← สารบัญตอน

โรงเตี๊ยมแห่งผู้แสวงบุญ

ตอนที่ 69ฟรี

ตอนที่ 69 — เสียงสะท้อนในความเงียบที่แตกสลาย

กลิ่นไหม้ของโอโซนและกลิ่นคาวโลหะยังคงอบอวลอยู่ในอากาศที่บิดเบี้ยว ราวกับว่าชั้นบรรยากาศเองก็กำลังสำลักความรุนแรงที่เพิ่งผ่านพ้นไป Anwen ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังที่ครั้งหนึ่งเคยเรียกว่า 'บ้าน' เศษไม้ที่เคยเป็นคานหลังคาบัดนี้กลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ปูลาดด้วยฝุ่นผงและเขม่าดำ แสงสว่างที่เคยส่องผ่านหน้าต่างบานโตถูกแทนที่ด้วยแสงสีฟ้าประหลาดที่วูบวาบอยู่ตามรอยแตกของพื้นดิน และแสงสลัวจากฟากฟ้าที่ดูราวกับดวงตาของยักษ์ที่กำลังจ้องมองลงมาด้วยความพิศวง

ร่างกายซีกหนึ่งของเธอหนักอึ้ง ความรู้สึกเย็นเยียบของโลหะที่หลอมรวมเข้ากับเนื้อหนังไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกทางกายภาพ แต่มันคือแรงสั่นสะเทือนที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับหัวใจที่เต้นผิดเพี้ยน ทุกครั้งที่เถาวัลย์โลหะจากใต้ดินขยับตัว หรือเมื่อพลังงานจากฟากฟ้ากระเพื่อมไหว รอยจารึกบนผิวหนังของเธอจะร้อนผ่าวราวกับถูกนาบด้วยเหล็กแดง Anwen พยายามพยุงร่างที่สั่นเทา หลบหลังซากกำแพงหินที่ยังพอเหลือความแข็งแรงพอจะกำบังตัวเธอจากสายตาของกองทหารขุนนางที่กำลังเคลื่อนพลอยู่เบื้องล่าง

"พวกมันไม่หยุด..."

เสียงพึมพำแหบพร่าหลุดออกมาจากริมฝีปากของเธอ Fin เด็กหนุ่มคนครัวที่รอดชีวิตมาได้ด้วยปาฏิหาริย์ นั่งขดตัวอยู่ข้างๆ เธอ ใบหน้าของเขาเปื้อนไปด้วยเขม่าดินและคราบน้ำตา ดวงตาของเขาไม่ได้มองไปที่ศัตรู แต่มองไปยังเถาวัลย์โลหะที่กำลังพันธนาการทหารราชสำนักกลุ่มหนึ่งไว้ราวกับงูยักษ์ที่กำลังรัดเหยื่อ เสียงกรีดร้องของมนุษย์ที่ถูกบีบอัดด้วยแรงกลไกดังแทรกผ่านเสียงคำรามของท้องฟ้า มันเป็นเสียงที่ไม่มีวันเลือนหายไปจากโสตประสาทของ Anwen ได้เลย

เบื้องหน้าของพวกเขา สมรภูมิสามฝ่ายกำลังดำเนินไปอย่างบ้าคลั่ง กองทหารขุนนางในชุดเกราะมันวาวพยายามรักษารูปขบวนอย่างสิ้นหวัง ดาบและหอกของพวกเขาพุ่งเข้าใส่เถาวัลย์โลหะที่พุ่งขึ้นมาจากรอยแยกราวกับคลื่นที่ไม่มีวันสงบ แต่ทุกครั้งที่อาวุธปะทะกับโลหะโบราณ ประกายไฟสีฟ้าจะระเบิดออก กระแทกเหล่าทหารให้กระเด็นไปคนละทิศละทาง ในขณะเดียวกัน สิ่งลึกลับจากฟากฟ้า—กลุ่มก้อนพลังงานที่ดูเหมือนดวงดาวที่ร่วงหล่น—ก็กำลังทิ้งรอยไหม้เป็นทางยาวลงมาบนพื้นดิน ทุกจุดที่มันสัมผัส พื้นดินจะเปลี่ยนสภาพเป็นผลึกแก้วที่แหลมคมและเปราะบาง

Anwen รู้สึกถึงแรงดึงดูดที่มองไม่เห็น มันไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่มันคือความจริงที่กระชากวิญญาณของเธอ ร่างกายครึ่งโลหะของเธอเริ่มเรืองแสงเป็นจังหวะเดียวกับเครื่องจักรใต้ดิน มันเหมือนกับว่าเธอเป็นเข็มทิศที่กำลังชี้ไปยังศูนย์กลางของพายุ และพายุกำลังหมุนวนรอบตัวเธอ

"เราต้องไปจากที่นี่ Anwen" เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของเธอ ไม่ใช่เสียงของ Fin แต่เป็นเสียงที่ก้องกังวานและเย็นชา ราวกับเสียงของโลหะที่เสียดสีกัน "ระเบียบใหม่กำลังจะถูกสลักลงบนโลกใบนี้ และเจ้าคือเครื่องมือที่ถูกเลือก"

Anwen ขบกรามแน่น ความเจ็บปวดจากการพยายามรักษาตัวตนของความเป็นมนุษย์นั้นรุนแรงยิ่งกว่าแผลสด เธอไม่ต้องการเป็นเครื่องมือของใคร ไม่ว่าจะเป็นขุนนางผู้กระหายอำนาจ เครื่องจักรที่ไร้หัวใจ หรือตัวตนจากฟากฟ้าที่ดูเหมือนเทพเจ้าผู้เย็นชา

ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ก็กระแทกเข้าที่ใต้ฝ่าเท้า มันไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนจากการปะทะ แต่เป็นจังหวะการเต้นของหัวใจที่หนักหน่วงและมั่นคงจากส่วนลึกที่สุดของโลก เถาวัลย์โลหะที่เคยพุ่งพล่านอย่างไร้ทิศทางเริ่มเปลี่ยนไป พวกมันเริ่มจัดเรียงตัวเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่ซับซ้อน สร้างเป็นปราการโลหะขนาดมหึมาล้อมรอบจุดที่ Anwen ยืนอยู่ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อป้องกันเธอ แต่มันเกิดขึ้นเพื่อ 'ต้อนรับ' เธอ

"ดูนั่น!" Granny Nessa ตะโกนมาจากอีกฟากของซากปรักหักพัง ร่างของหญิงชราที่ยังคงมีความทรหดเกินวัยชี้ไปยังขอบฟ้า "มันไม่ได้แค่มาทำลาย... มันกำลังสร้างอะไรบางอย่าง!"

Anwen มองตามสายตาของ Nessa และหัวใจของเธอก็หล่นวูบ สิ่งที่เถาวัลย์โลหะและพลังงานจากฟากฟ้ากำลังร่วมกันสร้างขึ้นไม่ใช่เพียงแค่ซากปรักหักพัง แต่มันคือโครงสร้างบางอย่างที่ดูคล้ายกับวิหารหรือหอคอยที่ทำจากโลหะและแสงสว่าง มันกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วท่ามกลางความโกลาหล ดึงดูดเอาเศษซากของโลกใบเก่าเข้ามารวมกันเพื่อเป็นฐานรากของสิ่งใหม่

ในจังหวะที่ความโกลาหลถึงขีดสุด ทหารขุนนางนายหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นผู้นำระดับสูงได้สังเกตเห็นรอยเรืองแสงจากตัว Anwen เขาไม่ได้แสดงความหวาดกลัว แต่กลับแสดงความโลภผ่านดวงตาที่เบิกกว้าง "นั่นไง! กุญแจ! จับตัวนางมา!"

เสียงตะโกนนั้นปลุกสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของ Anwen ให้ตื่นขึ้น กองทหารกลุ่มหนึ่งเริ่มละทิ้งการต่อสู้กับเถาวัลย์โลหะและมุ่งตรงมายังตำแหน่งของเธอพร้อมอาวุธครบมือ ในขณะเดียวกัน พลังงานจากฟากฟ้าก็เริ่มควบแน่นลงมาตรงหน้าเธอ ราวกับจะทดสอบว่าเธอจะยอมรับ 'ของขวัญ' นี้หรือไม่

Anwen ลุกขึ้นยืน ร่างกายครึ่งโลหะของเธอส่งเสียงครางต่ำเหมือนเครื่องยนต์ที่กำลังเร่งรอบ ความเจ็บปวดเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบที่มั่นคง เธอรู้ดีว่าการหลบหนีไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป ในเมื่อเธอคือจุดศูนย์กลางของพายุ เธอจึงต้องเป็นผู้ควบคุมพายุนั้นเอง

"Fin... Granny... ไปซ่อนตัวที่ห้องใต้ดินที่ยังเหลืออยู่"

"แต่คุณ Anwen!"

"ไป!" เธอสั่งด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นน้ำเสียงที่ไม่ได้มาจากผู้หญิงวัยกลางคนธรรมดา แต่เป็นน้ำเสียงที่มีความหนักแน่นของโลหะและแรงสั่นสะเทือนของโลก

เมื่อผู้รอดชีวิตคนอื่นถอยร่นออกไป Anwen ก็ยืนหยัดอยู่เพียงลำพังท่ามกลางพายุที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าของ Castellane เธอสัมผัสได้ถึงเครื่องจักรใต้ดินที่กำลังร้องขอการเชื่อมต่อ และสัมผัสได้ถึงดวงตาจากฟากฟ้าที่กำลังรอคอยการตัดสินใจ เธอหลับตาลงชั่วครู่ สัมผัสถึงจังหวะการเต้นของโลหะในร่างกายตนเอง แล้วลืมตาขึ้นด้วยดวงตาที่สะท้อนแสงสีฟ้าเย็นเยียบ

หากโลกนี้ต้องการกุญแจ เธอก็จะเป็นกุญแจที่ไม่ได้เปิดประตูสู่ระเบียบที่ใครกำหนด แต่จะเป็นกุญแจที่จะเปิดทางให้ความโกลาหลที่แท้จริงได้สำแดงเดช

ทหารขุนนางกลุ่มแรกพุ่งเข้ามาถึงระยะประชิด ดาบเหล็กกล้าเงื้อขึ้นเหนือหัว แต่ก่อนที่มันจะสัมผัสร่างของเธอ พื้นดินใต้เท้าของเธอก็ระเบิดออกเป็นคลื่นกระแทกสีฟ้าที่ผลักทุกอย่างให้กระเด็นออกไป พร้อมกับเสียงคำรามของเครื่องจักรที่ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งอาณาจักร

--- Anwen ต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจท่ามกลางสมรภูมิสามฝ่าย เมื่อร่างกายครึ่งโลหะของเธอเริ่มดึงดูดทั้งกองทหารขุนนางและพลังงานจากฟากฟ้าให้เข้าหาตัวเธอ ในขณะที่โลกกำลังถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยโครงสร้างโลหะอันน่าสะพรึงกลัว