ตอนที่ 103 — เสียงสะท้อนในความว่างเปล่า
ความมืดมิดไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่มันคือมวลสารที่หนักอึ้ง
Anwen รู้สึกถึงมัน—ความรู้สึกเหมือนถูกทับด้วยชั้นของเหล็กกล้าที่เย็นเฉียบและไร้ซึ่งลมหายใจ มันไม่ใช่ความมืดที่เกิดจากการขาดแสง แต่มันคือความมืดที่เกิดจากการที่ความจริงถูกบดขยี้จนกลายเป็นผุยผง ในห้วงอวกาศที่ไร้ทิศทางนี้ เธอไม่ได้รู้สึกถึงน้ำหนักของร่างกายเนื้ออีกต่อไป มีเพียงความรู้สึกซ่านสยิวของกระแสไฟฟ้าที่วิ่งพล่านผ่านรอยจารึกบนผิวหนังครึ่งโลหะของเธอ เสียงหัวใจของเธอไม่ได้เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอเหมือนมนุษย์ แต่มันดังสะท้อนออกมาเป็นจังหวะโลหะกระทบกัน—เคร้ง... เคร้ง...—ซึ่งสอดประสานไปกับเสียงสั่นสะเทือนของมิติที่กำลังพังทลาย
“เจ้ากำลังพยายามจะรักษาสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง”
เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากข้างหู แต่มันดังมาจากภายในกะโหลกศีรษะของเธอ มันคือเสียงที่ไม่มีโทนสูงต่ำ ไม่มีอารมณ์ มีเพียงความเรียบเฉยที่น่าขนลุก เงาลึกลับที่เธอพบก่อนหน้านี้ยังคงวนเวียนอยู่ท่ามกลางความสลัวราง มันไม่ได้มีรูปร่างที่ชัดเจน แต่มันคือช่องว่างที่ดำมืดกว่าความมืดรอบกาย มันคือเงาที่ถูกตัดออกมาจากความจริง
“ความทรงจำ... ไม่ใช่สิ่งที่ไม่มีอยู่จริง” Anwen พยายามจะเค้นเสียงออกมา แต่มันกลับกลายเป็นเพียงคลื่นความถี่ที่สั่นสะเทือนในอากาศที่ไม่มีอากาศ “มันคือสิ่งที่ทำให้ข้า... ยังเป็นข้า”
“ความทรงจำคือความผิดเพี้ยน” เงาตอบกลับ ทันใดนั้น รอบกายของ Anwen ก็เริ่มปรากฏภาพหลอนที่บิดเบี้ยว มันไม่ใช่ภาพความทรงจำที่สวยงาม แต่มันคือเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ถูกแรงดันมิติฉีกกระชาก เธอเห็นใบหน้าของ Fin ที่กำลังทำอาหารในครัวที่เต็มไปด้วยควันไฟ เห็นรอยยิ้มที่ขมขื่นของ Granny Nessa และเห็นแสงไฟสลัวในโรงเตี๊ยมที่เธอมอบความเมตตาให้แก่คนแปลกหน้า ทว่าภาพเหล่านั้นกลับถูกเคลือบด้วยสีเงินของโลหะ และถูกดึงให้ยืดออกจนผิดรูป ราวกับภาพวาดที่ถูกหยดน้ำมันลงใส่จนพร่าเลือน
ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนมหาศาลก็กระแทกเข้าที่กลางอกของเธอ
มันไม่ใช่การโจมตี แต่มันคือการเคลื่อนที่ของ 'บางสิ่ง' ที่ใหญ่โตเกินกว่าที่สติสัมปชัญญะของมนุษย์จะรับไหว สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่กำลังมุ่งหน้ามาหาเธอนั้นไม่ได้เคลื่อนที่ผ่านพื้นที่ แต่มันกำลัง 'แทนที่' พื้นที่ ความมืดรอบข้างเริ่มบิดเบี้ยวและม้วนตัวเป็นวงคลื่นเหมือนคลื่นยักษ์ในมหาสมุทรที่ทำจากปรอท แสงสีเงินสว่างวาบขึ้นเป็นระยะเมื่อเศษซากของดวงดาวหรือมิติที่แตกสลายเสียดสีกัน
Anwen รู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดที่มหาศาล มันกำลังดึงเธอเข้าสู่แกนกลางของพายุที่เธอก่อขึ้นเอง พลังจากรอยจารึกในร่างของเธอเริ่มร้อนระอุ มันไม่ได้ร้อนเหมือนไฟ แต่มันร้อนเหมือนโลหะที่ถูกตีในเตาหลอม รอยจารึกเหล่านั้นเริ่มเรืองแสงสีฟ้าจัด สอดรับกับจังหวะการเต้นของเครื่องจักรโบราณที่เธอยังคงได้ยินเสียงสะท้อนของมันอยู่ในจิตใต้สำนึก
“มันกำลังมา...” เธอพึมพำ ความกลัวไม่ได้ทำให้เธอสั่นสะท้าน แต่มันทำให้ประสาทสัมผัสของเธอเฉียบคมขึ้นจนน่ากลัว เธอรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของมวลสารที่อยู่ห่างออกไปนับพันไมล์ในความว่างเปล่านี้ เธอรับรู้ถึงเจตจำนงที่เย็นชาของตัวตนเบื้องบนที่พยายามจะกดทับทุกอย่างให้เป็นระเบียบ และรับรู้ถึงแรงขับเคลื่อนที่บ้าคลั่งจากใต้ดินที่ต้องการจะทำลายทุกกฎเกณฑ์
เงาลึกลับนั้นเริ่มขยายตัวออก “หากเจ้าไม่ยอมรับระเบียบ เจ้าจะกลายเป็นเพียงเศษเหล็กที่ล่องลอยในความว่างเปล่า ไม่มีใครจดจำ ไม่มีใครให้ความเมตตา และไม่มีความหมายใดๆ ในโลกที่ถูกจัดระเบียบใหม่นี้”
“ความหมายไม่ได้อยู่ที่ความสมบูรณ์แบบ” Anwen กัดฟันตอบ แม้ว่าร่างครึ่งโลหะของเธอจะเริ่มปริแตกจากแรงดันมิติ “ความหมายอยู่ที่ความผิดพลาด... อยู่ที่รอยร้าวที่ทำให้แสงสว่างลอดผ่านเข้ามาได้ต่างหาก!”
เธอตัดสินใจทำในสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุด เธอไม่ได้พยายามจะหนีจากพายุ แต่เธอพยายามจะ 'กลายเป็น' พายุ
Anwen รวบรวมเศษเสี้ยวความทรงจำที่เหลืออยู่—ความเจ็บปวดจากการสูญเสีย, กลิ่นหอมของขนมปังในยามเช้า, รสชาติของเหล้าองุ่นที่ขมปร่า, และความอบอุ่นของเตาผิงในฤดูหนาว—เธอไม่ได้มองว่ามันเป็นเพียงอดีต แต่มันคือ 'เชื้อเพลิง' เธอส่งผ่านความทรงจำที่ไร้ระเบียบเหล่านี้เข้าไปในรอยจารึกที่กำลังสั่นสะเทือน
ผลลัพธ์ที่ได้คือความโกลาหลที่บริสุทธิ์
พลังงานสีฟ้าและสีเงินระเบิดออกจากร่างของเธอเป็นวงกว้าง มันไม่ใช่ระเบิดที่ทำลายล้าง แต่มันคือระเบิดที่ 'แทรกแซง' จังหวะของมิติ แสงสว่างที่แปรปรวนพุ่งเข้าปะทะกับเงาลึกลับและสิ่งมีชีวิตมหึมาที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามา ทำให้จังหวะการเคลื่อนที่ของพวกมันสะดุดลง เหมือนฟันเฟืองที่ถูกโยนกรวดลงไปในกลไก
ในจังหวะที่มิติกำลังบิดเบี้ยวถึงขีดสุด Anwen เห็นมันชัดเจนขึ้น—สิ่งมีชีวิตนั้นไม่ใช่สัตว์ร้าย แต่มันคือ 'เจตจำนงแห่งระเบียบ' ที่มีขนาดเท่าดวงดาว มันมีรูปร่างเป็นเรขาคณิตที่สมบูรณ์แบบ มีแสงสว่างที่สม่ำเสมอจนน่าอึดอัด และมันกำลังมุ่งหน้ามาเพื่อ 'ชำระล้าง' ความไม่แน่นอนทั้งหมดที่เธอสร้างขึ้น
แต่ในขณะที่เธอกำลังเผชิญหน้ากับยักษ์ใหญ่แห่งระเบียบนั้น เธอกลับสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่อยู่ 'ลึก' ลงไปกว่านั้น... ลึกกว่าเครื่องจักรโบราณ ลึกกว่ารอยแยกมิติ มันคือเสียงกระซิบที่ไม่ได้มาจากความทรงจำของเธอ แต่เป็นเสียงกระซิบของโลก Alcoron เองที่กำลังร่ำไห้
“จงเลือก...” เสียงของเงาลึกลับดังก้องเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเลือนหายไปในพายุพลังงาน “จะอยู่กับความโกลาหลที่แตกสลาย หรือจะจมดิ่งสู่ระเบียบที่นิรันดร์”
Anwen ไม่ได้ตอบด้วยคำพูด แต่เธอตอบด้วยการปลดปล่อยพลังงานทั้งหมดที่มี พลังงานที่ไม่ได้ถูกควบคุมโดยตรรกะ แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการที่จะ 'มีชีวิต' ร่างครึ่งโลหะของเธอส่องสว่างจนกลายเป็นดวงดาวดวงใหม่ท่ามกลางความมืดมิด พายุแห่งความทรงจำและโลหะหมุนวนรอบตัวเธอ สร้างพรมแดนที่บิดเบี้ยวระหว่างความจริงและความฝัน
และในวินาทีที่สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมานั้นเอื้อมมือ—หรือสิ่งที่ดูเหมือนมือซึ่งเป็นลำแสงเรขาคณิต—ลงมาสัมผัสกับอาณาเขตของเธอ โลกทั้งใบก็สั่นสะเทือนด้วยเสียงกรีดร้องของมิติที่กำลังจะเปลี่ยนสภาพไปตลอดกาล
ความมืดมิดเริ่มจางหายไป แต่มันไม่ได้ถูกแทนที่ด้วยแสงสว่างที่อบอุ่น มันถูกแทนที่ด้วยภาพของโลกที่กำลัง 'งอกงาม' ออกมาเป็นเส้นใยโลหะและเนื้อเยื่อชีวภาพที่ถักทอเข้าด้วยกันอย่างสับสนวุ่นวาย และท่ามกลางความโกลาหลนั้น Anwen พบว่าเธอไม่ได้อยู่เพียงลำพังอีกต่อไป
--- Anwen ใช้ความทรงจำที่แปรปรวนเป็นเชื้อเพลิงเพื่อสร้างพายุแห่งความโกลาหลเข้าแทรกแซงการเคลื่อนที่ของตัวตนลึกลับขนาดมหึมา ท่ามกลางการเผชิญหน้าระหว่างระเบียบที่สมบูรณ์แบบและตัวตนที่แตกสลาย เธอต้องตัดสินใจท่ามกลางโลกที่กำลังถูกเปลี่ยนสภาพเป็นโครงสร้างกึ่งชีวภาพกึ่งโลหะ