← สารบัญตอน

ท่าเรือมรสุม

ตอนที่ 31ฟรี

ตอนที่ 31 — ราคาของหยดน้ำและจิตวิญญาณที่ร่วงหล่น

ความเย็นเยียบที่แล่นปราดเข้าสู่กระดูกไม่ใช่ความเย็นของสายน้ำมรสุมที่รินคุ้นเคย แต่มันคือความเย็นที่ว่างเปล่า ราวกับว่าเลือดในกายของเธอกำลังถูกเปลี่ยนเป็นน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย รินทรุดกายลงกับพื้นหินที่ชื้นแฉะของอควาเลีย ลมหายใจของเธอหอบถี่และสั้นกระชั้น ทุกครั้งที่ปอดพยายามสูดอากาศเข้าไป เธอรู้สึกเหมือนกำลังกลืนกินเศษแก้วที่แตกละเอียด รอยสักบนแขนและแผ่นหลังของเธอไม่ได้เป็นเพียงลวดลายสีหมึกอีกต่อไป แต่มันกำลังเต้นตุบ ราวกับมีหัวใจดวงที่สองที่บ้าคลั่งกำลังสูบฉีดเอาความอบอุ่นจากเส้นเลือดของเธอไปเพื่อหล่อเลี้ยงพลังงานบางอย่างที่ไม่อาจหยั่งถึง

“หยุด... ได้โปรด...” รินครางออกมาด้วยน้ำเสียงที่แทบไม่เป็นภาษามนุษย์ ดวงตาของเธอพร่าเลือน มองเห็นเพียงเงาทมิฬที่ขยายตัวออกจากรอยแยกมิติ สิ่งบรรพกาลเหล่านั้นไม่ใช่แค่เงา แต่มันคือความว่างเปล่าที่มีรูปร่าง มันเคลื่อนที่ผ่านมวลน้ำอย่างเงียบเชียบ ทว่ากลับทรงพลังจนผิวน้ำรอบตัวเธอสั่นสะเทือนเป็นวงกว้าง รอยแยกที่เธอพยายามจะปิดด้วยกำแพงน้ำ บัดนี้กลับกลายเป็นปากเหวที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งในนครลอยน้ำแห่งนี้

เสียงกรีดร้องของโครงสร้างเมืองอควาเลียดังระงมไปทั่ว เสียงหินกระทบกันและเสียงไม้โบราณลั่นเอี๊ยดอ๊าดจากการถูกแรงดันมหาศาลบีบคั้น รินพยายามจะยันตัวขึ้น แต่ความรู้สึกอ่อนแรงอย่างรุนแรงกลับกดทับเธอไว้ รอยสักบนผิวหนังเริ่มเปล่งแสงสีครามจัดที่ดูน่าสยดสยอง มันไม่ใช่แสงที่ให้ความหวัง แต่มันคือแสงที่กำลังเผาไหม้ตัวตนของเธอ รินรู้สึกได้ถึงความทรงจำที่กำลังหลุดลอย ภาพใบหน้าของอาส้ม กลิ่นปลาแห้งที่ตลาดน้ำ เสียงหัวเราะของเพื่อนร่วมเรือในเดลต้า ทุกอย่างกำลังถูกรอยสักนี้สูบกินไปเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการรักษาความสมดุลที่พังทลาย

“เจ้ากำลังพยายามจะดับไฟด้วยการเผาตัวเอง ริน” เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความโกลาหล มันเป็นเสียงที่แหบพร่าแต่ทรงอำนาจ ชายสวมหน้ากากปรากฏตัวขึ้นจากเงามืดข้างเสาหินที่กำลังจะถล่ม เขาไม่ได้ดูรีบร้อนที่จะช่วยเธอ แต่กลับยืนมองความพินาศตรงหน้าด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก “กำแพงน้ำที่เจ้าสร้างขึ้น มันไม่ใช่การปิดกั้น แต่มันคือการเชิญชวน... ยิ่งเจ้าใช้พลังมากเท่าไหร่ ประตูก็ยิ่งเปิดกว้างขึ้นเท่านั้น”

