ตอนที่ 10 — เงาใต้ผิวน้ำและกลไกที่หายไป
กลิ่นน้ำมันเครื่องและเขม่าถ่านลอยคลุ้งอยู่ในอากาศที่อบอ้าวของโรงช่างใหญ่ เสียงค้อนกระทบเหล็กดังสนั่นเป็นจังหวะหนักหน่วงราวกับจะสั่นสะเทือนไปถึงกระดูก คามินปาดเหงื่อที่ไหลอาบแก้มออกด้วยหลังมือที่เปื้อนคราบจาระบี เขาจ้องมองไปยังร่างของเรือกลไฟลำมหึมาที่กำลังถูกประกอบขึ้นในอู่ของนายหัวเดชา มันเป็นภาพที่น่าเกรงขามและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน โครงสร้างเหล็กสีดำทึมพาดผ่านลำน้ำราวกับอสุรกายที่กำลังลอกคราบเพื่อเตรียมออกล่า
“อย่าเหม่อ คามิน งานตรงนั้นยังไม่เสร็จ” เสียงตะคอกของหัวหน้าช่างที่ชื่อ ‘ลุงเข้ม’ ดังขึ้นพร้อมกับแรงผลักที่หัวไหล่ คามินสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะก้มลงจัดการกับเฟืองทองเหลืองขนาดใหญ่ที่เขาได้รับมอบหมายให้ประกอบเข้ากับเพลาขับ เขาพยายามทำตัวให้กลมกลืนกับฝูงชนช่างเรือนับร้อย แต่ลึกๆ ในใจ เขารู้ดีว่าเขากำลังเล่นเกมที่อันตราย ทุกครั้งที่เขาขยับเขยื้อนหรือวางแบบร่างเรือกลไกพิเศษของเขาลงบนโต๊ะทำงาน เขารู้สึกเหมือนมีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองมาจากเงามืดของโรงเรือนเสมอ
ในขณะเดียวกัน รินกำลังลอยเรือพายลำเล็กของเธอไปตามลำน้ำที่เริ่มดู ‘แปลกไป’ กว่าทุกวัน แสงแดดยามบ่ายที่เคยสะท้อนผิวน้ำเป็นสีทองอร่าม บัดนี้กลับดูหม่นหมองด้วยตะกอนดินที่ฟุ้งกระจายขึ้นมา เธอไม่ได้มาเพื่อหาปลา แต่เธอมาเพื่อหาคำตอบต่อสิ่งที่เห็นในเหตุการณ์คลื่นซัดเมื่อวันก่อน รินพายเรือลัดเลาะเข้าสู่เขตป่าโกงกางที่เงียบสงัด ที่นี่น้ำควรจะนิ่งและขุ่นมัวด้วยรากไม้ แต่สิ่งที่เธอพบกลับเป็นความผิดปกติที่น่าขนลุก
“มันหายไป...” รินพึมพำกับตัวเอง สายตาจดจ้องไปยังแนวกิ่งไม้ที่ควรจะจมอยู่ใต้ผิวน้ำตามระดับน้ำปกติ แต่น้ำกลับลดระดับลงจนเห็นรากไม้โผล่พ้นน้ำขึ้นมาเป็นทางยาว ราวกับมีใครบางคนกำลังสูบเลือดออกจากลำน้ำแห่งนี้ รินหยิบขวดแก้วบรรจุตะกอนดินที่ปู่เคยทิ้งไว้ขึ้นมาเทียบกับสภาพแวดล้อมรอบตัว ความหนาแน่นของดินเลนที่นี่เปลี่ยนไป มันแห้งและแข็งกระด้างขึ้นอย่างรวดเร็วผิดธรรมชาติ
เธอตัดสินใจพายเรือลึกเข้าไปในส่วนที่แผนที่ของปู่ระบุว่าเป็น ‘จุดเชื่อมต่อใต้ดิน’ ยิ่งเธอเข้าใกล้เขตป่าทึบ เสียงนกและแมลงที่เคยดังระงมกลับเงียบหายไป เหลือเพียงเสียงน้ำที่ไหลรินอย่างอ่อนแรงและเสียงไม้ลั่นเปรี๊ยะจากความแห้งแล้ง ทันใดนั้น รินก็สังเกตเห็นบางอย่างที่โผล่พ้นดินเลนขึ้นมา มันไม่ใช่ท่อนไม้ หรือซากสัตว์ แต่มันคือท่อโลหะขนาดมหึมาที่ถูกฝังไว้อย่างลวกๆ มันมีรอยสนิมเขรอะและมีเสียง อึก...อึก... ดังออกมาจากภายใน เหมือนมีของเหลวปริมาณมหาศาลกำลังถูกดูดผ่านมันไปอย่างเร่งรีบ
