← สารบัญตอน

โรงเตี๊ยมแห่งผู้แสวงบุญ

ตอนที่ 63ฟรี

ตอนที่ 63 — เศษซากแห่งอำนาจและเสียงเพรียกของโลหะ

กลิ่นอายของดินชื้นและสนิมเหล็กที่คละคลุ้งอยู่ในอากาศไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกหนักอึ้งในอกของ Anwen ทุเลาลงเลยแม้แต่น้อย ร่างกายของเธอ—หรืออย่างน้อยก็ส่วนที่เคยเป็นเนื้อหนัง—รู้สึกหนักราวกับถูกหลอมรวมเข้ากับก้อนหินขนาดมหึมา ทุกครั้งที่เธอขยับกาย เสียงเสียดสีแผ่วเบาของโลหะที่ฝังลึกอยู่ใต้ผิวหนังจะดังขึ้นในโสตประสาท เป็นเสียงที่เตือนใจถึงความจริงที่ว่าเธอไม่ใช่ 'มนุษย์' ในความหมายเดิมอีกต่อไป แสงสลัวยามเช้าของวันที่ 3 เดือนมิสต์มัวร์ ลอดผ่านรอยแตกของหลังคาโรงเตี๊ยมที่พังทลายลงมา เผยให้เห็นฝุ่นผงที่เต้นระบำอยู่ในอากาศเหนือซากปรักหักพังของ The Pilgrims' Rest

Anwen พยุงร่างที่สั่นเทาขึ้นจากพื้นดินที่เต็มไปด้วยเศษอิฐและเศษโลหะ เธอใช้มือข้างที่เป็นเนื้อหนังยันกับขอบโต๊ะไม้ที่หักครึ่งเพื่อพยุงตัว ขณะที่มืออีกข้างซึ่งเป็นโลหะวาววับและเย็นเฉียบสัมผัสกับความหยาบกร้านของซากปรักหักพัง รอยจารึกบนแขนของเธอไม่ได้เรืองแสงอย่างบ้าคลั่งเหมือนตอนที่เกิดการปะทะระหว่างฟากฟ้าและใต้ดิน แต่มันกลับให้ความรู้สึก 'เต้น' เป็นจังหวะที่สม่ำเสมอและน่าขนลุก มันคือจังหวะของเครื่องจักรที่กำลังหายใจ

"Mistress..." เสียงแผ่วเบาและสั่นพร่าดังขึ้นจากมุมหนึ่งของซากอาคาร Anwen หันไปมองด้วยความระแวดระวัง หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะเมื่อเห็น Fin เด็กหนุ่มคนครัวที่มักจะเงียบขรึม บัดนี้เขานอนขดตัวอยู่ท่ามกลางเศษไม้ ใบหน้าของเขาซีดเผือดและเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน ไม่ไกลกันนัก Granny Nessa ก็นั่งพิงเสาที่เหลือเพียงครึ่งเดียว เธอมีแผลถลอกที่หน้าผากแต่ดวงตายังคงฉายแววกร้าวแกร่ง แม้จะดูอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด

"พวกเรายังไม่ตาย" Granny Nessa เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พยายามรักษาความเยือกเย็นแบบที่เธอชอบทำ "แต่นี่มัน... นรกชัดๆ"

Anwen ไม่ตอบ เธอเดินเข้าไปหาพวกเขาอย่างมั่นคงกว่าที่คิด แม้ความหนักของแขนโลหะจะทำให้การทรงตัวยากลำบาก "Fin, เจ็บตรงไหนบ้าง? Nessa, มีใครบาดเจ็บสาหัสไหม?"

