ตอนที่ 10 — เสียงเพรียกจากพงไพรโบราณ
หยาดน้ำค้างยังคงเกาะพราวอยู่ที่ปลายยอดหญ้า ดุจดั่งอัญมณีที่ส่องประกายภายใต้แสงอรุณที่กำลังจะมาถึง ไพลินก้าวเท้าออกจากปากถ้ำที่ซ่อนตัวอยู่เมื่อคืน กลิ่นดินชื้น กลิ่นใบไม้แห้ง และกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ป่าลอยปะปนอยู่ในอากาศ เป็นกลิ่นอายที่คุ้นเคย แต่ก็แฝงไปด้วยความไม่คุ้นเคยอันเนื่องมาจากเส้นทางที่เธอไม่เคยย่างกรายมาก่อน
"ซี ตื่นได้แล้ว" ไพลินเอ่ยเรียกสหายคู่ใจที่ยังคงหลับใหลอย่างสบายอารมณ์ใต้ร่มเงาของต้นเฟิร์นยักษ์ ซี ตัวแผงขนสีเข้มกระดิกหูเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาสีอำพันของมันมองมายังไพลินด้วยความสงสัย
"หืม? เช้าแล้วเหรอ" เสียงทุ้มแหบพร่าของซีดังขึ้น มันยืดเส้นยืดสาย ส่งเสียงร้องครืดคราดในลำคอ
"ใช่ เราต้องออกเดินทางต่อ" ไพลินตอบพลางยื่นมือไปลูบหัวซีอย่างอ่อนโยน “เมื่อคืนที่ผ่านมา… เจ้าไม่รู้สึกถึงอะไรแปลกๆ บ้างเลยหรือ?”
ซีหรี่ตาลง พยายามนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน “แปลกๆ? ก็… แค่รู้สึกว่าอากาศมันหนักๆ นิดหน่อยตอนที่เรากำลังจะหลับ แล้วก็เหมือนมีเสียงอะไรแว่วๆ มาจากที่ไกลๆ แต่ก็คิดว่าคงเป็นแค่เสียงลมพัด” มันหันซ้ายหันขวา “แต่เจ้าล่ะ? หน้าเจ้าดูซีดกว่าปกตินะ”
ไพลินสัมผัสที่แก้มของตนเอง “อาจจะ… ฉันแค่รู้สึกเหมือนมีบางอย่างคอยจ้องมองเราอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เราออกจากโถงใต้ดินมา” เธอถอนหายใจ “แผ่นหินสลักของพ่อ… ภาพต้นไม้โบราณที่ปรากฏขึ้น มันดูเหมือนกำลัง… เรียกร้องอะไรบางอย่าง”
เธอหยิบแผ่นหินสลักขึ้นมาดูอีกครั้ง ลวดลายที่สลักลึกลงบนหินมีรายละเอียดของต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาทั่วทั้งแผ่น กิ่งก้านเหล่านั้นไม่ใช่แค่กิ่งก้านธรรมดา แต่ดูเหมือนจะเชื่อมโยงกันเป็นโครงข่าย และตรงกลางของต้นไม้ มีสัญลักษณ์บางอย่างที่ไพลินไม่เคยเห็นมาก่อน มันคล้ายกับดวงตาที่กำลังจับจ้องมา
“ต้นไม้โบราณ…” ไพลินพึมพำ “มันเชื่อมโยงกับ ‘เสียงสะท้อนแห่งความว่างเปล่า’ ที่เราเพิ่งเผชิญมาได้อย่างไร”
ซีขยับเข้ามาใกล้ “ข้าไม่รู้เรื่องต้นไม้โบราณอะไรนั่นหรอก แต่ข้ารู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างในบริเวณนี้ มันไม่ใช่ความอันตรายแบบเสียงสะท้อนนั่น มันเป็น… ความรู้สึกที่ว่าเรากำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด”