“พวกเขากำลังสูบน้ำไปที่ไหนกันแน่?” รินรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แล่นผ่านสันหลัง เธอรีบก้มลงดูที่โคนท่อโลหะนั้น และพบกับสัญลักษณ์ที่ทำให้เธอแทบหยุดหายใจ มันคือตราประทับรูปฟันเฟืองที่ขบกันเป็นวงกลม—ตราประจำตระกูลของนายหัวเดชา
ความโกรธแค้นเริ่มก่อตัวขึ้นในอกพอๆ กับความกลัว รินพยายามจะจดบันทึกสิ่งที่พบ แต่เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่เหยียบลงบนใบไม้แห้งด้านหลังทำให้เธอต้องชะงัก เธอรีบดับตะเกียงและซ่อนตัวอยู่ใต้พุ่มโกงกางที่หนาทึบ หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองศึกในอก ร่างของชายสองคนในชุดเครื่องแบบคนงานของนายหัวเดชาเดินผ่านมา พวกเขากำลังถือแผนที่ฉบับหนึ่งที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด
“นายหัวบอกว่าถ้าสูบน้ำจากคลองสายนี้ได้หมดเมื่อไหร่ ที่ดินตรงนี้จะกลายเป็นที่ราบแห้งแล้งทันที แล้วเราก็จะได้เริ่มขุดคลองใหม่ตามแบบที่ท่านต้องการ” ชายคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงกระหยิ่มใจ “พวกชาวเรือนแพพวกนั้นจะไปอยู่ที่ไหนกันล่ะ? ก็คงต้องขายแพทิ้งแล้วหนีไปที่อื่น”
“แล้วเรื่อง ‘คลองที่หายไป’ ล่ะ?” อีกคนถามขึ้น “เห็นว่ามีพวกนักเดินเรือคลั่งเรื่องนี้กันเยอะนะ”
“ไร้สาระ! คลองนั่นมันก็แค่ตำนานหลอกเด็ก นายหัวจะสร้างเส้นทางใหม่ที่ควบคุมได้ทั้งหมดด้วยเครื่องจักรของเราต่างหาก!”
รินเม้มริมฝีปากแน่นจนเจ็บ เธอต้องรักษาความสงบเพื่อไม่ให้ถูกจับได้ แต่ในขณะที่เธอกำลังจะถอยร่นเพื่อหาทางออก เธอก็สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวบางอย่างใต้ผิวน้ำที่ไหลผ่านท่อโลหะนั้น มันไม่ใช่แค่น้ำที่ถูกสูบไป แต่มันมี ‘บางอย่าง’ ที่กำลังพยายามดิ้นรนเพื่อจะหลุดออกมาจากแรงดูดมหาศาลนั้น
มันคือแสงสีฟ้าจางๆ ที่วูบวาบอยู่ใต้ดินเลน ราวกับมีสิ่งมีชีวิตที่ทำจากแสงกำลังถูกกักขัง รินเผลอขยับตัวจนกิ่งไม้แห้งหักดัง เปรี๊ยะ! สายตาของชายทั้งสองหันขวับมาทางพุ่มไม้ที่เธอซ่อนตัวอยู่ทันที
“นั่นใคร!” หนึ่งในนั้นตะโกนพร้อมกับชักมีดพกออกมาจากเอว
