← สารบัญตอน

ท่าเรือมรสุม

ตอนที่ 70ฟรี

ตอนที่ 70 — พันธนาการแห่งแสงและเงาที่รุกคืบ

ความมืดในห้องจารึกแห่งต้นกำเนิดไม่ได้เป็นเพียงการขาดหายไปของแสงสว่าง แต่มันคือมวลสารที่หนาแน่นและเย็นเยียบ มันเคลื่อนไหวเหมือนน้ำหมึกที่ถูกหยดลงในมหาสมุทร กระจายตัวออกเป็นระลอกคลื่นสีดำที่ไร้รูปทรง รินหอบหายใจถี่จนหน้าอกกระเพื่อมไหว เสียงหัวใจของเธอเต้นรัวราวกับกลองศึกที่ถูกรัวกระหน่ำท่ามกลางความเงียบงันอันน่าขนลุก มือที่สั่นเทาของเธอพยายามประคองเศษศิลาจารึกที่เพิ่งค้นพบไว้แนบอก ความเย็นของหินโบราณแทรกซึมผ่านผิวหนัง แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความร้อนผ่าวที่กำลังแผดเผาอยู่บนลำคอและหัวไหล่

รอยสักสีทองบนผิวหนังของเธอไม่ได้เพียงแค่เปล่งแสง แต่มันกำลัง ‘กรีดร้อง’ ผ่านสัมผัส รินรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านจากรอยสลักบนผิวหนังเข้าสู่กระดูกและเส้นเลือด ทุกครั้งที่เงาทมิฬขนาดมหึมาขยับกายเข้าใกล้ แสงสีทองจะวูบวาบอย่างบ้าคลั่ง ราวกับมันกำลังพยายามจะระเบิดออกมาเพื่อปกป้องเจ้าของ หรือไม่ก็เพื่อเตือนว่ากรงขังที่กักเก็บความมืดนี้กำลังจะแตกสลาย

“ริน! อย่าปล่อยมือจากศิลานั่น!” เสียงตะโกนของชายหน้ากากดังฝ่าความมืดเข้ามา เขาพุ่งตัวผ่านเศษซากปรักหักพังของเสาหินที่พังทลายลงมาจากการพังทลายของวิหารคริสตัล ร่างของเขาดูพร่าเลือนในสายตาของเธอ ราวกับว่าความจริงและภาพลวงตากำลังหลอมรวมกันในมิตินี้ “พวกคลื่นม่านบังกำลังมา และสิ่งที่ตามมาข้างหลังพวกมัน... มันไม่ใช่คน!”

สิ้นเสียงของเขา เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ไม่ได้เหยียบลงบนพื้นหิน แต่ดูเหมือนจะเหยียบลงบน ‘ความว่างเปล่า’ ก็ดังสะท้อนมาจากทุกทิศทาง กลุ่มคลื่นม่านบังในชุดคลุมสีครามเข้มที่ดูราวกับหลุดออกมาจากฝันร้าย ปรากฏตัวขึ้นจากเงามืด พวกเขาไม่ได้ถืออาวุธธรรมดา แต่ในมือกลับมีตะเกียงที่บรรจุของเหลวสีม่วงคล้ำซึ่งแผ่กลิ่นอายของความเสื่อมสลายออกมา

“ส่งศิลาจารึกนั่นมา!” หนึ่งในพวกมันตะโกน เสียงของมันแหบพร่าเหมือนคนขาดน้ำมานานนับปี “มันไม่ใช่ของเจ้า ไม่ใช่ของเด็กสาวที่ถูกคำสาปกัดกินเช่นเจ้า!”

รินถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับแท่นศิลาจารึกที่เย็นเฉียบ เธอรู้สึกถึงสายตาหลายคู่ที่จ้องมองมา ไม่ใช่แค่จากกลุ่มคนเหล่านั้น แต่จาก ‘บางสิ่ง’ ที่อยู่เหนือขึ้นไปในความมืดมิด เงาทมิฬขนาดมหึมาที่เธอเผชิญหน้าเมื่อครู่ไม่ได้หายไปไหน มันเพียงแค่ขยับตัวเข้าสู่เงามืดที่ลึกกว่าเดิม และตอนนี้มันกำลัง ‘โอบล้อม’ ห้องจารึกนี้ไว้ทั้งหมด ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังรอให้เหยื่ออ่อนแรงก่อนจะขย้ำ

“ฉันจะไม่ให้พวกแกเอาไป...” รินเค้นเสียงลอดไรฟัน ความกลัวเกาะกินใจ แต่ความโกรธเกรี้ยวที่เห็นความพินาศของอควาเลียกลับมีมากกว่า เธอหลับตาลง พยายามรวบรวมสมาธิเข้าหา ‘วิถีแห่งทางน้ำ’ ที่เธอเพิ่งเริ่มเรียนรู้ แทนที่จะต้านทานแสงสีทองที่กำลังพลุ่งพล่าน เธอเลือกที่จะ ‘เปิดทาง’ ให้มันไหลผ่านร่างกายไปเหมือนกระแสน้ำในลำคลอง

ทันใดนั้น แสงสีทองก็ระเบิดออกจากรอยสักของเธอ มันไม่ได้พุ่งออกไปเป็นลำแสงตรงๆ แต่ไหลวนรอบตัวเธอเป็นเกลียวคลื่นแสงที่นุ่มนวลแต่ทรงพลัง แสงนี้แผ่กระจายไปกระทบกับเงาทมิฬที่พยายามคืบคลานเข้ามา เสียงขู่ฟ่อของความมืดดังขึ้นเมื่อสัมผัสกับแสงสีทอง รอยแยกของมิติที่กำลังบิดเบี้ยวพยายามจะกลืนกินแสงนั้น แต่รินกลับใช้พลังนั้นสร้าง ‘เขื่อน’ แห่งแสงขึ้นมากั้นกลางระหว่างเธอกับผู้ล่า

“ทำได้ดีมาก...” ชายหน้ากากพึมพำขณะที่เขาชักดาบสั้นที่อาบไปด้วยแสงสีฟ้าอ่อนออกมา เขาพุ่งเข้าหากลุ่มคลื่นม่านบังที่พยายามจะฝ่ากำแพงแสงเข้ามา การต่อสู้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง แสงสีทองของรินส่องให้เห็นประกายไฟจากการปะทะกันของอาวุธ และเงาของศัตรูที่ทอดยาวอย่างบิดเบี้ยวบนผนังห้องจารึก

ทว่า ความสำเร็จนั้นช่างสั้นนัก เงาทมิฬขนาดมหึมาที่อยู่เบื้องบนเริ่มเคลื่อนไหวอย่างชัดเจนขึ้น มันไม่ใช่แค่เงา แต่มันคือ ‘มวลสาร’ ที่มีรูปร่างคล้ายมือขนาดใหญ่ที่พยายามจะเอื้อมลงมาบดขยี้ทุกสิ่งที่ขวางหน้า เมื่อมือเงานั้นสัมผัสกับกำแพงแสงของริน แสงสีทองก็กระเพื่อมไหวราวกับถูกหินยักษ์โยนลงในสระน้ำที่สงบนิ่ง พลังของรินสั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณ เธอรู้สึกเหมือนกำลังแบกรับน้ำหนักของมหาสมุทรทั้งผืนไว้บนบ่า

“ริน! ถอยออกมา! มันกำลังจะทำลายสมดุลของห้องนี้!” ชายหน้ากากตะโกนเตือนขณะที่เขาถูกแรงกระแทกจากพลังงานมิติเหวี่ยงกระเด็นไปชนกับซากเสา