ทันใดนั้นเอง เสียงใบไม้เสียดสีกันดังขึ้นมาจากพุ่มไม้หนาทึบเบื้องหน้า ไพลินกับซีชะงักกึก ก่อนที่ไพลินจะชักขลุ่ยวิญญาณออกมาเตรียมพร้อม ซีก็ตั้งท่าป้องกัน ก้าวเท้าไปยืนขวางหน้าไพลิน
จากพุ่มไม้ ร่างหนึ่งปรากฏขึ้น มันไม่ใช่สัตว์ป่าที่คุ้นเคย ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เคยพบเจอมาก่อน ร่างนั้นสูงโปร่ง ผิวหนังมีสีเขียวอมน้ำตาลคล้ายเปลือกไม้ ดวงตาโตสีดำสนิทไร้แววสะท้อนแสง แต่ที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ เส้นผมของมันที่ดูเหมือนจะเป็นเถาวัลย์พันเกี่ยวกัน มีดอกไม้สีขาวเล็กๆ บานสะพรั่งอยู่ประปราย มันเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า แต่แฝงไปด้วยความสง่างามที่น่าเกรงขาม
“ผู้ใด… มาล่วงล้ำ… ดินแดนแห่ง… ผู้พิทักษ์?” เสียงของมันแหบพร่า แต่ก็กังวานราวกับเสียงกระซิบของสายลมที่พัดผ่านยอดไม้
ไพลินลดขลุ่ยลงเล็กน้อย แต่ยังคงระแวดระวัง “ข้า… ข้าคือไพลิน มาจากหุบผาวิญญาณ ข้ากำลังตามหา… เพลงแห่งการเยียวยา”
ร่างนั้นนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอียงคอเล็กน้อย “เพลงแห่งการเยียวยา… หรือบทเพลงที่… เคยขับไล่… ความมืดมิด… จากกาลก่อน?”
“ใช่! ท่านรู้จักมันหรือ?” ไพลินเอ่ยถามด้วยความหวัง
“ข้า… คือผู้พิทักษ์แห่งพงไพรโบราณ… ต้นไม้… คือ… ประตู… สู่… ความทรงจำ…” ผู้พิทักษ์แห่งพงไพรค่อยๆ ยกมือที่ดูเหมือนกิ่งไม้ขึ้น ชี้ไปยังแผ่นหินสลักในมือของไพลิน “เจ้า… ถือ… สิ่งที่… ทายาท… แห่ง… ผู้สร้าง… ทิ้งไว้…”
ไพลินเบิกตากว้าง “ผู้สร้าง? ท่านหมายถึง… ผู้สร้างหุบผาวิญญาณ?”
“ต้นไม้… ที่เจ้าเห็น… ใน… หิน… คือ… หัวใจ… ของ… ผืนป่า… แห่งนี้… เมื่อ… หัวใจ… อ่อนแอ… ความมืดมิด… จะ… คืบคลาน…” ผู้พิทักษ์แห่งพงไพรกล่าวต่อ “บทเพลง… คือ… การเยียวยา… คือ… แสงสว่าง… ที่จะ… ฟื้นฟู… หัวใจ…”
“แล้ว… ต้นไม้โบราณ… บนแผ่นหิน… มันอยู่ที่ไหน?” ไพลินถามอย่างร้อนรน “ข้าต้องไปที่นั่น”
“เส้นทาง… มิใช่… ง่าย… ดาย…” ผู้พิทักษ์แห่งพงไพรกล่าว “มี… สิ่งกีดขวาง… ที่… ต้อง… เอาชนะ… และ… บททดสอบ… แห่ง… ความกล้าหาญ… และ… ศรัทธา…”
“ข้าพร้อม” ไพลินตอบอย่างมั่นคง แม้จะยังคงหวาดหวั่นกับคำพูดของผู้พิทักษ์
“ก่อน… ที่เจ้าจะ… ไป… จง… ฟัง…” ผู้พิทักษ์แห่งพงไพรยกมือขึ้นอีกครั้ง “เสียงสะท้อน… แห่งความว่างเปล่า… มัน… มิใช่… ศัตรู… ที่จะ… ทำลาย… ได้… ด้วย… เพลง… เท่านั้น… มัน… คือ… เงา… ของ… ความกลัว… ที่… ซ่อน… อยู่… ใน… จิตใจ… ของ… เจ้า… เอง…”