"แค่ขวัญเสียครับ" Fin ตอบพลางพยายามพยุงตัวขึ้น "แต่ข้างนอกนั่น... มันไม่เหมือนเดิมแล้ว"

Anwen เดินตรงไปยังซากประตูที่เคยเป็นทางเข้าหลัก สิ่งที่เธอเห็นทำให้ลมหายใจของเธอสะดุด ถนนหลวงที่เคยคลาคล่ำไปด้วยเกวียนสินค้าและนักเดินทาง บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยเงาทมิฬของกองกำลังทหารราชสำนักที่เคลื่อนพลเข้ามาอย่างรวดเร็ว ธงตราขุนนางโบกสะบัดอยู่เหนือกลุ่มทหารที่สวมชุดเกราะมันวาว พวกเขาไม่ได้มาเพื่อบรรเทาทุกข์ แต่มาเพื่อ 'ยึดครอง' รอยแยกและพื้นที่โดยรอบ

"พวกเขามาเพื่อทำความสะอาด" Anwen พึมพำกับตัวเอง ดวงตาจ้องมองไปยังกลุ่มทหารที่กำลังตั้งค่ายรอบซากโรงเตี๊ยม "และในสายตาของขุนนาง สิ่งที่สกปรกที่สุดคือความลับที่พวกเขายังควบคุมไม่ได้"

ทันใดนั้น ความรู้สึกแปลกประหลาดก็แล่นพล่านผ่านรอยจารึกในร่างของเธอ มันไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่มันคือแรงดึงดูดที่รุนแรงและฉับพลัน เหมือนเข็มทิศที่ถูกหมุนอย่างแรงจนเข็มสั่นระริก Anwen รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนใต้ฝ่าเท้า มันไม่ใช่การระเบิด แต่เป็นจังหวะการเต้นที่หนักแน่นและเยือกเย็นจากใต้ดิน

"มันกำลังเรียกหา" Anwen เอ่ยออกมา ร่างกายของเธอเริ่มตอบสนอง แขนโลหะของเธอเริ่มสั่นสะเทือนตามจังหวะเดียวกับที่เกิดขึ้นใต้ดิน

"เรียกหาอะไร?" Rhys คนดูแลม้าที่เพิ่งเดินออกมาจากซากโรงเรือนถามด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าของเขาเปื้อนเขม่าควัน "เจ้าพูดเรื่องอะไร Anwen?"

"เครื่องจักร... มันไม่ได้แค่ตื่นขึ้น แต่มันกำลังขยายตัว" Anwen มองไปที่พื้นดินที่เริ่มมีเส้นสายสีเงินคล้ายเถาวัลย์โลหะขนาดเล็กแทรกตัวขึ้นมาจากรอยแตกของดิน "มันกำลังพยายามจัดระเบียบทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมัน"

สายตาของเธอเหลือบไปเห็นบางอย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางกองทหารขุนนาง ไม่ใช่ทหารธรรมดา แต่เป็นกลุ่มคนในชุดคลุมยาวสีเทาหม่นที่เดินตามหลังนายทหารระดับสูง พวกเขาไม่ได้ถืออาวุธ แต่ถืออุปกรณ์โลหะที่ดูประหลาดและซับซ้อน หนึ่งในนั้นหยุดยืนอยู่ตรงจุดที่รอยแยกมิติเคยเกิดขึ้น และเริ่มทำการ 'วัด' ค่าบางอย่างจากอากาศ

"พวกนั้นคือใคร?" Rhys กระซิบ

"นักล่าความจริง... หรือไม่ก็คนของพวกขุนนางที่ต้องการชิ้นส่วนของเครื่องจักร" Anwen ตอบด้วยเสียงเย็นชา "ไม่ว่าจะเป็นใคร พวกเขาจะทำให้สถานการณ์นี้เลวร้ายลงกว่าเดิม"

ความตึงเครียดเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อกลุ่มทหารเริ่มขยับขยายวงล้อมเข้ามาใกล้ซากโรงเตี๊ยมมากขึ้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าบูทเหล็กกระทบกับพื้นดินที่ชื้นแฉะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ Anwen รู้สึกได้ถึงความไม่ปลอดภัยที่แผ่ซ่านออกมาจากทั้งสองทิศทาง: ทหารที่อยู่เบื้องหน้า และเครื่องจักรที่กำลังขยับเขยื้อนอยู่เบื้องล่าง