“แล้วจะให้ฉันทำยังไง!” รินตะโกนก้อง น้ำตาไหลพรากอาบแก้ม มันไม่ใช่แค่น้ำตาแห่งความกลัว แต่เป็นน้ำตาแห่งความเจ็บปวดจากการที่วิญญาณถูกฉีกกระชาก “ถ้าไม่ปิดมัน สิ่งเหล่านั้นจะออกไปทำลายทุกอย่าง! มันจะไปถึงเดลต้า! มันจะไปถึงบ้านของฉัน!”

ชายหน้ากากก้าวเข้ามาใกล้ แสงสีครามจากรอยสักของรินสะท้อนลงบนหน้ากากของเขาจนดูราวกับปีศาจ “โลกเบื้องบนและโลกใต้บาดาลถูกค้ำยันไว้ด้วยสมดุลที่เปราะบาง และตอนนี้กุญแจอย่างเจ้ากำลังทำลายสมดุลนั้นด้วยความใจร้อน หากเจ้าต้องการจะหยุดมัน เจ้าต้องเลิกเป็นผู้ควบคุม... แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่ง”

ก่อนที่รินจะได้ทันซักไซ้ เงาทมิฬขนาดมหึมาก็พุ่งทะยานขึ้นมาจากรอยแยก มันไม่ใช่แค่เงา แต่มันคือบางสิ่งที่ดูเหมือนอวัยวะของเทพเจ้าที่เน่าเปื่อย มันมีรยางค์ที่ยาวเหยียดและดำมืดดุจน้ำหมึกที่ข้นคลั่ก รยางค์นั้นฟาดเข้ากับเสาหินข้างตัวรินจนแตกกระจาย เศษหินปลิวว่อนราวกับห่ากระสุน รินต้องมุดตัวลงใต้ซากปรักหักพัง หัวใจเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก

ทันใดนั้น ความเจ็บปวดที่รอยสักก็ทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงขีดสุด รินรู้สึกเหมือนมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าที่กระดูกสันหลัง รอยสักเริ่มขยายตัวออกไปตามผิวหนังของเธอ ราวกับมีรากไม้ลึกลับพยายามจะชอนไชเข้าไปในเนื้อเยื่อ รินกรีดร้องออกมาสุดเสียงเมื่อเห็นว่าลวดลายบนแขนของเธอเริ่มเคลื่อนไหวได้เอง มันบิดเบี้ยวและเปลี่ยนรูปร่างไปตามแรงกระชากของมิติ

“ริน! ตั้งสติ!” เสียงของชายหน้ากากตะโกนข้ามเสียงคำรามของพายุใต้ดิน “เจ้าต้องสื่อสารกับมัน ไม่ใช่สั่งการมัน! ฟังเสียงของกระแสน้ำ ไม่ใช่เสียงของความกลัว!”

รินหลับตาลงทั้งที่น้ำตายังนองหน้า เธอพยายามจะทำตามที่เขาบอก ท่ามกลางความมืดมิดและความเจ็บปวดที่แทบจะทำให้เธอสิ้นสติ เธอพยายามจะตัดขาดจากความรู้สึกทางกาย และหันไปฟัง ‘เสียง’ ที่รอยสักกำลังสื่อสาร เธอพบว่ามันไม่ใช่เสียงตะโกน แต่มันคือเสียงกระซิบที่แผ่วเบาและเศร้าสร้อย มันคือเสียงของสายน้ำที่ถูกกักขังมานานนับศตวรรษ เสียงของความโหยหาที่จะกลับคืนสู่ความเป็นอิสระ

