← สารบัญตอน

โรงเตี๊ยมแห่งผู้แสวงบุญ

ตอนที่ 72ฟรี

ตอนที่ 72 — ก้าวข้ามธรณีประตูแห่งความบ้าคลั่ง

เสียงฝีเท้าที่ย่ำลงบนเศษอิฐและเศษหินดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของ Anwen ราวกับเสียงกลองรบที่ไม่มีวันจบสิ้น อากาศภายในรอยแยกมิตินั้นไม่ได้ประกอบด้วยออกซิเจนเพียงอย่างเดียว แต่มันหนาแน่นไปด้วยกลิ่นโอโซนที่เผาไหม้ กลิ่นน้ำมันเครื่องที่ร้อนระอุ และกลิ่นจางๆ ของสนิมที่ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศที่บิดเบี้ยว ทุกครั้งที่เธอสูดลมหายใจ ร่างกายครึ่งโลหะของเธอจะสั่นสะท้านด้วยกระแสไฟฟ้าที่ไหลวนอยู่ใต้ผิวหนังที่กลายเป็นเนื้อเหล็กกล้า

“อย่ามองกลับไป!” Anwen ตะโกนสั่ง เสียงของเธอแหบพร่าแต่ทรงพลังพอที่จะทะลุผ่านเสียงครวญครางของเครื่องจักรโบราณที่กำลังกรีดร้องอยู่เบื้องหลัง เธอคว้าต้นแขนของ Fin เด็กหนุ่มคนครัวที่ตอนนี้ใบหน้าซีดเผือดและดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัว พลางกระชากให้เขาเดินตามเข้ามาในอุโมงค์โลหะที่ขยายตัวออกเหมือนลำไส้ของสัตว์ยักษ์

เบื้องหลังพวกเขาคือความพินาศที่ไม่อาจหวนคืน โรงเตี๊ยม 'The Pilgrims' Rest' ที่เคยเป็นที่พักพิงอันอบอุ่นบัดนี้กลายเป็นเพียงเศษซากที่ถูกเถาวัลย์โลหะรัดรึงจนบิดเบี้ยว แสงสีฟ้าจากฟากฟ้าและแสงสีน้ำเงินเข้มจากใต้ดินปะทะกันจนเกิดเป็นพายุหมุนแห่งพลังงานที่ฉีกกระชากความจริงตรงหน้าให้กลายเป็นชิ้นๆ Anwen รู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดที่พยายามจะกระชากเธอให้กลับไปสู่จุดศูนย์กลาง แต่น้ำหนักของความเป็นมนุษย์ที่ยังหลงเหลืออยู่ในอก—ความรับผิดชอบต่อชีวิตที่เธอกำลังนำพา—คือสมอที่รั้งเธอไว้ในโลกแห่งความเป็นจริง

“เราจะไปที่ไหนกันต่อ Mistress Anwen?” Granny Nessa ถามขึ้น เสียงของหญิงชราสั่นเครือขณะที่เธอพยายามพยุงตัวเองผ่านทางเดินที่แคบลงเรื่อยๆ ผนังข้างทางไม่ได้ทำจากหิน แต่เป็นแผ่นโลหะที่ซ้อนทับกันอย่างซับซ้อน มีเฟืองและกลไกขนาดเล็กเคลื่อนไหวอยู่ใต้พื้นผิวราวกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังหายใจ

“ข้างหน้า... มีกระแสพลังงานที่นิ่งกว่านี้” Anwen ตอบโดยไม่หันกลับไปมอง เธอใช้มือข้างที่เป็นโลหะสัมผัสไปตามผนังเพื่อหาจังหวะที่มั่นคงที่สุด ความรู้สึกสัมผัสของเธอเปลี่ยนไป เธอไม่ได้รู้สึกถึงความเย็นของเหล็ก แต่เธอรู้สึกถึง 'จังหวะ' ของมัน เธอรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนของเครื่องจักรที่อยู่ลึกลงไป และความเคลื่อนไหวของอากาศที่ไหลผ่านรอยแยก

พวกเขากำลังเดินอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างโลกเก่าและโลกใหม่ โลกที่กำลังจะถูกหลอมรวมด้วยความบ้าคลั่งของเครื่องจักรและพลังงานจากฟากฟ้า Anwen นำพาผู้รอดชีวิตเลาะเลียบไปตามโครงสร้างกึ่งชีวภาพที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว บางครั้งทางเดินก็ขยายกว้างออกเป็นโถงสูงตระหง่านที่เต็มไปด้วยเสาโลหะขนาดมหึมา บางครั้งก็บีบแคบจนต้องเดินเรียงเดี่ยว

ทันใดนั้น เสียงระเบิดกึกก้องก็ดังขึ้นจากทิศทางที่พวกเขาเพิ่งจากมา ตามมาด้วยเสียงตะโกนของทหารขุนนางที่พยายามจะรุกคืบเข้ามาในรอยแยก แสงไฟจากคบเพลิงและอาวุธเวทมนตร์วูบวาบอยู่ไกลๆ ในความมืดมิดของอุโมงค์

“พวกมันตามมา!” Rhys ตะโกนขึ้นพร้อมกับกระชับอาวุธในมือแน่น ใบหน้าของคนดูแลม้าเต็มไปด้วยความตึงเครียด

“อย่าหยุด! ถ้าหยุดตอนนี้เราตายแน่!” Anwen สั่ง เสียงของเธอเริ่มมีความเป็นเครื่องจักรมากขึ้นทุกที มันนิ่งและเย็นชาอย่างน่าประหลาด “วิ่งไปที่ทางแยกข้างหน้า! มีโครงสร้างที่ดูเหมือนทางระบายอากาศขนาดใหญ่ มันอาจจะพาเราออกไปสู่พื้นที่เปิดที่ลึกกว่านี้!”

ขณะที่พวกเขาวิ่งฝ่าความมืด Anwen สัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติ ร่างกายครึ่งโลหะของเธอเริ่มเรืองแสงสีฟ้าอ่อนๆ มันไม่ได้เป็นเพียงปฏิกิริยาต่อพลังงานรอบข้าง แต่มันเหมือนกับว่าเธอเริ่ม 'สื่อสาร' กับโครงสร้างเหล่านี้ได้ รอยจารึกบนผิวหนังของเธอเริ่มสั่นไหวตามจังหวะการเต้นของหัวใจเครื่องจักรโบราณ

เดินไปทางซ้าย... อีกสิบก้าว... เลี้ยวขวา... เสียงกระซิบที่ไร้ที่มาดังขึ้นในหัวของเธอ มันไม่ใช่ภาษาที่มนุษย์เข้าใจ แต่เป็นชุดข้อมูลที่ส่งผ่านความรู้สึก

“Anwen! ดูนั่น!” Fin ชี้ไปข้างหน้า

เบื้องหน้าของพวกเขาคือช่องว่างขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะนำไปสู่ใจกลางของระบบจักรกลโบราณ มันคือห้องโถงที่เต็มไปด้วยฟันเฟืองยักษ์ที่หมุนวนอย่างช้าๆ และสะพานโลหะที่ทอดข้ามเหวที่มองไม่เห็นก้น ทว่าที่นั่นกลับมีบางอย่างที่ขวางทางอยู่—เงาร่างขนาดมหึมาที่ดูเหมือนจะเป็นเครื่องจักรสังหารกึ่งชีวภาพที่กำลังลาดตระเวนอยู่ มันมีรูปร่างคล้ายแมงมุมโลหะที่มีดวงตาเป็นเลนส์แก้วเรืองแสง

“หลบหลังเสานั่น!” Anwen สั่งให้ทุกคนหมอบลงต่ำ เธอรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเธอเอง ความร้อนที่เกิดจากการประมวลผลของรอยจารึกที่กำลังทำงานหนักเพื่อวิเคราะห์เส้นทาง

ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงการทำงานของฟันเฟืองและเสียงลมหายใจที่หอบถี่ของผู้รอดชีวิต Anwen พยายามควบคุมจังหวะหัวใจของตัวเอง เธอรู้ดีว่าหากเธอยังคงเป็นเพียง 'มนุษย์' เธอจะไม่มีวันผ่านสิ่งนี้ไปได้ แต่หากเธอปล่อยให้ 'เครื่องจักร' ครอบงำ เธออาจจะสูญเสียเศษเสี้ยวสุดท้ายของความเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมผู้ใจดีไปตลอดกาล

