← สารบัญตอน

ท่าเรือมรสุม

ตอนที่ 29ฟรี

ตอนที่ 29 — การฝ่าวงล้อมโคลนตมที่ปากคลองคำสาป

“ประคองหางเสือไว้ให้มั่น! อย่าให้กระแสน้ำข้างล่างมันดึงหน้าอกเรือเราหลุด!” เสียงของรินแผดก้องแข่งกับเสียงน้ำกระทบกราบเรือไม้สักหนา มันไม่ใช่เสียงน้ำไหลปกติ แต่มันคือเสียงคำรามของโคลนตมที่กำลังเดือดพล่าน

คามินกำขอบเรือแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน เหงื่อเม็ดเป้งไหลซึมจากไรผมลงมาที่ดวงตา เขาพยายามโฟกัสไปที่เข็มทิศทองเหลืองที่สั่นระริกอยู่ตรงหน้า แสงตะวันยามเย็นที่ลอดผ่านเมฆฝนพยายามส่องลงมายังปากคลองคำสาป แต่มันกลับเห็นเพียงผืนน้ำสีน้ำตาลขุ่นคลักที่หมุนวนเป็นเกลียวคล้ายดวงตาสีโคลนขนาดมหึมา

“คามิน! ดูตรงนั้น!” รินตะโกนพร้อมชี้มือไปยังแนวเขื่อนคอนกรีตขนาดใหญ่ที่นายหัวเดชาเพิ่งสั่งสร้างขึ้นตรงรอยต่อของคลอง “มันไม่ได้แค่กั้นน้ำ แต่มันกำลังดูดน้ำออกจากคลองเดิมเพื่อไปป้อนเข้าสู่ทางระบายน้ำใหม่ของพวกเขาทั้งหมด!”

“ผมเห็นแล้วริน...” คามินตอบ เสียงของเขาพยายามควบคุมให้เรียบเฉยที่สุด แม้หัวใจจะเต้นรัวจนเหมือนจะทะลุอก “กระแสน้ำวนตรงนั้นเกิดจากแรงดันน้ำที่ถูกบีบผ่านช่องแคบใต้เขื่อน ถ้าเราเข้าผิดองศาเพียงนิดเดียว เรือลำนี้จะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ เหมือนเศษไม้ลอยน้ำ”

เขามองไปที่ตัวเรือ ‘มัจฉานุ’ ที่เขาใช้เวลาแรมปีในการประกอบขึ้นมา ทุกแผ่นไม้สักถูกเข้าลิ่มด้วยเทคนิคโบราณที่เขาศึกษาจากบันทึกของเถาว์ เขารู้สึกเหมือนกำลังทดสอบศรัทธาในวิชาช่างของตนเอง

“หักหัวเรือไปทางซ้ายสามสิบองศา!” รินสั่งการ “เราต้องใช้แรงส่งจากคลื่นกระแทกด้านข้างเพื่อข้ามผ่านวังน้ำวนนี้ไป!”

“มันเสี่ยงเกินไปริน! ถ้าเราเข้ามุมนั้น แรงดันน้ำจะกดใต้ท้องเรือจนไม้แตก!” คามินแย้ง มือของเขาขยับไปที่คันบังคับกลไกเฟืองไม้ที่เขาออกแบบไว้พิเศษเพื่อช่วยควบคุมการเอียงของเรือ

“ถ้าไม่ทำแบบนี้ เราก็ไม่มีวันข้ามไปถึงคลองลับที่ปู่เธอว่าไว้ได้!” รินจ้องเขาด้วยสายตามั่นคง “นายหัวเดชาไม่ได้หยุดแค่เพราะแผนที่ใบเดียวหรอก เขาจะส่งเรือลาดตระเวนตามมาทันทีที่เราหลุดพ้นสายตาเขาจากเขื่อนนั่น คามิน... เชื่อใจเรือของนายสิ!”

คามินสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นคาวโคลนและกลิ่นน้ำมันสนจากไม้ลอยเตะจมูก เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ “ขอให้โครงสร้างไม้ที่ฉันคำนวณไว้ไม่พลาด...” เขาออกแรงกดคันบังคับเฟืองไม้ เสียงฟันเฟืองทำงานดัง ‘ครืด’ หนักๆ พร้อมกับการที่หัวเรือเริ่มเบี่ยงทิศทาง

ทันใดนั้น แรงดูดมหาศาลก็โถมเข้าใส่ลำเรือ เรือทั้งลำเอียงวูบจนแทบจะพลิกคว่ำ คามินรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านพื้นไม้ใต้เท้า มันไม่ใช่แค่การสั่นจากการกระแทก แต่มันคือแรงบิดที่พยายามจะแยกแผ่นไม้แต่ละแผ่นออกจากกัน

“มันกำลังดูดเราลงไป!” รินร้องลั่นขณะที่ต้องเกาะเสากระโดงเรือไว้สุดกำลัง

น้ำสีโคลนทะลักขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือ ความเย็นเยียบของมันทำให้คามินสะดุ้ง แต่เขากลับไม่ปล่อยมือจากกลไกควบคุม เขาเห็นความตึงเครียดของรอยต่อไม้แต่ละจุด รอยแยกเล็กๆ เริ่มปรากฏขึ้นตามแนวรอยต่อที่เขาเพิ่งขันน็อตไม้ไปเมื่อเช้า

“ใจเย็นไว้คามิน... แรงดันน้ำมันเคลื่อนที่ตามจังหวะมรสุม” เขาพยายามดึงความรู้จากบันทึกของเถาว์ขึ้นมาใช้ในวินาทีวิกฤต “มันไม่ใช่การสู้กับน้ำ แต่คือการไหลไปกับแรงดันที่มันสร้างขึ้น!”

