← สารบัญตอน

โรงเตี๊ยมแห่งผู้แสวงบุญ

ตอนที่ 66ฟรี

ตอนที่ 66 — เสียงเพรียกจากซากปรักหักพังและรอยแยกแห่งฟ้า

กลิ่นไหม้ของไม้เก่าและกลิ่นโอโซนที่หลงเหลือจากการปะทะกันของพลังงานมหาศาลยังคงอบอวลอยู่ในอากาศที่หนักอึ้ง แสงสีฟ้าจางๆ ที่หลงเหลือจากรอยร้าวในมิติสะท้อนกับผิวโลหะบนร่างกายของ Anwen ทำให้เธอดูเหมือนรูปปั้นที่ทำจากเงินและเนื้อหนังที่กำลังสั่นเทา ท่ามกลางเสียงคำรามของเถาวัลย์โลหะที่กำลังฟาดฟันกับเกราะเหล็กของกองทหารขุนนาง Anwen รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ไม่ได้มาจากพื้นดินเพียงอย่างเดียว แต่มันคือแรงกระเพื่อมที่มาจากฟากฟ้าที่กำลังบิดเบี้ยว

“วิ่ง! อย่าหยุดมอง!” เสียงของ Rhys ตะโกนแหวกอากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นผงและเศษหิน เขาคว้าแขนของหนึ่งในผู้รอดชีวิตที่กำลังยืนแข็งทื่อด้วยความช็อกจากการเห็นเถาวัลย์โลหะพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินราวกับอสรพิษเหล็ก Anwen พยายามพยุงร่างกายที่หนักอึ้งขึ้น ความรู้สึกเย็นเยียบจากแขนข้างที่เป็นโลหะลามไปถึงหัวใจ มันไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกายแบบที่เธอเคยรู้จัก แต่มันคือความรู้สึกของการถูก ‘แทนที่’ ทุกครั้งที่เถาวัลย์เหล่านั้นกระแทกเข้ากับโล่ของทหารขุนนาง รอยจารึกในตัวเธอก็จะเรืองแสงวาบ ตอบรับจังหวะการทำลายล้างนั้น

เบื้องหน้าของเธอคือความโกลาหลที่ไร้ระเบียบ ทหารราชสำนักในชุดเกราะหนักพยายามตั้งแนวป้องกัน แต่พวกเขากลับดูเปราะบางเหลือเกินเมื่อเผชิญหน้ากับพลังงานที่ไร้ชีวิต เถาวัลย์โลหะไม่ได้โจมตีเพื่อฆ่า แต่มันเหมือนกำลังพยายาม ‘ยึดเหนี่ยว’ ทุกอย่างให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างใหม่ มันพันธนาการขาของทหารคนหนึ่งไว้ก่อนจะดึงร่างนั้นลงสู่รอยแยกที่กำลังเปิดกว้างขึ้นเรื่อยๆ เสียงกรีดร้องถูกกลืนหายไปในเสียงครืนครั่นของเครื่องจักรโบราณใต้ดิน

แต่สิ่งที่ทำให้ Anwen หายใจไม่ออกไม่ใช่ภาพการนองเลือดตรงหน้า ทว่าคือสิ่งที่กำลัง ‘ร่วงหล่น’ ลงมาจากรอยแยกบนท้องฟ้า แสงสีขาวนวลที่ดูนุ่มนวลอย่างประหลาดแต่กลับแฝงไปด้วยอำนาจที่น่าสะพรึงกลัวกำลังก่อตัวเป็นรูปร่าง มันไม่ได้ตกลงมาเหมือนอุกกาบาต แต่มันค่อยๆ คลี่คลายตัวเองลงมาเหมือนกลุ่มเมฆที่กลั่นตัวเป็นหยดน้ำขนาดยักษ์ ร่างลึกลับที่เธอได้เห็นชั่วครู่ก่อนหน้านี้กำลังกลับมา และครั้งนี้มันไม่ได้มาเพียงลำพัง

“พวกมันมาเพื่อเก็บเกี่ยว...” เสียงกระซิบที่ไม่ได้ดังมาจากหู แต่ดังมาจากรอยจารึกในจิตวิญญาณของเธอ Anwen กัดฟันกรอด ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว—หากสิ่งที่อยู่ใต้ดินคือความพยายามในการ ‘จัดระเบียบ’ โลกด้วยโลหะ สิ่งที่อยู่บนฟ้าก็คือ ‘ผู้ตรวจการ’ ที่มาเพื่อจัดการกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

“Anwen! ทางนี้!” Fin ตะโกนเรียกเขาอยู่ใกล้กับซากกำแพงที่ยังพอเหลือความเป็นที่บังแดดบังฝน เด็กหนุ่มมีใบหน้าเปื้อนฝุ่นและคราบเลือด แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้ความเงียบขรึมตามนิสัย Anwen พยายามก้าวเดิน แม้ทุกย่างก้าวจะรู้สึกเหมือนกำลังแบกภูเขาไว้บนหลัง ร่างกายครึ่งโลหะของเธอเริ่มส่งเสียงครางเบาๆ ในระดับความถี่ที่มนุษย์ทั่วไปไม่ได้ยิน แต่มันสั่นสะเทือนไปถึงกระดูก

