← สารบัญตอน

ท่าเรือมรสุม

ตอนที่ 34ฟรี

ตอนที่ 34 — เสียงกระซิบจากก้นบึ้งและแรงดึงดูดที่ไร้ตัวตน

ความมืดมิดที่รินเผชิญไม่ใช่ความมืดที่ไร้แสง แต่มันคือความมืดที่อัดแน่นไปด้วยมวลสารหนาหนัก ราวกับเธอกำลังจมดิ่งลงไปในน้ำหมึกที่เย็นจัดและข้นคลักจนหายใจไม่ออก เสียงหัวใจของเธอเต้นรัวประหนึ่งกลองรบที่ถูกตีอย่างบ้าคลั่งในความเงียบสงัด ทุกครั้งที่จังหวะหัวใจกระแทกอก รอยสักบนผิวหนังจะแผ่ซ่านความเจ็บปวดที่เหมือนมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าไปในเส้นเลือด มันไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกายธรรมดา แต่เป็นความรู้สึกเหมือนตัวตนของเธอกำลังถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วถูกเย็บกลับเข้าด้วยกันด้วยเส้นด้ายที่ทำจากกระแสน้ำเย็นเยียบ

“ริน... อย่าปล่อยมือ...” เสียงของปู่เถาว์ดังแว่วมาตามกระแสลมที่ไม่มีอยู่จริง มันเบาบางจนเกือบจะกลายเป็นเพียงจินตนาการ แต่กลับก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของเธอ รินพยายามจะอ้าปากร้องเรียกชื่อท่าน แต่สิ่งที่ออกมากลับมีเพียงฟองอากาศสีครามที่พรั่งพรูออกจากริมฝีปาก เธอรู้สึกถึงความว่างเปล่าที่กำลังกลืนกินแขนขา รอยสักบนลำแขนและหน้าอกเริ่มเปล่งแสงสีฟ้าหม่นที่ดูราวกับรอยแผลเป็นที่กำลังลุกไหม้ มันไม่ได้ให้ความอบอุ่น แต่มันกำลังสูบเอาความร้อนจากร่างกายของเธอไปเพื่อหล่อเลี้ยงความบิดเบี้ยวรอบกาย

ทันใดนั้น แรงเหวี่ยงมหาศาลก็กระชากเธอออกจากความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง รินรู้สึกเหมือนถูกโยนขึ้นมาจากก้นมหาสมุทรสู่พื้นดินที่แข็งกระด้าง ร่างของเธอกระแทกเข้ากับพื้นผิวที่เย็นเยียบและลื่นไหล รสชาติของเกลือและสนิมเหล็กซ่านอยู่ในปาก เธอสำลักอากาศที่หนักอึ้งเข้าปอด ร่างกายสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บที่เสียดแทงถึงกระดูก

เมื่อดวงตาที่พร่ามัวเริ่มปรับโฟกัสได้ รินพบว่าเธอไม่ได้อยู่บนชายหาดหรือในนครอควาเลียที่พังทลายอีกต่อไป แต่เธอนอนอยู่บนแท่นหินทรงกลมขนาดมหึมาที่ลอยคว้างอยู่ท่ามกลางทะเลหมอกสีเทาหม่น เบื้องล่างของแท่นหินคือหุบเหวที่มองไม่เห็นก้น มีเพียงแสงริบหรี่ของดวงวิญญาณที่ลอยวนเวียนอยู่ไกลออกไปเหมือนหิ่งห้อยที่กำลังใกล้ตาย สถานที่แห่งนี้ดูเหมือนซากปรักหักพังของวิหารที่ลอยอยู่กลางอากาศ ไม่ใช่กลางน้ำ แต่เป็นกลาง ‘ช่องว่าง’ ระหว่างมิติ

“เจ้ายังไม่ตาย... แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้ายังปลอดภัย”

เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยทำให้รินสะดุ้งสุดตัว เธอพยายามพยุงกายที่อ่อนแรงขึ้นนั่ง รอยสักบนหน้าอกยังคงเต้นตุบๆ ตามจังหวะชีพจรที่ผิดปกติ ชายสวมหน้ากากยืนอยู่ตรงขอบแท่นหิน เงาของเขาพาดทับร่างของเธอจนดูน่าเกรงขาม แสงสีฟ้าจางๆ จากรอยสักของเธอสะท้อนลงบนหน้ากากสีขาวนวลของเขา ทำให้เห็นเพียงรอยยิ้มที่ดูคล้ายกับการเยาะเย้ยมากกว่าการปลอบประโลม

“ที่นี่... ที่ไหน...” รินเค้นเสียงถาม ลำคอของเธอแห้งผากเหมือนถูกทรายถม

“ที่พักพิงของสิ่งที่ไม่ควรมีตัวตน” ชายหน้ากากก้าวเข้ามาใกล้ กลิ่นของฝนและดินหลังพายุโชยมาจากตัวเขา “เจ้าเพิ่งจะทำลายสมดุลที่ถูกรักษาไว้มานับพันปี ริน... รอยสักนั่นไม่ใช่แค่แผนที่ แต่มันคือเครื่องมือที่กำลังทำงานผิดพลาด มันกำลังดึงเอา ‘สิ่งนั้น’ เข้ามาหาเจ้า แทนที่จะใช้มันกักขังมันไว้”

รินก้มมองรอยสักที่แขนของเธอ แสงสีฟ้าที่เคยสงบนิ่งบัดนี้กลับหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นเล็กๆ ภายในผิวหนัง มันดูเหมือนมีสิ่งมีชีวิตบางอย่างกำลังดิ้นรนอยู่ใต้ชั้นหนังของเธอ “ฉันไม่ได้ตั้งใจ... ฉันแค่ต้องการจะหยุดมัน...”

“ความตั้งใจไม่สำคัญเท่ากับผลลัพธ์” ชายหน้ากากกล่าวพลางยื่นมือมาทางเธอ แต่ไม่ใช่เพื่อช่วยฉุดรั้ง เขาเพียงแค่ชี้ไปยังขอบฟ้าที่มืดมิด “มองดูนั่นสิ สิ่งที่เจ้าเรียกความสนใจมา”

รินพยายามเพ่งมองตามนิ้วของเขา ท่ามกลางทะเลหมอกที่ขุ่นมัว เธอเห็นบางอย่าง... มันไม่ใช่เงาทมิฬแบบที่เธอเคยเห็นในอควาเลีย แต่มันคือ ‘รอยแยก’ ขนาดใหญ่ที่กำลังฉีกขาดออกกลางอากาศ มันดูเหมือนแผลเป็นบนท้องฟ้าที่ไม่มีวันสมาน และจากรอยแยกนั้น มีบางสิ่งที่คล้ายกับมือขนาดมหึมาที่ทำจากของเหลวสีดำสนิทกำลังพยายามคว้าจับแท่นหินที่เธอนอนอยู่

ความรู้สึกหวาดกลัวแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง รอยสักบนตัวเธอเริ่มร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้แค่สูบวิญญาณ แต่มันเริ่ม ‘สั่งการ’ รินรู้สึกได้ถึงแรงกระชากในกระแสเลือด ราวกับมีเส้นใยล่องหนเชื่อมต่อระหว่างหัวใจของเธอกับรอยแยกนั่น เธอไม่ได้แค่เห็นมัน แต่มันกำลัง ‘เรียก’ เธอ

“มันกำลังจะมา...” รินกระซิบ เสียงของเธอสั่นพร่า “มันไม่ได้มาเพื่อทำลาย... แต่มันมาเพื่อเอาบางอย่างคืนไป”