เขาไม่ได้พยายามขืนแรงน้ำ แต่เขาใช้กลไกเฟืองที่ออกแบบมาเพื่อ ‘เปลี่ยนทิศแรงกด’ แทน เขาค่อยๆ ผ่อนแรงดันที่หัวเรือ แล้วใช้วิธีการ ‘กระแทก’ ตามจังหวะที่น้ำวนพัดผ่าน ทุกครั้งที่คลื่นโคลนกระแทกเข้าด้านข้าง เขาจะหมุนเฟืองเพื่อเอียงกราบเรือรับแรงในมุมที่น้อยที่สุด

“อีกนิดเดียว! อีกนิดเดียว!” รินตะโกนลั่น

เรือ ‘มัจฉานุ’ สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนคามินคิดว่าไม้สักทั้งลำจะแตกกระจาย เสียงไม้ลั่น ‘เปรี๊ยะ’ ดังสนั่นเหมือนเสียงปืน คามินกัดฟันกรอด สายตาจับจ้องไปที่แนวกั้นโคลนตมที่ขวางหน้าอยู่ซึ่งดูเหมือนกำแพงหนาเตอะที่ไม่มีทางผ่านไปได้

“เข้าประจัญบาน!” คามินคำราม เขาไม่ได้สั่งด้วยความโกรธ แต่สั่งด้วยความมุ่งมั่น เขาเร่งเครื่องยนต์ไม้ไผ่ที่ใช้แรงดันลมพัดส่งแรงขับเคลื่อนไปที่ท้ายเรือ

เรือพุ่งทะยานเข้าหาแนวกั้นโคลนเหมือนลูกธนูที่ถูกปล่อยจากคันศร แรงกระแทกครั้งนั้นรุนแรงจนโลกทั้งใบของคามินดูเหมือนจะหยุดหมุน ความรู้สึกเหมือนถูกมวลน้ำมหาศาลทับถมลงมาบนไหล่จนหายใจไม่ออก

และแล้ว... พรึ่บ!

ความสับสนวุ่นวายของน้ำสีโคลนและเสียงคำรามของกระแสน้ำวนก็หายไปอย่างกะทันหัน เรือมัจฉานุพุ่งทะลุผ่านชั้นโคลนที่หนาแน่นออกมาได้สำเร็จ คามินหลับตาแน่นรอรับแรงกระแทกครั้งต่อไป แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับเป็นความเงียบสงบที่น่าประหลาดใจ

เขาลืมตาขึ้น พบว่ารอบตัวเขาไม่ใช่สีน้ำตาลหม่นอีกต่อไป แต่มันคือผืนน้ำสีฟ้าครามใสแจ๋วราวกับคริสตัล แสงแดดที่ส่องลงมาผ่านผิวน้ำสะท้อนเป็นประกายระยิบระยับใต้ก้นคลองที่เห็นแนวทรายและพืชใต้น้ำได้อย่างชัดเจน

“นี่มัน...” รินอ้าปากค้าง มองไปรอบๆ “มันไม่มีในแผนที่เดินเรือของพวกพ่อค้าเลยสักนิด”

คามินมองไปที่รอยแตกเล็กๆ บนขอบเรือที่เขาเพิ่งซ่อมแซมด้วยความภูมิใจ เรือยังคงลอยลำอยู่ได้ ไม่แตกสลายไปตามแรงบีบคั้นของเขื่อน เขาหันไปมองรินด้วยสายตาที่เริ่มมีประกายแห่งความมั่นใจ

“เรามาถึงแล้วริน” คามินพูดพลางปาดเหงื่อที่หน้าผาก “และผมจะพิสูจน์ให้เห็นว่าเรือลำนี้ จะพาเราไปได้ไกลกว่าที่นายหัวเดชาจะจินตนาการได้”

แต่ในขณะที่เขากำลังจะผ่อนคลาย เขาสังเกตเห็นเงาดำขนาดใหญ่บางอย่างเคลื่อนผ่านอยู่ใต้ผิวน้ำใสสะอาดนั้น มันไม่ใช่ปลา และมันไม่ใช่ซากไม้ แต่มันคือบางอย่างที่เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วและมีจังหวะเหมือนสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่กำลังเฝ้าดูพวกเขาอยู่

--- คามินใช้ความรู้ทางวิศวกรรมเรือและกลไกเฟืองไม้พาเรือมัจฉานุฝ่ากระแสน้ำวนจากการสร้างเขื่อนของนายหัวเดชา จนสามารถพุ่งทะลุแนวกั้นโคลนตมเข้าสู่คลองลับที่มีน้ำใสสะอาดซึ่งไม่อยู่ในแผนที่โลกได้สำเร็จ