ตอนที่ 1 — รอยหมึกบนสมุดบันทึกเก่า
“ริน! เร่งมือหน่อย เดี๋ยวลมมรสุมจะเปลี่ยนทิศก่อนเราจะผูกแพเสร็จ!” เสียงตะโกนของคามินดังมาจากท้ายเรือลำน้อยที่กำลังลอยเท้งเต้งอยู่กลางคลองสายหลัก แสงแดดยามบ่ายฉาบลงบนผิวน้ำสีโคลนจนดูเหมือนเกล็ดทองคำที่พยายามจะกลบเกลื่อนความขุ่นมัวของกระแสน้ำ
รินขมวดคิ้ว มือที่เปื้อนคราบน้ำมันและดินโคลนกระชับเชือกป่านแน่น เธอออกแรงดึงจนเส้นเลือดที่หลังมือปูดโปน “รู้แล้วน่า! ไม่ต้องมาสั่งเหมือนเป็นนายหัวเดชาหน่อยเลย คามิน! ถ้าไม่อยากให้เรือเราติดหล่มโคลนตอนน้ำลง ก็ช่วยมาดึงฝั่งโน้นแทนที่จะยืนบ่นอยู่ได้ไหม!”
คามินหัวเราะเบาๆ พลางเช็ดเหงื่อที่ขมับ เขาขยับตัวมาช่วยดึงเชือกอย่างคล่องแคล่ว “ก็เห็นคนแถวนี้มัวแต่จ้องดูนกกระยางอยู่บนยอดต้นโกงกาง ผมเลยต้องเตือนน่ะสิ”
“นกมันก็แค่บินไปมา แต่กระแสน้ำมันกำลังเปลี่ยน” รินพึมพำพลางมองไปที่ระดับน้ำที่เริ่มลดลงอย่างผิดปกติเมื่อเทียบกับฤดูกาลปีก่อนๆ ตามกฎแห่งกระแสน้ำ หากลมมรสุมยังเป็นไปตามปฏิทิน น้ำควรจะหนุนสูงกว่านี้ แต่นี่กลับดูเหมือนน้ำถูกดึงออกไปทางไหนสักแห่งที่มองไม่เห็น
“น้ำลงเร็วผิดปกตินะริน” คามินพูดขึ้นขณะที่เขากำลังตรวจสอบรอยต่อของไม้กระดานที่ใช้ซ่อมแซมพื้นเรือ “ดูสิ รอยแตกตรงรอยต่อไม้ตะเคียนนี่มันกว้างขึ้น ถ้ากระแสน้ำไม่กลับมาหนุนในสามวัน เราคงต้องรื้อแพใหม่ทั้งหลัง”
“อย่าพูดเรื่องอัปมงคลสิ” รินตัดบทพลางใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดคราบตะไคร่น้ำออกจากขอบเรือ “พวกกลุ่มทุนต่างถิ่นนั่นเริ่มมาสำรวจแถวปากแม่น้ำกันแล้ว ข่าวลือเรื่องเขื่อนผูกขาดเส้นทางเดินเรือมันหนาหูจนชาวแพเริ่มนั่งไม่ติดกันหมดแล้วนะ”
“เขาก็แค่สร้างโครงสร้างเพื่อความสะดวกทางการค้า” คามินพยายามใช้เหตุผลตามสไตล์ของเขา “ถ้าเราปรับปรุงทางน้ำให้เข้ากับระบบใหม่ได้ เราก็อาจจะรอด”
“รอดแบบไหนล่ะ? รอดแบบที่ต้องจ่ายค่าผ่านทางทุกครั้งที่อยากจะพายเรือไปหาปลาเนี่ยนะ?” รินสวนกลับทันควัน เธอวางมือลงบนไม้พายที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง “เราอยู่กับน้ำมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย น้ำเป็นของเรา ไม่ใช่ของใครที่ไหนจะมาขีดเส้นแบ่งเขตได้ตามใจชอบ”
บรรยากาศรอบตัวดูเหมือนจะเงียบสงบลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงพายกระทบน้ำและเสียงนกน้ำที่ร้องระงม รินลอบมองไปยังกลุ่มแพที่ลอยลำอยู่ไกลออกไป ทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปตามวิถีชีวิตดั้งเดิม แต่ในความสงบนั้น เธอสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดที่ซ่อนอยู่ในระดับน้ำที่ต่ำลงเรื่อยๆ
เมื่อถึงเวลาพลบค่ำ รินกลับมาที่เรือนแพของเธอ ซึ่งเป็นบ้านไม้หลังเล็กที่ยกสูงขึ้นจากระดับน้ำตามวิถีชาวเดลต้า กลิ่นน้ำเค็มปนน้ำจืดและกลิ่นดินโคลนลอยอบอวลอยู่ในอากาศ เธอเริ่มจัดเก็บอุปกรณ์การเดินเรือและเตรียมอาหารมื้อเย็น
“วันนี้เหนื่อยหน่อยนะริน” คามินเดินขึ้นบันไดแพมาพร้อมกับตะกร้าปลา “ผมเอาปลาตะพียนมาฝากด้วย”
“ขอบใจนะคามิน ไปพักเถอะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง” รินบอกพลางหยิบตะเกียงน้ำมันขึ้นมาจุด แสงไฟวูบวาบทำให้เงาของเธอทอดไปบนฝาไม้ไผ่