ในจังหวะที่เธอกำลังจะเข้าถึงแก่นแท้ของกระแสน้ำ รยางค์ทมิฬเส้นหนึ่งก็พุ่งเข้าหาเธอด้วยความเร็วสูง รินลืมตาขึ้นด้วยสัญชาตญาณ เธอไม่ได้ใช้พลังเพื่อสร้างกำแพงน้ำอีกต่อไป แต่เธอปล่อยให้พลังจากรอยสักไหลผ่านร่างกายออกไปในทิศทางเดียวกับที่เงาเคลื่อนที่ เธอไม่ได้ ‘ต้าน’ แต่เธอ ‘นำทาง’

ทันใดนั้น เกิดการระเบิดของแสงสีครามที่รุนแรงจนทุกอย่างกลายเป็นสีขาวโพลน แรงกระแทกส่งร่างของรินกระเด็นไปปะทะกับผนังถ้ำ เธอรู้สึกถึงรสคาวเลือดในปากและความเหนื่อยล้าที่ถาโถมเข้ามาจนแทบจะไม่ได้สติ เมื่อแสงสว่างเริ่มจางลง รินพบว่าเงาทมิฬนั้นหยุดชะงัก แต่มันไม่ได้หายไป มันเพียงแค่ถูก ‘ชะลอ’ ไว้ด้วยกระแสน้ำที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่งรอบรอยแยก

เธอมองดูแขนของตัวเองด้วยความหวาดกลัว รอยสักยังคงอยู่ แต่มันดูเข้มขึ้นและลึกซึ้งขึ้น ราวกับมันได้ฝังรากลึกลงไปใต้ผิวหนังของเธอไปแล้ว และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ เธอเริ่มรู้สึกถึง ‘ความหิว’ ของมัน ความหิวที่ต้องการมากกว่าแค่พลังงาน แต่มันต้องการตัวตนของเธอทั้งหมด

“เจ้าทำสำเร็จในขั้นแรก...” เสียงของชายหน้ากากดังขึ้นข้างหู รินพยายามจะหันไปมอง แต่ร่างกายของเธอไม่ฟังคำสั่ง เธอเห็นเพียงเงาของเขาที่ยืนตระหง่านท่ามกลางม่านน้ำที่กำลังปั่นป่วน “แต่เจ้าได้ปลุกสิ่งที่ร้ายกาจกว่าเดิมขึ้นมาแล้ว รอยสักนี้ไม่ได้แค่เปิดประตู แต่มันกำลังสร้างสะพาน... และตอนนี้ สะพานนั้นกำลังเชื่อมต่อเจ้าเข้ากับบางสิ่งที่อยู่ลึกที่สุดของมหาสมุทร”

รินพยายามจะตะโกนถาม แต่เสียงของเธอกลับหายไปในลำคอ เมื่อเธอเห็นว่าที่ปลายรอยแยกนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่เงาทมิฬที่พยายามจะออกมา แต่ยังมีดวงตาขนาดมหึมานับร้อยคู่ที่กำลังจ้องมองขึ้นมาจากความมืดมิดเบื้องล่าง ดวงตาเหล่านั้นไม่ได้มองมาที่รอยแยก แต่มันกำลังจ้องมองมาที่ ‘ตัวเธอ’

ความสยดสยองที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อรินตระหนักว่าเธอไม่ได้เป็นเพียงผู้ถือกุญแจอีกต่อไป แต่เธอได้กลายเป็น ‘เหยื่อ’ ที่สิ่งบรรพกาลเหล่านั้นกำลังตามล่าเพื่อใช้เป็นทางผ่านกลับสู่โลกเบื้องบน

--- รินพยายามเปลี่ยนจากการควบคุมพลังเป็นการสื่อสารกับกระแสน้ำเพื่อหยุดยั้งเงาทมิฬ แต่การกระทำนั้นกลับทำให้รอยสักเชื่อมต่อกับสิ่งบรรพกาลลึกขึ้น และเธอพบว่าดวงตาปริศนากำลังจ้องมองมาที่เธอโดยตรง