รินพยายามจะก้าวถอยหลัง แต่ความเจ็บปวดที่รอยสักกลับทวีความรุนแรงขึ้น มันไม่ได้แค่ร้อน แต่มันกำลัง ‘ดึง’ เธอเข้าไปหาเงาทมิฬนั้น รอยสักบนผิวหนังของเธอกำลังทำหน้าที่เป็น ‘สมอ’ ที่ยึดโยงเธอกับสิ่งบรรพกาล เธอเห็นภาพนิมิตวูบหนึ่ง... ภาพของปู่เถาว์ที่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางคลองคำสาปที่เต็มไปด้วยแสงสีทอง และเขากำลังมองมาที่เธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย

“ริน... มันไม่ใช่แค่การผนึก... แต่มันคือการแลกเปลี่ยน...” เสียงกระซิบของปู่ดังขึ้นในหัวของเธอ ท่ามกลางเสียงระเบิดและเสียงกรีดร้องของความมืด

ทันใดนั้น พื้นห้องจารึกที่เคยแข็งแกร่งก็เริ่มปริแตก ไม่ใช่เพราะการโจมตีจากภายนอก แต่เพราะพลังงานจากเศษศิลาจารึกในมือของเธอและรอยสักบนตัวเธอกำลัง ‘ดึงดูด’ กันและกันอย่างบ้าคลั่ง แสงสีทองและเงาทมิฬเริ่มหมุนวนเข้าหากัน กลายเป็นพายุหมุนขนาดเล็กที่ใจกลางห้อง รินรู้สึกว่าร่างกายของเธอกำลังจะถูกฉีกออกเป็นสองส่วน ระหว่างความเป็นมนุษย์ที่พยายามรักษาไว้ กับพลังงานบรรพกาลที่ต้องการจะหลอมรวมเธอเข้ากับความว่างเปล่า

“ไม่!” รินกรีดร้อง เธอพยายามกอดศิลาจารึกไว้แน่นขึ้น แต่แรงดึงดูดนั้นมหาศาลเกินกว่าที่มนุษย์จะต้านทานได้ กลุ่มคลื่นม่านบังที่เห็นโอกาสต่างพยายามจะพุ่งเข้ามาชิงศิลาในจังหวะที่ความโกลาหลถึงขีดสุด แต่พวกเขากลับถูกแรงเหวี่ยงจากพายุแสงและเงาซัดกระเด็นออกไป

ในวินาทีที่ทุกอย่างกำลังจะพังทลาย รินมองเห็นบางอย่างใต้รอยแตกของพื้นห้อง... มันคือรอยจารึกที่ไหลเวียนอยู่ใต้พื้นดิน ไม่ใช่แค่บนศิลา แต่มันคือ ‘เส้นเลือด’ ของโลกที่เชื่อมต่อทุกอย่างเข้าด้วยกัน เธอตัดสินใจในเสี้ยววินาทีนั้น แทนที่จะพยายามรักษาศิลาไว้ เธอเลือกที่จะ ‘ปล่อย’ มันลงไปในรอยแยกนั้น

“ถ้ามันคือสิ่งที่ต้องแลก... ก็เอาไปให้หมด!”

ร่างของศิลาจารึกหายลับไปในรอยแตก แสงสีทองและเงาทมิฬปะทะกันอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงกัมปนาทที่ทำให้โสตประสาทดับวูบ รินรู้สึกเหมือนถูกกระชากผ่านอุโมงค์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดลงไปพร้อมกับความรู้สึกสุดท้ายที่ว่า... รอยสักของเธอกำลังขยายตัวออกไปไกลกว่าเดิม และมันกำลังนำพาบางสิ่งที่ ‘ไม่ใช่เธอ’ เข้ามาสู่ใจกลางวิญญาณของเธอ

--- รินพยายามใช้พลังสีทองป้องกันตัวจากกลุ่มคลื่นม่านบังและเงาทมิฬในห้องจารึก แต่แรงดึงดูดระหว่างรอยสักและศิลาจารึกทำให้เกิดพายุแห่งพลังงานที่ควบคุมไม่ได้ นำไปสู่การตัดสินใจปล่อยศิลาลงสู่รอยแยกมิติเพื่อหยุดยั้งการพังทลาย ทิ้งปมไว้ว่ารอยสักของเธอกำลังถูกบางสิ่งเข้าครอบงำ