รินไม่รอช้า เธออาศัยความชำนาญในการอ่านกระแสน้ำ พายเรือถอยหลังเข้าหาแนวรากไม้ที่ซับซ้อนที่สุด เธอรู้ดีว่าหากหนีไปทางลำน้ำสายหลักจะถูกจับได้ง่าย เธอจึงเลือกที่จะพายเข้าไปในเขตน้ำตื้นที่เต็มไปด้วยโคลนตมและรากโกงกางที่พันกันยุ่งเหยิง
“จับมันไว้! อย่าให้มันหนีไปได้!” เสียงตะโกนไล่หลังมาพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่กระทบโคลนดัง ปึก ปึก ปึก
รินพายเรือด้วยแรงทั้งหมดที่มี ความเหนื่อยล้าเริ่มเข้าจู่โจม แต่ความลับที่เธอเพิ่งค้นพบ—เรื่องการสูบน้ำและการที่นายหัวเดชากำลังบิดเบือนธรรมชาติ—มันสำคัญเกินกว่าจะปล่อยให้ตัวเองถูกจับได้ เธอพายเรือหลบหลีกรากไม้ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของมัน จนกระทั่งเสียงไล่ล่าเริ่มจางหายไปในม่านหมอกยามเย็น
เมื่อความเงียบกลับมาปกคลุมอีกครั้ง รินหยุดพักที่ริมตลิ่งดินเลนที่เงียบสงบ เธอหอบหายใจอย่างหนัก มือที่ถือไม้พายยังคงสั่นเทา เธอหยิบสมุดบันทึกของปู่ขึ้นมาเปิดดูอีกครั้ง ในใจพยายามประมวลผลสิ่งที่เกิดขึ้น ท่อโลหะเหล่านั้นไม่ได้แค่ขวางทางน้ำ แต่มันกำลังขโมย ‘ชีวิต’ ของเดลต้าไปเพื่อสร้างอาณาจักรส่วนตัวของชายคนหนึ่ง
แต่สิ่งที่ทำให้เธอต้องขมวดคิ้วด้วยความฉงน คือแสงสีฟ้าที่เธอเห็นใต้ดินเลนนั้น มันไม่ใช่แสงจากตะเกียง หรือแสงจากสิ่งของ แต่มันดูเหมือน... พลังงานบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่ใต้ผืนดินที่กำลังจะแห้งตาย
รินมองกลับไปที่ทิศทางของอู่ต่อเรือของนายหัวเดชา ที่ซึ่งคามินกำลังทำงานอยู่ เธอรู้ดีว่าตอนนี้เธอกับคามินกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูคนเดียวกัน แต่ในขณะที่คามินกำลังพยายามสร้าง ‘เครื่องมือ’ เพื่อต่อสู้ รินกลับพบว่า ‘ความจริง’ ที่ซ่อนอยู่นั้นอาจจะเก่าแก่และทรงพลังเกินกว่าที่เครื่องจักรใดๆ จะควบคุมได้
ทันใดนั้น ลมมรสุมลูกแรกของค่ำคืนก็พัดมาอย่างแรง พาเอากลิ่นดินชื้นและกลิ่นดอกมะลิที่จางหายไปนานกลับมาอีกครั้ง รินหลับตาลง ฟังเสียงน้ำที่เริ่มเปลี่ยนทิศทาง และในวินาทีนั้นเอง เธอได้ยินเสียงกระซิบที่ไม่ได้มาจากลม แต่มาจากใต้ดิน... เป็นเสียงที่แผ่วเบาแต่ชัดเจนราวกับเสียงเรียกจากก้นบึ้งของคลองที่หายไป
‘...จงตามหา... หัวใจของน้ำ...’
--- รินค้นพบว่านายหัวเดชากำลังใช้ท่อโลหะลอบสูบน้ำออกจากลำน้ำเพื่อทำลายวิถีชีวิตชุมชนและสร้างเส้นทางเดินเรือใหม่ ขณะที่เธอเห็นแสงปริศนาใต้ดินเลน ทิ้งปมเรื่องพลังงานลึกลับที่อาจเกี่ยวข้องกับคลองที่หายไป