← สารบัญตอน

โรงเตี๊ยมแห่งผู้แสวงบุญ

ตอนที่ 115ฟรี

ตอนที่ 115 — รอยแยกแห่งความว่างเปล่าและการมาเยือนของความเงียบ

ความเงียบในมิติที่แตกสลายไม่ได้หมายถึงความสงบ แต่มันคือสุญญากาศที่กำลังสูบฉีดเอาตัวตนของทุกสรรพสิ่งออกไป Anwen ยืนอยู่ท่ามกลางเศษซากของความจริงที่บิดเบี้ยว ร่างกายครึ่งโลหะของเธอส่งเสียงครางแผ่วเบาเมื่อต้องปะทะกับกระแสพลังงานที่ไหลวนอยู่รอบกาย มันไม่ใช่ลมพายุที่พัดผ่านผิวหนัง แต่มันคือกระแสธารของ 'ความไม่มีอยู่' ที่พยายามจะลบเลือนร่องรอยของเธอออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ที่กำลังถูกเขียนขึ้นใหม่

สายตาของเธอพร่าเลือนด้วยแสงสีฟ้าหม่นที่ฉายออกมาจากรอยร้าวของมิติเบื้องหน้า ทุกครั้งที่เธอพยายามจะรวบรวมสมาธิเพื่อประคอง 'ความทรงจำ' เอาไว้ ร่างกายส่วนที่เป็นเนื้อหนังจะรู้สึกเหมือนถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทง ในขณะที่ส่วนที่เป็นโลหะจะสั่นสะเทือนด้วยความถี่ที่น่าสะพรึงกลัว เธอคือผู้ถักทอความโกลาหล ทว่าในขณะนี้ เธอกลับรู้สึกเหมือนเป็นเพียงเศษด้ายที่กำลังจะถูกกรรไกรแห่งความว่างเปล่าตัดขาด

'เจ้ากำลังพยายามจะกู้คืนสิ่งที่สูญสิ้นไปแล้ว...' เสียงหนึ่งดังขึ้น มันไม่ใช่เสียงที่ผ่านโสตประสาท แต่มันคือเสียงที่ดังก้องขึ้นในส่วนลึกของจิตวิญญาณ เป็นเสียงที่ไร้น้ำหนักและไร้ที่มา 'ระเบียบที่เจ้าสร้างขึ้นคือความโกลาหล และความโกลาหลที่เจ้าโหยหาคือระเบียบที่ผิดเพี้ยน เจ้ากำลังสร้างวงจรที่ไม่มีวันจบสิ้น'

Anwen พยายามจะขยับปากเพื่อโต้ตอบ แต่ความว่างเปล่ารอบกายกลับหนาแน่นจนแม้แต่อากาศก็ดูเหมือนจะกลายเป็นของแข็งที่ขวางกั้น เธอเห็นเงาร่างลึกลับที่เคยเผชิญหน้าก่อนหน้านี้ แต่คราวนี้มันดูยิ่งใหญ่กว่าเดิม มันไม่ได้มาในฐานะศัตรูที่ชัดเจน แต่มันมาในฐานะ 'กฎเกณฑ์' ที่กำลังจะบังคับใช้กับมิติที่เธอสร้างขึ้น

เบื้องบนของเธอ ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีครามหรือแม้แต่สีโลหะ บัดนี้กลายเป็นหลุมดำขนาดมหึมาที่กำลังเคลื่อนตัวลงมาอย่างช้าๆ มันคือตัวตนจากความว่างเปล่าที่จ้องมองลงมาด้วยสายตาที่ไร้อารมณ์ มันไม่ได้โกรธแค้น แต่มันกำลัง 'จัดระเบียบ' โดยการลบสิ่งที่ไม่เข้าพวกออกไป และในสายตาของมัน Anwen และโลกกึ่งชีวภาพที่เธอพยายามปกป้อง ก็คือความผิดพลาดที่ต้องถูกลบออก

ทันใดนั้น พื้นที่ที่เธอยืนอยู่ก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รอยแยกใต้เท้าของเธอขยายตัวออก เผยให้เห็นความมืดมิดที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม มันไม่ใช่แค่ความมืด แต่มันคือ 'ความว่าง' ที่แท้จริง Anwen รู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดที่มหาศาลซึ่งไม่ได้ดึงเพียงร่างกายของเธอ แต่กำลังดึง 'ตัวตน' ของเธอออกไปจากแกนกลาง ความทรงจำเกี่ยวกับกลิ่นขนมปังอบใหม่ในโรงเตี๊ยม กลิ่นดินหลังฝนตกใน Castellane หรือแม้แต่สัมผัสที่หยาบกร้านของมือ Fin... ทุกอย่างกำลังหลุดลอยไปเหมือนเศษฝุ่นในพายุ

'ไม่...' เธอตะโกนในใจ ความคิดของเธอเป็นสิ่งเดียวที่ยังคงความคมชัดท่ามกลางความพร่ามัว 'ฉันจะไม่ยอมให้มันจบลงด้วยความว่างเปล่า!'