ทันใดนั้น แรงกดดันมหาศาลก็กระแทกเข้าที่กลางอกของเธอ ร่างของ Anwen กระเด็นไปชนกับซากเสาไม้ที่เหลืออยู่ แสงสีขาวจากฟากฟ้าปะทะกับเถาวัลย์โลหะจากใต้ดิน ณ จุดที่เธอยืนอยู่พอดี เกิดเป็นคลื่นกระแทกที่ทำให้พื้นดินรอบข้างกลายเป็นหลุมลึก ทหารขุนนางที่อยู่ใกล้ที่สุดถูกแรงอัดจนร่างกระเด็นไปคนละทิศละทาง

เธอมองเห็นสิ่งหนึ่งที่น่าตกใจ—ในจุดที่พลังงานทั้งสองขั้วปะทะกัน รอยแยกมิติไม่ได้ปิดลง แต่มันกลับสร้าง ‘พื้นที่ว่าง’ ที่ดูเหมือนจะหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ ท่ามกลางพายุแห่งการทำลายล้าง ร่างลึกลับจากฟากฟ้าเริ่มปรากฏกายชัดเจนขึ้น มันไม่มีใบหน้า แต่มีดวงตาที่มองทะลุผ่านกาลเวลาได้ และดวงตาคู่นั้นกำลังจ้องมองมาที่เธอ—ไม่ใช่ในฐานะมนุษย์ แต่ในฐานะ ‘กุญแจ’ ที่ยังทำงานไม่สมบูรณ์

“เจ้ายังไม่ยอมรับระเบียบ...” เสียงนั้นดังกังวานในหัวของเธอ มันไม่ใช่คำพูด แต่มันคือความรู้สึกที่กดทับลงมา “หากเจ้าไม่ยอมเป็นกุญแจ เจ้าก็จะเป็นเพียงเศษเหล็กที่ถูกหลอมละลายในกระบวนการปรับสมดุล”

Anwen พยายามยันตัวขึ้น มือที่เป็นโลหะของเธอกดลงบนพื้นดินที่ร้อนระอุ เธอเห็นเถาวัลย์โลหะพยายามจะเลื้อยเข้าหาเธอ ราวกับจะพยายามดึงเธอเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักร แต่ในขณะเดียวกัน แสงจากฟากฟ้าก็พยายามจะชำระล้างเธอให้กลายเป็นความว่างเปล่า เธอติดอยู่ตรงกลางระหว่างการถูก ‘กลืนกิน’ โดยเครื่องจักร และการถูก ‘ลบเลือน’ โดยฟากฟ้า

“ฉันไม่ใช่เครื่องมือของใคร!” Anwen ตะโกนออกไป แม้เสียงจะแหบพร่าและถูกกลืนหายไปในเสียงพายุก็ตาม เธอรู้สึกได้ถึงพลังงานที่ไหลเวียนผ่านรอยจารึก มันไม่ได้พยายามจะทำลายเธอ แต่มันกำลังเรียกร้องให้เธอ ‘เลือก’

ในวินาทีนั้นเอง เธอเห็นความผิดปกติบางอย่างที่ขอบของรอยแยก—ทหารขุนนางคนหนึ่งที่รอดชีวิตจากการถูกเถาวัลย์พันธนาการ กำลังพยายามจะชักดาบขึ้นมาเพื่อฟันเข้าใส่ร่างลึกลับจากฟากฟ้าด้วยความคลุ้มคลั่งที่เกิดจากความกลัว ความไร้สติของมนุษย์กำลังจะกลายเป็นเชื้อไฟให้กับการปะทะกันของสองขั้วอำนาจที่ใหญ่เกินกว่าจะควบคุมได้

เถาวัลย์โลหะพุ่งเข้าหาทหารคนนั้น ขณะที่แสงสีขาวก็เริ่มบีบอัดพื้นที่รอบตัวเขา Anwen รู้ดีว่าหากปล่อยไว้ พื้นที่ตรงนี้จะกลายเป็นจุดระเบิดที่ทำลายทุกสิ่งที่เหลืออยู่ เธอต้องทำอะไรบางอย่าง ไม่ใช่เพื่อปกป้องตัวเอง แต่เพื่อรักษา ‘ความโกลาหล’ ที่เธอรักเอาไว้—ความโกลาหลที่ประกอบด้วยชีวิต มนุษย์ และความไม่สมบูรณ์แบบ

เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีผ่านรอยจารึก พยายามจะควบคุมจังหวะการเต้นของเครื่องจักรใต้ดินให้สอดคล้องกับจังหวะการหายใจของเธอเอง ร่างกายของเธอเริ่มเรืองแสงสีฟ้าเข้ม สัญญาณเตือนว่าเธอจะก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างมนุษย์และสิ่งอื่นไปไกลขึ้นเรื่อยๆ และในขณะที่เธอกำลังจะพุ่งตัวออกไป รอยแยกบนฟากฟ้าก็เปิดกว้างออกกว้างกว่าเดิม เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังม่านเมฆ... สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นดวงตาขนาดมหึมาที่กำลังจ้องมองลงมายังโลกใบนี้ด้วยความหิวโหย

--- Anwen ต้องเอาชีวิตรอดท่ามกลางสงครามระหว่างเถาวัลย์โลหะจากใต้ดินและพลังงานลึกลับจากฟากฟ้า โดยเธอต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจครั้งสำคัญว่าจะเป็นกุญแจให้กับระเบียบใหม่ หรือจะรักษาความโกลาหลของความเป็นมนุษย์ไว้