คำพูดนั้นเหมือนใบมีดกรีดลึกเข้าไปในใจของไพลิน เธอคิดถึงความไม่มั่นใจในตนเอง ความกลัวที่จะล้มเหลว ความกลัวที่จะไม่สามารถแบกรับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของเผ่าพันธุ์ได้
“หากเจ้า… ปรารถนา… จะ… รักษา… หุบเขา… เจ้า… ต้อง… รักษา… จิตใจ… ของ… เจ้า… เสียก่อน…” ผู้พิทักษ์กล่าว “ต้นไม้… จะ… นำพา… เจ้า… ไป… แต่… ทาง… จะ… เปิดออก… ก็ต่อเมื่อ… เจ้า… เข้าใจ… เสียง… ที่แท้จริง… ของ… หัวใจ… เจ้า…”
เมื่อพูดจบ ร่างของผู้พิทักษ์แห่งพงไพรก็ค่อยๆ จางหายไป กลืนหายไปกับม่านหมอกบางๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้นในป่า ทิ้งไว้เพียงเสียงลมที่พัดหวีดหวิวและกลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่จางลง
ไพลินยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง พยายามประมวลผลกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น “ซี… เจ้าได้ยินที่เขาพูดไหม?”
ซีส่ายหัว “ได้ยินสิ… ข้าไม่เข้าใจเรื่องจิตใจอะไรนั่นหรอกนะ แต่ข้าสัมผัสได้ว่า… คนพวกนี้… พวกเขาปกป้องอะไรบางอย่างอยู่” มันหันไปมองทางที่ผู้พิทักษ์จากไป “ดูเหมือนว่า… เส้นทางของเรากำลังจะเข้มข้นขึ้นนะ”
ไพลินพยักหน้า เธอหยิบแผ่นหินสลักขึ้นมาอีกครั้ง มองดูภาพต้นไม้โบราณ ลวดลายที่เคยดูสับสน บัดนี้กลับดูเหมือนจะเชื่อมโยงกันอย่างมีความหมายบางอย่าง “ต้นไม้โบราณ… หัวใจของผืนป่า… และเสียงเพลง… ที่จะรักษาทั้งแผ่นดินและจิตใจ” เธอกล่าวกับตัวเอง “บางที… สิ่งที่พ่อทิ้งไว้ให้ข้า… อาจจะไม่ได้มีแค่เบาะแสของเพลง… แต่อาจจะเป็นคำตอบ… ที่จะช่วยให้ข้าเข้าใจตัวเองด้วย”
เธอหันไปทางทิศที่ผู้พิทักษ์แห่งพงไพรจากไป “มาเถอะซี เราต้องไปต่อ”
ทั้งสองก้าวเดินเข้าไปในป่าลึก แสงแดดส่องลอดใบไม้ลงมาเป็นลำ สร้างเงาและแสงที่สลับกันไปมา เสียงนกร้องเจื้อยแจ้ว เสียงใบไม้เสียดสีกัน เป็นเสียงประกอบการเดินทางที่ทั้งงดงามและน่าหวาดหวั่น ไพลินรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่กำลังดึงดูดเธอไปข้างหน้า เป็นพลังที่เชื่อมโยงกับต้นไม้โบราณบนแผ่นหินสลัก และเธอก็อดสงสัยไม่ได้ว่า การเดินทางครั้งนี้จะนำพาเธอไปพบกับความลับอะไรอีกบ้าง… และจะพาเธอไปเผชิญหน้ากับเงาในใจของตนเองได้มากเพียงใด
--- ไพลินและซีได้พบกับผู้พิทักษ์แห่งพงไพรโบราณที่เปิดเผยว่าต้นไม้โบราณบนแผ่นหินสลักคือหัวใจของผืนป่า และ 'เพลงแห่งการเยียวยา' คือหนทางที่จะรักษาทั้งแผ่นดินและจิตใจ พร้อมเตือนว่า 'เสียงสะท้อนแห่งความว่างเปล่า' คือเงาของความกลัวในใจ และไพลินต้องเยียวยาตนเองก่อนจึงจะสามารถก้าวต่อไปได้