ขณะที่เธอกำลังคิดหาทางหนีหรือตั้งรับ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในหัวของเธอ—ไม่ใช่เสียงพูด แต่เป็นเสียงของโลหะที่กระทบกันเป็นท่วงทำนองที่ซับซ้อน มันคือเสียงเพลงแห่งการก่อร่างสร้างใหม่ และมันกำลังบอกเธอว่า 'เวลาแห่งการหลบซ่อนสิ้นสุดลงแล้ว'

"Mistress, เราจะทำยังไงกันดี?" Fin ถามด้วยน้ำเสียงหวาดกลัวขณะที่เสียงตะโกนของทหารเริ่มดังขึ้นใกล้ๆ

Anwen มองดูมือโลหะของตัวเอง เธอเห็นเงาสะท้อนของซากปรักหักพังในผิวโลหะที่เรียบเนียนนั้น ความเป็นมนุษย์ของเธอกำลังถูกกลืนกินด้วยความจริงใหม่ที่ยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัว เธอรู้ดีว่าการเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมที่คอยต้อนรับผู้คนได้จบสิ้นลงแล้วตั้งแต่วินาทีที่เธอปฏิเสธฟากฟ้า

"เราจะไม่หนี" Anwen เอ่ย พลางกำหมัดโลหะจนเกิดเสียงดัง เคร้ง "ถ้าโลกกำลังจะเปลี่ยนไปเป็นโลหะ เราก็ต้องเป็นคนกำหนดว่าโลหะเหล่านั้นจะถูกหลอมขึ้นมาเพื่ออะไร"

ทันใดนั้น พื้นดินใต้เท้าของพวกเขาก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่แค่การสั่นสะเทือนทั่วไป แต่เป็นแรงกระแทกที่ส่งผลให้ทหารที่อยู่ใกล้ที่สุดถึงกับเสียหลักล้มลง เถาวัลย์โลหะเส้นหนาพุ่งพรวดขึ้นมาจากพื้นดิน ราวกับอสรพิษที่ตื่นจากการจำศีล มันไม่ได้พุ่งเข้าหาทหาร แต่มันพุ่งเข้าหาอุปกรณ์ที่กลุ่มคนชุดคลุมเทาถืออยู่

เสียงกรีดร้องของทหารและเสียงโลหะปะทะกันดังระงมไปทั่วบริเวณ Anwen รู้สึกได้ถึงพลังงานที่พุ่งพล่านผ่านรอยจารึก มันคือการสื่อสารที่รุนแรงและไร้ถ้อยคำ เครื่องจักรใต้ดินกำลังแสดงอำนาจ และมันกำลังท้าทายผู้ที่พยายามจะเข้ามาควบคุมมัน

ท่ามกลางความโกลาหลนั้น Anwen เห็นสายตาคู่หนึ่งจ้องมองมาที่เธอจากฝั่งกองทหาร เป็นดวงตาที่เยือกเย็นและเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานของขุนนางผู้หนึ่งที่ยืนอยู่บนหลังม้าสีดำสนิท เขามองมาที่แขนโลหะของเธอ ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยความกระหายในสิ่งที่เขามองว่าเป็น 'ทรัพยากร'

พายุแห่งความขัดแย้งกำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง และ Anwen รู้ดีว่าในสมรภูมิระหว่างมนุษย์ ขุนนาง และเครื่องจักรโบราณ เธอไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์อีกต่อไป แต่เธอคือเป้าหมายสำคัญที่จะตัดสินว่าโลกใบนี้จะถูกหลอมใหม่ด้วยความเมตตา หรือจะถูกบดขยี้ด้วยอำนาจที่ไร้หัวใจ

--- Anwen และผู้รอดชีวิตพยายามตั้งหลักท่ามกลางซากปรักหักพังของโรงเตี๊ยม ขณะที่กองกำลังขุนนางบุกเข้ามาควบคุมพื้นที่ แต่แล้วเครื่องจักรใต้ดินก็เริ่มแสดงอำนาจผ่านเถาวัลย์โลหะที่พุ่งขึ้นมาปะทะกับผู้บุกรุก ส่งสัญญาณว่าสงครามระหว่างมนุษย์และจักรกลโบราณได้เริ่มขึ้นแล้ว