เธอตัดสินใจทำในสิ่งที่อันตรายที่สุด คือการดึงเอาความทรงจำที่เจ็บปวดที่สุด—ความทรงจำเกี่ยวกับความสูญเสีย ความล่มสลายของโรงเตี๊ยม และความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนสภาพเป็นโลหะ—มาเป็นเชื้อเพลิง เธอไม่ได้ใช้ความทรงจำที่งดงามเพื่อสร้างสมดุล แต่เธอใช้ 'ความเจ็บปวด' เพื่อสร้างแรงต้าน

พลังงานสีหม่นระเบิดออกมาจากรอยจารึกบนร่างกายของเธอ มันไม่ใช่แสงที่สว่างไสว แต่มันคือคลื่นความถี่ที่บิดเบี้ยวและไม่เป็นระเบียบ พลังนี้เข้าปะทะกับแรงดึงดูดของความว่างเปล่า เกิดเป็นระลอกคลื่นที่ฉีกกระชากมิติออกเป็นเสี่ยงๆ ทันทีที่พลังงานปะทะกัน แสงสว่างวาบจากฟากฟ้าที่กำลังร่วงหล่นลงมาก็ถูกเบี่ยงเบนไปชั่วขณะ

ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น Anwen เห็นบางสิ่งเคลื่อนที่ผ่านมิติที่กำลังสั่นไหว มันไม่ใช่ผู้เก็บเกี่ยวแห่งระเบียบ และไม่ใช่ตัวตนจากความว่างเปล่า แต่มันคือ 'เศษเสี้ยว' ของความจริงที่หลุดรอดออกมาจากอดีต มันคือเงาร่างของสิ่งที่เธอเคยรู้จัก... หรืออาจจะเป็นเพียงภาพสะท้อนของสิ่งที่เธอควรจะเป็น

แรงกดดันมหาศาลบีบอัดเข้ามาจากทุกทิศทาง ร่างกายครึ่งโลหะของเธอเริ่มร้าว แสงสีฟ้าจากรอยแยกเริ่มแทรกซึมเข้าสู่ข้อต่อโลหะของเธอ เธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกหลอมรวมเข้ากับความว่างเปล่า ในขณะที่ความว่างเปล่าเองก็กำลังถูกแทรกแซงด้วยความโกลาหลที่เธอสร้างขึ้น

'ถ้าโลกนี้ต้องการสมดุล...' เธอคิดขณะที่สติเริ่มเลือนลาง 'ฉันจะเป็นคนกำหนดเองว่าสมดุลนั้นจะหน้าตาเป็นอย่างไร แม้ว่ามันจะต้องแลกด้วยการกลายเป็นส่วนหนึ่งของความพินาศก็ตาม'

ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องของมิติก็เงียบหายไป เปลี่ยนเป็นความเงียบที่น่าขนลุกยิ่งกว่าเดิม แสงสว่างสีขาวโพลนปกคลุมทุกอย่างจนมองไม่เห็นสิ่งใด Anwen รู้สึกถึงแรงกระแทกสุดท้ายที่ทำให้จิตวิญญาณของเธอแทบจะหลุดออกจากร่าง ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงไปในความมืดมิดที่ลึกที่สุด

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง สิ่งแรกที่เธอสัมผัสได้ไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่คือความเย็นเยียบที่บาดลึกถึงกระดูก เธอไม่ได้อยู่ในความว่างเปล่าอีกต่อไป แต่เธอกำลังนอนอยู่บนพื้นผิวที่แข็งและเรียบเหมือนโลหะ แต่กลับมีความอ่อนนุ่มเหมือนเนื้อเยื่อชีวภาพ รอบกายของเธอคือป่าของเสาสูงตระหง่านที่ดูเหมือนกระดูกของยักษ์ที่ทำจากเหล็กกล้า ท้องฟ้าเบื้องบนไม่ได้เป็นสีดำหรือสีฟ้า แต่เป็นสีม่วงคล้ำที่เต็มไปด้วยประกายไฟที่ดับมอด

เธอพยายามจะลุกขึ้น แต่ร่างกายครึ่งโลหะกลับหนักอึ้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อเธอก้มมองดูแขนของตัวเอง เธอพบว่ารอยจารึกไม่ได้เพียงแค่เรืองแสง แต่มันกำลัง 'ขยายตัว' เส้นสายโลหะเหล่านั้นกำลังถักทอเข้ากับผิวหนังและเนื้อเยื่อของเธออย่างแนบแน่น จนยากจะแยกออกว่าส่วนใดคือมนุษย์และส่วนใดคือเครื่องจักร

และที่สำคัญที่สุด... เธอไม่ได้อยู่เพียงลำพัง

ท่ามกลางป่าเสาโลหะเบื้องหน้า มีบางสิ่งกำลังเคลื่อนที่อยู่ มันเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอและเยือกเย็น เหมือนเสียงฝีเท้าของยักษ์ที่เดินอยู่บนผิวน้ำ และเมื่อเธอมองตามทิศทางนั้นไป เธอเห็นเงาร่างขนาดมหึมาที่กำลังเคลื่อนผ่านม่านหมอกสีม่วง มันไม่ใช่ผู้เก็บเกี่ยว แต่เป็นบางสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็น 'ผู้เฝ้าประตู' ของโลกใหม่นี้

Anwen รู้ดีว่าการเดินทางของเธอเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นจริงๆ การต่อสู้เพื่อรักษาความเป็นมนุษย์อาจจะจบลงแล้ว แต่การต่อสู้เพื่อกำหนดนิยามของโลกใบใหม่นี้... เพิ่งจะเปิดฉากขึ้น

--- Anwen ใช้ความเจ็บปวดจากความทรงจำสร้างคลื่นความโกลาหลต้านทานแรงดึงดูดจากความว่างเปล่า จนกระทั่งเธอตื่นขึ้นมาในโลกใหม่ที่เป็นป่าโลหะชีวภาพ และพบว่าตนเองกำลังถูกติดตามโดยบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม