — พันธนาการแห่งอัญมณีและรอยสักที่สอดประสาน
แสงสีฟ้าหม่นจากผลึกอัญมณีลอยล่องสะท้อนกับผิวน้ำที่ไร้แรงโน้มถ่วง สร้างประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวที่ตกลงมาค้างอยู่กลางอากาศ รินพยายามปรับจังหวะการหายใจที่ยังติดขัด กลิ่นของโอโซนและไอเย็นจัดของดินแดนรอยต่อยังคงอบอวลอยู่ในโสตประสาท ความรู้สึกเหมือนร่างกายถูกฉีกกระชากผ่านมิติเมื่อครู่ยังคงทิ้งร่องรอยความชาหนึบไว้ที่ปลายนิ้วและแผ่นหลัง รอยสักสีทองบนผิวหนังของเธอไม่ได้ดับแสงลง แต่มันกลับเต้นตุบๆ เป็นจังหวะเดียวกับหัวใจ ราวกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังซึมซับบรรยากาศรอบข้างเข้าไปเป็นพลังงาน
“เจ้ายังไม่ตาย...” เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความระแวดระวังดังขึ้นข้างกาย ชายหน้ากากขยับกายเข้ามาใกล้ มือของเขายังคงกำด้ามอาวุธแน่น ดวงตาที่มองผ่านช่องว่างของหน้ากากไม่ได้แสดงความโล่งใจ แต่กลับเต็มไปด้วยความสงสัยที่ล้ำลึกกว่าเดิม
รินพยายามยันกายขึ้นจากแท่นอัญมณีที่ลอยอยู่อย่างไม่มั่นคง “ฉัน... ฉันยังอยู่ แต่เหมือนความรู้สึกมันหายไปครึ่งหนึ่ง” เธอตอบพลางก้มมองแขนตัวเอง รอยสักสีทองที่เคยดูเหมือนลวดลายบนผิวหนัง บัดนี้มันดูราวกับมีกระแสธารไหลเวียนอยู่ภายในเส้นสายเหล่านั้นจริงๆ มันไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่มันคือส่วนหนึ่งของระบบไหลเวียนโลหิตของเธอไปเสียแล้ว
ทว่า สิ่งที่ทำให้รินต้องหยุดหายใจไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่คือร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้าในระยะไม่กี่ก้าว ท่ามกลางกลุ่มอัญมณีที่ลอยคว้าง มีบุคคลหนึ่งยืนอยู่อย่างสงบนิ่ง ร่างนั้นสวมอาภรณ์ที่ถักทอจากเส้นใยแสงสีนวลตา ดูคล้ายกับนักบวชหรือผู้พิทักษ์ในตำนานที่เล่าขานกันในนครอควาเลีย แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือรอยสักบนลำคอและหลังมือของบุคคลผู้นั้น มันคือลวดลายเดียวกับที่รินมี—เส้นสายสีทองที่ขดเคี้ยวเป็นรูปคลื่นและดวงดาว—แต่ดูเก่าแก่และสลักลึกราวกับถูกสลักลงบนหินผามานานนับศตวรรษ
“รอยสักนั่น...” รินพึมพำ เสียงของเธอสั่นพร่า “คุณเป็นใคร? ทำไมคุณถึงมีมันเหมือนกัน?”
บุคคลปริศนาไม่ได้ตอบในทันที ดวงตาที่มองมายังรินนั้นนิ่งสงบแต่เปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้าที่ไม่อาจบรรยาย “มันไม่ใช่แค่รอยสัก ริน... มันคือบันทึกที่ยังเขียนไม่จบ และเจ้าคือหน้ากระดาษสุดท้ายที่กำลังจะถูกเติมเต็ม”
คำพูดนั้นทำให้รินรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง “คุณรู้ชื่อฉันได้ยังไง? แล้วที่นี่คือที่ไหน?”
“ที่นี่คือจุดบรรจบของกระแสธารที่โลกเบื้องบนหลงลืม” บุคคลนั้นก้าวเดินมาข้างหน้าอย่างแผ่วเบา ราวกับเท้าไม่ได้สัมผัสพื้นผิวอัญมณี “และเจ้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อตามหาแผนที่ของปู่เจ้าเพียงอย่างเดียว แต่เจ้ามาเพื่อเผชิญกับผลลัพธ์ของการผนึกที่ปู่ของเจ้าทำทิ้งไว้ไม่สำเร็จ”
ชายหน้ากากขยับมาบังหน้ารินไว้ทันที “อย่าหลงกลคำพูดของเขา ริน! คนที่มีรอยสักแบบนี้... ในบันทึกของพิทักษักษ์บอกว่าพวกเขาคือผู้ที่ถูกทิ้งไว้ในรอยแยกมิติเมื่อครั้งสงครามบรรพกาล พวกเขาไม่ใช่คนธรรมดา”
“ข้าไม่ใช่ศัตรู” บุคคลปริศนาเอ่ยขึ้น เสียงของเขาดังกังวานไปทั่วบริเวณราวกับเสียงระฆังแก้ว “แต่ข้าก็ไม่ใช่พันธมิตรที่เจ้าจะไว้วางใจได้ในตอนนี้ หากเจ้าต้องการรู้ว่าทำไมปู่ของเจ้าถึงต้องซ่อนคลองคำสาป และทำไมรอยสักนี้ถึงเริ่มกัดกินวิญญาณของเจ้า เจ้าต้องตามข้ามา”