เธอมองไปที่มือโลหะของเธอ มันดูแข็งแกร่งและน่าเกรงขาม แต่ในขณะเดียวกันมันก็ดูแปลกแยกจากผิวหนังเนื้อที่เหลืออยู่ เธอต้องหาจุดสมดุล... เธอต้องเป็นทั้งผู้ชี้นำและผู้ทำลาย

“ฟังฉันนะทุกคน” Anwen กระซิบ เสียงของเธอเบาหวิวแต่หนักแน่น “เมื่อฉันให้สัญญาณ ให้ทุกคนวิ่งข้ามสะพานนั่นไปโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น อย่าหันกลับมามอง ไม่ว่าเสียงอะไรจะเรียกชื่อพวกเธอก็ตาม Fin, นายช่วยประคอง Granny Nessa ไว้ ส่วน Rhys นายคอยระวังหลังให้พวกเรา”

“แล้วคุณล่ะ?” Rhys ถามด้วยสายตาที่เป็นห่วง

Anwen ไม่ตอบ เธอเพียงแต่จ้องมองไปยังสัตว์ร้ายโลหะตัวนั้น ความคิดของเธอไม่ได้อยู่ที่ความกลัว แต่อยู่ที่การคำนวณ เธอเห็นเส้นสายของพลังงานที่เชื่อมต่อระหว่างเครื่องจักรสังหารกับพื้นดิน เธอเห็นจุดอ่อนในวงจรการเคลื่อนที่ของมัน และเธอก็เห็น 'ประตู' ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังโครงสร้างที่กำลังหมุนวนนั้น

“ฉันจะถ่วงเวลาให้” เธอพูดสั้นๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนช้าๆ

“ไม่! มันอันตรายเกินไป!” Fin พยายามจะท้วง

“นี่ไม่ใช่เวลามาถกเถียง!” Anwen ตวาดเบาๆ แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นประกายสีฟ้าจัด “วิ่ง! ไปเดี๋ยวนี้!”

เมื่อกลุ่มผู้รอดชีวิตเริ่มออกตัววิ่งข้ามสะพานโลหะที่สั่นสะเทือน Anwen ก็ก้าวออกมาจากที่ซ่อน เธอไม่ได้วิ่งหนี แต่เธอกำลังวิ่งเข้าหาความตายด้วยจังหวะที่มั่นคง ร่างกายครึ่งโลหะของเธอเริ่มปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมาเป็นระยะๆ ราวกับต้องการจะท้าทายกฎเกณฑ์ของโลกใหม่นี้

สัตว์ร้ายโลหะตัวนั้นรับรู้ถึงการมาถึงของเธอ มันหมุนตัวกลับมา ดวงตาเลนส์แก้วสีแดงฉานจับจ้องมาที่ร่างของหญิงวัยกลางคนเพียงคนเดียวที่กำลังมุ่งหน้ามาหา มันส่งเสียงคำรามที่เป็นคลื่นความถี่สูงจน Anwen รู้สึกปวดร้าวไปถึงกระดูก

เธอกดสวิตช์แห่งเจตจำนงในใจ ปล่อยให้รอยจารึกดึงพลังงานจากรอยแยกมิติมาไว้ที่ฝ่ามือโลหะของเธอ “ถ้าโลกนี้ต้องการระเบียบ... ฉันจะเป็นคนกำหนดระเบียบนั้นเอง!”

เธอกระโจนเข้าใส่เงาร่างยักษ์นั้น ในขณะที่เบื้องหลังของเธอ เสียงฝีเท้าของทหารขุนนางกำลังใกล้เข้ามา และเสียงกรีดร้องของจักรกลโบราณกำลังจะดังขึ้นอีกครั้ง ความโกลาหลที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ จุดที่มนุษย์และเครื่องจักรหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว

--- Anwen นำพาผู้รอดชีวิตหลบหนีเข้าสู่ใจกลางของโครงสร้างเครื่องจักรโบราณผ่านรอยแยกมิติ โดยต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายโลหะกึ่งชีวภาพและตัดสินใจที่จะใช้พลังจากรอยจารึกในร่างเพื่อถ่วงเวลาให้กลุ่มของเธอผ่านพ้นอันตราย