หลังจากคามินกลับไป รินนั่งลงที่โต๊ะไม้ตัวเก่า เธอหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งที่ดูเหมือนจะถูกลืมไว้ใต้แผ่นไม้กระดานที่ชำรุด มันคือสมุดบันทึกของปู่ที่เธอเก็บไว้ตั้งแต่วันที่ท่านจากไป สมุดเล่มนี้มีกลิ่นอับชื้นของความทรงจำและรอยคราบน้ำที่จางหายไปตามกาลเวลา
เธอเปิดหน้ากระดาษผ่านๆ จนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่หน้าหนึ่งที่ดูเหมือนจะถูกขีดเขียนด้วยลายมือที่เร่งรีบและสั่นเครือมากกว่าปกติ ลายมือนั้นไม่ใช่ลายมือที่นุ่มนวลเหมือนบันทึกการเดินเรือทั่วไป แต่มันดูเหมือนการจดจารึกคำเตือน
‘ถึงลูกหลานผู้สืบทอดสายน้ำ’ รินอ่านข้อความในใจ สายตาของเธอไล่ไปตามตัวอักษรที่เลือนลาง
‘อย่าเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นเมื่อน้ำนิ่งสนิท เมื่อใดที่น้ำในคลองสายเก่าเริ่มหายไปอย่างไม่มีเหตุผล เมื่อนั้นจงรู้ว่าสมดุลกำลังถูกทำลาย คลองที่หายไปไม่ได้หายไปเพราะดินปิดกั้น แต่มันถูกกลืนกินโดยความโลภที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำ...’
รินหยุดหายใจ เธอจำได้ว่าปู่เคยพูดถึง ‘คลองที่หายไป’ บ่อยๆ ในช่วงบ่ายของวันที่อากาศร้อนจัด แต่นั่นดูเหมือนจะเป็นเพียงเรื่องเล่าปรัมปราที่เอาไว้หลอกเด็กๆ เพื่อไม่ให้ออกเรือไปไกลเกินเขต
เธอพลิกหน้าถัดไป คราวนี้มีแผนที่ลายเส้นขยุกขยิกที่เขียนทับซ้อนกับเส้นทางเดินเรือปัจจุบัน มันไม่ใช่เส้นทางที่นักเดินเรือทั่วไปใช้ แต่มันคือเส้นทางที่ลัดเลาะผ่านป่าโกงกางหนาทึบที่ไม่มีใครกล้าเข้าไป
‘จงตามหามัน... คลองที่ไม่มีอยู่ในแผนที่... จงตามหามันก่อนที่น้ำจะหยุดไหล’
หัวใจของรินเต้นแรงขึ้นมาทันที ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปตามสันหลัง ไม่ใช่เพราะลมทะเลที่พัดผ่านร่องไม้ แต่เป็นเพราะความจริงที่ว่า คำทำนายเรื่องราชินีที่จะมาจุติเพื่อรวมโลกเป็นหนึ่งนั้นอาจจะเกี่ยวข้องกับความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้น และคลองที่หายไปนี้อาจเป็นกุญแจสำคัญ
รินมองออกไปนอกหน้าต่างเรือนแพ เห็นเพียงความมืดมิดของผืนน้ำที่สะท้อนแสงจันทร์จางๆ แต่น้ำในคลองที่อยู่ตรงหน้าเธอกลับดูนิ่งสนิทจนน่าประหลาดใจ ราวกับว่ามันกำลังซ่อนความลับบางอย่างไว้ใต้ความลึกที่ไม่มีใครเข้าถึง
เธอขยำกระดาษแผ่นนั้นไว้ในมือแน่น ความสงบสุขที่เธอเคยเชื่อว่ามั่นคง พังทลายลงเพียงเพราะข้อความไม่กี่ประโยคจากอดีต
ทันใดนั้น เสียงไม้กระดานลั่นดัง เอี๊ยด จากใต้ถุนแพ ทำให้รินสะดุ้งโหยง เธอรีบคว้าตะเกียงและก้มลงมองผ่านช่องว่างของพื้นเรือนแพ แต่น้ำที่ควรจะกระเพื่อมตามแรงกระแทกกลับนิ่งสงบจนน่ากลัว มีเพียงเงาดำบางอย่างที่เคลื่อนผ่านใต้ผิวน้ำไปอย่างรวดเร็ว ราวกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้อยู่ในแผนที่เล่มไหนทั้งสิ้น
--- รินใช้ชีวิตตามปกติในเดลต้าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำที่ผิดปกติ ก่อนจะพบจดหมายลับของปู่ที่เตือนเรื่อง 'คลองที่หายไป' และคำสั่งให้ตามหามันก่อนที่น้ำจะหยุดไหล