รินมองสลับระหว่างชายหน้ากากที่เต็มไปด้วยความระแวง กับบุคคลปริศนาที่ดูเหมือนจะเป็นกุญแจสู่ความจริงที่เธอตามหา พลังสีทองในกายเธอกระตุกวูบ มันไม่ได้สื่อถึงอันตราย แต่มันกำลัง ‘เรียกหา’ บุคคลตรงหน้า ราวกับแม่เหล็กที่ดึงดูดเข้าหากัน
“เราไม่มีทางเลือกอื่นใช่ไหม?” รินถามชายหน้ากาก
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลดอาวุธลงเล็กน้อยแต่สายตายังไม่คลายความระวัง “กลุ่มคลื่นม่านบังจะไม่หยุดแค่ที่วิหารคริสตัล พวกมันจะตามร่องรอยพลังงานของเจ้ามาจนถึงที่นี่ หากเราอยู่ที่นี่เฉยๆ เราจะเป็นเป้าที่นิ่งสนิท”
รินสูดลมหายใจลึก ความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้และความสับสนถาโถมเข้าใส่ แต่ความกระหายในความจริงนั้นมีมากกว่า เธอตัดสินใจก้าวเดินตามบุคคลปริศนาไป ท่ามกลางสถาปัตยกรรมอัญมณีที่ลอยละล่องและสายน้ำที่ไหลวนเป็นวงกลมในอากาศ
ขณะที่พวกเขากำลังเคลื่อนที่ผ่านสะพานแสงที่เชื่อมต่อระหว่างเกาะอัญมณี รินสังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติ แสงสีทองบนผิวหนังของเธอไม่ได้เพียงแค่เต้นตามจังหวะหัวใจ แต่มันเริ่มส่งสัญญาณบางอย่างออกมาเป็นจังหวะที่รวดเร็วขึ้น เมื่อเธอเข้าใกล้เขตแดนลึกเข้าไปของดินแดนรอยต่อ รอยสักบนแขนของเธอก็เริ่มร้อนผ่าวและแผ่ความรู้สึกเจ็บแปลบออกมา
“ระวัง!” บุคคลปริศนาเตือน เสียงของเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
ทันใดนั้น พื้นผิวอัญมณีที่พวกเขายืนอยู่ก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เงาสีดำทมิฬที่ดูคล้ายกับสิ่งที่รินเคยเห็นในวิหารคริสตัลเริ่มก่อตัวขึ้นจากช่องว่างระหว่างก้อนอัญมณี มันไม่ใช่แค่สิ่งบรรพกาลที่ตื่นขึ้น แต่มันดูเหมือน ‘รอยแยก’ ที่กำลังพยายามจะกลืนกินดินแดนรอยต่อแห่งนี้เข้าไปด้วย
“พวกมันมาแล้ว...” ชายหน้ากากคำราม พร้อมกับชักอาวุธออกมาเตรียมรับมือ “ไม่ใช่แค่กลุ่มคลื่นม่านบัง แต่เป็นเงาที่ตามรอยสักของเจ้ามา!”
รินมองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตระหนก เงามืดเหล่านั้นไม่ได้พุ่งเป้ามาที่พวกเขาเพียงอย่างเดียว แต่มันกำลังพุ่งตรงไปยังบุคคลปริศนาด้วย ทว่าในวินาทีที่เงาแรกพุ่งเข้าหา รอยสักบนมือของรินกลับสว่างวาบขึ้นจนกลายเป็นแสงสีทองเจิดจ้า พลังงานมหาศาลถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างกายของเธอโดยที่เธอไม่ได้ตั้งใจ มันสร้างคลื่นกระแทกที่ผลักดันเงามืดเหล่านั้นออกไป แต่มันก็แลกมาด้วยความรู้สึกเหมือนวิญญาณถูกสูบออกไปจากร่างจนเกือบหมดสิ้น
“เจ้าต้องควบคุมมันให้ได้!” บุคคลปริศนาตะโกนก้อง ท่ามกลางพายุแห่งแสงและเงาที่เริ่มก่อตัวขึ้นรอบตัวพวกเขา “หากเจ้าปล่อยให้มันระเบิดออกมาแบบนี้ เจ้าจะกลายเป็นประภาคารที่ดึงดูดความพินาศมาสู่ทุกที่ที่เจ้าเหยียบย่าง!”
รินทรุดเข่าลงกับพื้น พยายามรวบรวมสติที่แตกซ่าน เธอเห็นภาพนิมิตแวบหนึ่ง—ภาพของปู่เถาว์ที่กำลังพยายามเขียนอะไรบางอย่างลงบนแผนที่ด้วยสีเลือด และภาพของเมืองอควาเลียที่กำลังจมดิ่งลงสู่ความมืดมิด
ความจริงเริ่มปรากฏชัดขึ้นในใจของเธอ... รอยสักนี้ไม่ใช่แค่กุญแจ แต่มันคือ 'ภาระ' ที่ต้องแบกรับเพื่อรักษาความสมดุลระหว่างโลกเบื้องบนและเบื้องล่าง และตอนนี้ ภาระนั้นกำลังเริ่มหนักอึ้งจนเธอแทบจะรับไม่ไหว
--- รินและชายหน้ากากเดินทางมาถึงดินแดนรอยต่ออัญมณีและได้พบกับบุคคลปริศนาที่มีรอยสักแบบเดียวกัน ซึ่งเผยว่ารอยสักของเธอคือส่วนหนึ่งของบันทึกที่ปู่ของเธอทำไม่สำเร็จ แต่ในขณะที่กำลังค้นหาความจริง การโจมตีจากเงาทมิฬที่ตามรอยสักของเธอก็เริ่มขึ้น ทำให้รินตระหนักว่าพลังของเธออาจกลายเป็นจุดอ่อนที่ดึงดูดความพินาศมาสู่ทุกที่