ตอนที่ 4 — กล่องไม้เก่ากับบันทึกใต้ตะกอนน้ำ
กลิ่นดอกมะลิยังคงอบอวลอยู่ในลำคอ ทั้งที่ในเรือนแพไม้เก่าของปู่ไม่มีต้นมะลิสักต้นเดียว รินขยี้ตาแรงๆ จนเห็นแสงวูบวาบจากตะเกียงน้ำมันก๊าดที่แขวนอยู่ตรงคานเรือ ‘มันเป็นแค่ความเหนื่อยล้า’ เธอพึมพำกับตัวเองพลางกระชับผ้าซิ่นที่นุ่งอยู่ให้แน่นขึ้น แต่กลิ่นนั้นยังไม่จางหายไป มันรุนแรงขึ้นทุกครั้งที่เธอขยับเข้าไปใกล้หีบเหล็กใบเก่าที่วางอยู่มุมมืดที่สุดของห้องนอน
“ทำไมต้องทิ้งของพวกนี้ไว้ให้วุ่นวายด้วยนะปู่” รินบ่นอุบขณะใช้มีดพกสั้นๆ แซะคราบสนิมที่ขอบหีบ เสียงโลหะครูดกับสนิมเหล็กดังแสบแก้วหูในความเงียบสงัดของคืนมรสุม ลมพัดแรงจนเรือนแพโยกคลอน กระทบกับเสาหลักที่ปักลึกลงในดินเลนข้างล่าง เสียงน้ำกระทบฝาเรือนดัง ปึก ปึก เป็นจังหวะสม่ำเสมอเหมือนเสียงหัวใจของแม่น้ำ
คามินที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะเขียนหนังสือฝั่งตรงข้ามเงยหน้าขึ้นจากพิมพ์เขียวเรือกลไฟที่เขากำลังร่างอยู่ เขาจัดแว่นสายตาให้เข้าที่พลางขยับนิ้วเคาะโต๊ะไม้เป็นจังหวะ “ริน ลองดูรอยสลักตรงขอบนั่นสิ มันไม่ใช่แค่ลายแกะสลักธรรมดา แต่มันคือรอยต่อของกลไกไม้ ถ้าเราดึงคานไม้ด้านซ้ายออกพร้อมกับกดรอยบากตรงนี้...”
“ไม่ต้องมาเป็นช่างไม้ตอนนี้เลยคามิน ฉันแค่อยากรู้ว่าปู่ซ่อนอะไรไว้ในนี้” รินตัดบท เธอไม่ชอบท่าทางใจเย็นของเขาในเวลาที่เธอรู้สึกเหมือนกำลังจะบ้า คามินยิ้มบางๆ พลางขยับตัวลุกขึ้นเดินมาหา “ผมแค่บอกว่าโครงสร้างมันซับซ้อน ปู่คุณอาจจะใช้เทคนิคการเข้าลิ่มไม้แบบโบราณเพื่อกันน้ำซึมเข้ากล่องก็ได้นะ”
รินไม่ฟังเสียงทัดทาน เธอออกแรงดึงคานไม้ที่คามินชี้ จนเกิดเสียง แกร๊ก ดังสนั่น ฝาหีบไม่ได้เปิดออกในทันที แต่มันเลื่อนออกด้านข้างเหมือนกลไกประตูลับ รินชะงัก ลมหายใจติดขัด เมื่อเห็นว่าภายในไม่ใช่ทองคำหรือสมบัติที่พวกนายหัวเดชาตามหา แต่มันคือปึกสมุดบันทึกที่ห่อด้วยผ้ากันน้ำสีซีด และขวดแก้วบรรจุตะกอนดินจากหลายจุดในเดลต้า
เธอหยิบสมุดเล่มแรกขึ้นมา กลิ่นมะลิโชยขึ้นมาจากกระดาษเหลืองกรอบทันทีที่เปิดออก รินเริ่มกวาดสายตาอ่านลายมือที่คุ้นเคย ลายมือที่ขีดเขียนอย่างหนักแน่นและเปี่ยมไปด้วยจังหวะของกระแสน้ำ
‘ถึงเจ้า... หากเจ้ากำลังอ่านสิ่งนี้ แสดงว่าน้ำเริ่มเปลี่ยนทิศ และเจ้าต้องเป็นคนถือพาย’
รินขมวดคิ้ว “ปู่... นี่มันเรื่องอะไรกัน”
“ดูเหมือนจะเป็นบันทึกการเดินเรือนะ” คามินโน้มตัวลงมามอง “แต่ทำไมต้องมีแผนที่กระแสน้ำวนที่ละเอียดขนาดนี้? นี่มันไม่ใช่แผนที่สำหรับหาปลา แต่มันคือแผนที่สำหรับหลบเลี่ยงเขื่อนและการควบคุมน้ำ”