“คืนงั้นหรือ?” ชายหน้ากากแค่นหัวเราะ เสียงนั้นฟังดูเยือกเย็นจนน่าขนลุก “สิ่งที่มันต้องการไม่ใช่สิ่งของ แต่มันคือ ‘เจ้า’ และ ‘กุญแจ’ ที่อยู่ในตัวเจ้า หากเจ้าไม่สามารถควบคุมมันได้ก่อนที่มันจะเอื้อมมาถึงแท่นนี้ เจ้าจะไม่ใช่แค่คนตาย แต่เจ้าจะเป็นประตูที่เปิดทิ้งไว้ตลอดกาลให้ความโกลาหลหลั่งไหลเข้ามาสู่โลกเบื้องบน”

ทันใดนั้น แท่นหินที่รินอยู่วูบไหวและเอียงวูบราวกับเรือที่ถูกคลื่นยักษ์ซัด รอยแยกบนฟ้าขยายกว้างขึ้น เสียงกรีดร้องที่ไม่ได้มาจากลำคอของมนุษย์ แต่เป็นเสียงของมิติที่กำลังฉีกขาด ดังระงมไปทั่วความว่างเปล่า รินพยายามตะเกียกตะกายหาที่ยึดเหนี่ยว แต่พื้นหินกลับลื่นไหลราวกับน้ำแข็ง ร่างของเธอไถลไปที่ขอบแท่น

ในวินาทีที่เธอกำลังจะร่วงหล่นลงสู่ความว่างเปล่าเบื้องล่าง รอยสักที่แขนซ้ายของเธอก็เปล่งแสงสว่างจ้าจนแสบตา มันไม่ได้แค่ส่องแสง แต่มันพุ่งทะยานออกมาเป็นเส้นสายของน้ำบริสุทธิ์ที่แข็งตัวเป็นรูปร่างคล้ายโซ่ตรวน แต่มันไม่ใช่โซ่ที่พันธนาการเธอไว้กับแท่นหิน แต่มันคือโซ่ที่พุ่งเข้าใส่ ‘มือ’ สีดำที่กำลังเอื้อมลงมาจากรอยแยก!

การปะทะกันระหว่างแสงสีฟ้าและเงาทมิฬทำให้เกิดคลื่นกระแทกที่รุนแรง รินรู้สึกเหมือนถูกขว้างเข้าใส่กำแพงที่มองไม่เห็น ร่างของเธอถูกเหวี่ยงไปมากลางอากาศ ท่ามกลางเสียงคำรามของความมืดและความสว่างที่กำลังหักล้างกัน เธอเห็นชายหน้ากากยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางพายุแห่งพลังงานนั้น ใบหน้าของเขาที่เคยดูสงบนิ่ง บัดนี้กลับฉายแววตื่นตระหนกอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

“มันไม่ใช่แค่การเปิดประตู...” เขาตะโกนแข่งกับเสียงพายุ “มันคือการ ‘เชิญ’!”

ก่อนที่รินจะทันได้ทำความเข้าใจกับคำพูดนั้น พื้นแท่นหินก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ร่างของเธอร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิดอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความว่างเปล่าที่ไร้จุดหมาย เธอรู้สึกได้ถึงการตกกระทบของบางสิ่งที่เย็นและเปียกชื้น... บางอย่างที่คล้ายกับลำน้ำขนาดใหญ่ที่ไหลเวียนอยู่ในความมืดมิดที่ไม่มีที่สิ้นสุด

เสียงกระซิบของปู่เถาว์ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันชัดเจนและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว: “ริน... อย่าปล่อยให้มันเห็นดวงตาของเจ้า...”

--- รินตื่นขึ้นในมิติระหว่างโลกบนแท่นหินลอยฟ้าท่ามกลางทะเลหมอก และต้องเผชิญกับรอยแยกมิติที่กำลังดึงดูดสิ่งบรรพกาลให้เข้ามาหาตัวเธอผ่านรอยสักที่เป็นกุญแจมีชีวิต