รินพลิกหน้าถัดไป มือของเธอเริ่มสั่น ลายมือของปู่เริ่มเปลี่ยนไป มันไม่ใช่แค่เรื่องการหาปลาหรือการค้าขาย แต่มันคือการบันทึกความเคลื่อนไหวของ ‘ชีพจรน้ำ’ ในเดลต้า ทุกครั้งที่กลุ่มทุนเริ่มสร้างสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ ปู่จะบันทึกผลกระทบที่เกิดขึ้นกับดินเลนและสัตว์น้ำไว้อย่างละเอียดราวกับนักวิทยาศาสตร์
‘พวกเขามองเห็นแค่การผูกขาดเส้นทางเดินเรือ แต่พวกเขาไม่เห็นว่าน้ำมีชีวิต เมื่อใดที่กระแสน้ำถูกบีบให้แคบลง เมื่อนั้นพายุจะก่อตัวในดินเลน’
“ริน คุณโอเคไหม?” คามินถามด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมีความตื่นเต้นแฝงอยู่ “ดูรอยจดตรงนี้สิ เขาเขียนถึงการไหลเวียนของน้ำใต้ดินที่เชื่อมต่อกับคำทำนายแห่งดวงดาวด้วยนะ... เรื่องราชินีที่จะมาจุติเพื่อรวมโลกเป็นหนึ่งนั่นน่ะ”
รินส่ายหน้า “ไม่ใช่... ปู่ไม่ใช่แค่คนหาปลาที่รู้ทิศลม ปู่คือคนที่คอยเฝ้ามองว่าน้ำกำลังจะพังทลายลงเมื่อไหร่” เธอเปิดไปถึงหน้ากลาง พบกับภาพวาดลายเส้นของกลไกประตูระบายน้ำโบราณที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำลึก ซึ่งหากใครควบคุมมันได้ ก็จะสามารถเปลี่ยนทิศทางของแม่น้ำทั้งสายได้ตามใจชอบ
ความจริงที่กระแทกเข้าหน้าทำให้รินรู้สึกเหมือนถูกคลื่นยักษ์ซัด เธอไม่ได้สืบทอดเพียงแค่เรือนแพหรือความยากจน แต่เธอสืบทอดหน้าที่ ‘ผู้รักษาความลับของน้ำ’ ที่ปู่แบกรับไว้เพียงลำพัง
“ถ้าเรื่องนี้หลุดไปถึงหูนายหัวเดชา...” รินพึมพำ เสียงของเธอแหบพร่า “เขาจะไม่แค่สร้างเขื่อน แต่เขาจะสร้างคุกที่ขังน้ำทั้งเดลต้าไว้ใต้ฝ่าเท้าเขา”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นที่บันไดไม้ด้านนอกเรือนแพ รินรีบปิดสมุดและซ่อนไว้ใต้ผ้าซิ่น คามินรีบดึงพิมพ์เขียวมาบังหน้าไว้ทันที แสงไฟจากตะเกียงวูบไหวเมื่อมีคนมาหยุดอยู่ที่หน้าประตู
“ริน... ผมยังไม่นอนหรือ?” เสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวลที่แฝงไปด้วยความกดดันดังผ่านบานประตูไม้ มันคือเสียงของนายหัวเดชา
รินกำสมุดในมือแน่นจนปลายนิ้วขาวซีด ความหมายของชีวิตในเดลต้าที่เธอเคยคิดว่าคือการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด บัดนี้กลับกลายเป็นเกมการเดิมพันที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เธอจะจินตนาการได้ เธอรู้ดีว่าสิ่งที่อยู่ในมือเธอไม่ใช่แค่มรดก แต่มันคือชนวนเหตุที่จะทำให้เดลต้าลุกเป็นไฟ
--- รินค้นพบสมุดบันทึกของปู่ที่เปิดเผยว่าเขาไม่ใช่เพียงชาวประมง แต่เป็นผู้เก็บรักษาความลับเกี่ยวกับการควบคุมกระแสน้ำในเดลต้า ท่ามกลางการมาเยือนที่น่าสงสัยของนายหัวเดชา