← สารบัญตอน

ตาชั่งแห่งโอ๊คเมียร์

ตอนที่ 9ฟรี

ตอนที่ 9 — พายุแห่งเกียรติยศ

กลิ่นเขม่าควันจากฟืนไม้โอ๊คที่เผาไหม้ในเตาผิงลอยฟุ้งปนไปกับกลิ่นอับชื้นของเสื้อผ้าที่ยังไม่แห้งสนิท อัลดริกนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวหนาที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการใช้งานมานานหลายทศวรรษ แสงเทียนสั่นไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านรอยแตกของหน้าต่างไม้ ส่งผลให้เงาของเขาบนผนังดูขยายใหญ่และบิดเบี้ยว ราวกับปีศาจที่กำลังเฝ้ามองเขาอยู่ ความเงียบในห้องทำงานของลอร์ดแห่งโอ๊คเมียร์ยามนี้ไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือความเงียบงันก่อนพายุใหญ่จะพัดกระหน่ำ

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของม้าและเสียงล้อรถม้าที่บดเบียดกับถนนดินโคลนดังแว่วมาจากที่ไกลๆ มันไม่ใช่เสียงขบวนเกวียนชาวนาที่บรรทุกข้าวสาลีอย่างช้าๆ แต่เป็นจังหวะที่เต็มไปด้วยความโอ่อ่าและอำนาจ อัลดริกกำมือที่เริ่มสั่นเทาของตนไว้ใต้โต๊ะ เขาหลับตาลงชั่วครู่ พยายามระงับความว้าวุ่นในใจที่พุ่งพล่านขึ้นมาตั้งแต่วินาทีที่เห็นตราประทับสีทองของตระกูลวาลเลอริอุสปรากฏขึ้นที่หน้าประตูเมือง

“พวกเขามารอบนี้ ไม่ใช่เพื่อมาเยี่ยมเยียน” เสียงของเอลิดี้ดังขึ้นที่หน้าประตู เธอเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทางระแวดระวัง ชุดเดินทางของเธอเปื้อนโคลนเล็กน้อย แต่ดวงตาที่เฉียบคมนั้นยังคงฉายแววแห่งการเตรียมพร้อม “เซดริกไม่ได้มาเพียงลำพัง อัลดริก รถม้าของวาลเลอริอุสมีทหารคุ้มกันร่วมสิบนาย และพวกเขากำลังตั้งค่ายอยู่ที่ลานหน้าโรงสี ราวกับจะประกาศว่าพื้นที่นี้ไม่ใช่ของท่านอีกต่อไปแล้ว”

อัลดริกลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาหม่นแสงลงด้วยความเหนื่อยล้า “การมาเยือนที่ไม่ได้ร้องขอ มักมาพร้อมกับความต้องการที่มากเกินกว่าความจำเป็นเสมอ เอลิดี้... พวกเขาไม่ได้มาเพื่อช่วยเราเตรียมรับมือคำพยากรณ์ แต่พวกเขามาเพื่อขีดเส้นเขตแดนใหม่ ว่าใครจะเป็นผู้ถือครองความมั่งคั่งที่กำลังจะมาถึง”

“ท่านลุง...” คาเอลเดินตามเข้ามา เขาดูไม่สดใสเหมือนทุกครั้ง ใบหน้าของเด็กหนุ่มเคร่งเครียด “ข้าไปดูที่ลานหน้าโรงสีมา พวกเขาเริ่มสั่งให้คนงานของเมืองเราถอยห่างจากเขตตาชั่งหลวง เซดริกสั่งให้กั้นเขตหวงห้ามโดยอ้างว่าเป็น ‘มาตรการความปลอดภัยเพื่อรักษาความเที่ยงตรง’ แต่ข้ารู้ว่ามันคือการกันเราออกไปต่างหาก”

อัลดริกพ่นลมหายใจออกมาเป็นเสียงทุ้มต่ำ เขาหยิบจดหมายจากราชสำนักที่ยังคงวางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาดูอีกครั้ง คำพยากรณ์ที่เคยดูเหมือนพรจากสวรรค์ บัดนี้กลับกลายเป็นคำสาปที่ล่อลวงเหล่าหมาป่าให้เข้ามาในคอกแกะอย่างโอ๊คเมียร์ ความเที่ยงตรงที่เขาปกป้องมาทั้งชีวิต กำลังถูกท้าทายด้วยอำนาจที่เหนือกว่ากฎเกณฑ์ของคนธรรมดา

“เราต้องเผชิญหน้ากับพวกเขา” อัลดริกกล่าว เสียงของเขานิ่งเรียบแต่หนักแน่น “ไม่ใช่ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาที่ยอมสยบ แต่ในฐานะผู้ดูแลตาชั่งหลวงแห่งโอ๊คเมียร์ หากเราปล่อยให้พวกเขาเข้ามาตั้งกฎเกณฑ์ในบ้านของเราเองแม้เพียงก้าวเดียว ความเที่ยงตรงที่เหลืออยู่จะไม่มีความหมายอะไรเลย”

เขาลุกขึ้นยืน จัดเสื้อคลุมสีเข้มให้เข้าที่ แม้ร่างกายจะประท้วงด้วยความปวดเมื่อยจากความเครียดสะสม แต่อัลดริกไม่ยอมให้ใครเห็นความอ่อนแอ คาเอลและเอลิดี้สบตากัน พวกเขารู้ดีว่าการเดินออกไปนอกห้องนี้หมายถึงการก้าวเข้าสู่สมรภูมิที่ไม่มีดาบและโล่ แต่เป็นสมรภูมิของเล่ห์เหลี่ยมและเกียรติยศ

เมื่อพวกเขาเดินออกไปถึงลานหน้าโรงสี ภาพที่เห็นทำให้ความเย็นเยียบแล่นผ่านสันหลัง ขบวนรถม้าสีดำขลับประดับด้วยลวดลายทองคำของตระกูลวาลเลอริอุสจอดเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ทหารในชุดเกราะเต็มยศยืนประจำการอยู่รอบบริเวณ บรรยากาศที่เคยเป็นเมืองเกษตรกรรมที่เงียบสงบ บัดนี้กลับกลายเป็นเหมือนค่ายทหารขนาดย่อม

เซดริก ผู้ตรวจการจากราชสำนัก ยืนตระหง่านอยู่หน้าแท่นตาชั่งหลวง เขาอยู่ในชุดผ้าไหมเนื้อละเอียดสีน้ำเงินเข้ม ตัดกับผิวที่ดูสะอาดสะอ้านเกินกว่าจะมาอยู่ในเมืองชายแดน รอยยิ้มของเขาเป็นรอยยิ้มที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี—มันดูเป็นมิตรแต่เย็นชาเหมือนน้ำแข็ง

“ลอร์ดอัลดริก! ช่างเป็นการพบกันที่ไม่ได้นัดหมายเสียจริง” เซดริกเอ่ยทักทายพลางก้าวเข้ามาหา น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจที่เกือบจะเป็นการดูแคลน “ข้าหวังว่าท่านคงไม่ได้ตกใจกับการมาเยือนที่รวดเร็วของเราจนเกินไปนัก ทางราชสำนักเห็นความสำคัญของคำพยากรณ์ จึงตัดสินใจส่งขบวนพิเศษมาเพื่อช่วยท่านบริหารจัดการความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้น”

“ความวุ่นวายที่ท่านว่า คือสิ่งที่ท่านนำติดตัวมาด้วยใช่หรือไม่ เซดริก?” อัลดริกตอบกลับทันควัน เขาไม่แม้แต่จะก้มหัวทำความเคารพตามธรรมเนียม “โอ๊คเมียร์มีกฎของตัวเอง และตาชั่งหลวงก็มีเจ้าของ การนำกำลังทหารมาตั้งค่ายในโรงสีของข้า ไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าการช่วยเหลือ แต่มันคือการรุกล้ำ”

เซดริกหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงที่ฟังดูไม่น่ารื่นรมย์นัก “กฎเกณฑ์ของเมืองเล็กๆ จะมีน้ำหนักแค่ไหนเมื่อเทียบกับความมั่นคงของอาณาจักร? ท่านลอร์ด ท่านต้องเข้าใจว่าเมื่อข้าวทุกเมล็ดจากโอ๊คเมียร์คือลมหายใจของกองทัพและประชาชนทั่ว Castellane ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในตาชั่งของท่านอาจหมายถึงความอดอยากของคนนับล้าน เราจึงต้องเข้ามา... ‘กำกับดูแล’ ให้แน่ใจว่าความเที่ยงตรงของท่านจะไม่กลายเป็นอุปสรรคต่อความอยู่รอดของอาณาจักร”

คำพูดนั้นคือการประกาศสงครามอย่างชัดเจน เซดริกไม่ได้มาเพื่อรักษาความเที่ยงตรง แต่เขามาเพื่อทำให้ความเที่ยงตรงนั้น ‘รับใช้’ ผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจที่เขาสังกัด

“ความเที่ยงตรงไม่มีวันเป็นอุปสรรคต่อความอยู่รอด หากผู้คนมีกินอย่างเป็นธรรม” อัลดริกกล่าวสวนกลับ ดวงตาของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเซดริก “แต่ถ้าความเที่ยงตรงถูกบิดเบือนเพื่อความมั่งคั่งของคนเพียงไม่กี่กลุ่ม นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของความพินาศที่แท้จริง”

บรรยากาศรอบข้างพลันเงียบกริบลง ทหารวาลเลอริอุสขยับมือเข้าใกล้ด้ามดาบ คาเอลขยับมาบังข้างหลังอัลดริก ส่วนเอลิดี้ก้าวมาข้างกายอัลดริก มือของเธอวางอยู่ใกล้กับมีดสั้นที่เอว ความตึงเครียดแผ่ซ่านไปทั่วลานกว้างจนแทบจะสัมผัสได้

“ท่านช่างเป็นคนที่มีอุดมการณ์สูงส่งจนน่ารำคาญ อัลดริก” เซดริกเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นเรียบเฉย “แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง อุดมการณ์ที่ไม่มีอำนาจหนุนหลังก็เป็นได้เพียงแค่เสียงพึมพำในสายลมเท่านั้น ข้าขอเตือนท่านไว้... อย่าพยายามขวางทางกระแสลมที่กำลังพัดพาความมั่งคั่งมาสู่ที่นี่ เพราะเมื่อพายุมาถึง ท่านอาจจะพบว่าตัวเองไม่มีที่ให้ยืนแม้แต่ที่เดียว”

เซดริกสะบัดหน้าเดินกลับไปยังรถม้า ทิ้งให้อัลดริกยืนอยู่ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องของทั้งคนของเขาและคนของราชสำนัก อัลดริกมองไปที่แท่นตาชั่งหลวงที่อยู่เบื้องหลังเซดริก เขาเห็นเงาของความมืดมิดที่ไม่ได้มาจากเมฆฝน แต่มาจากอำนาจที่กำลังพยายามจะบิดเบือนความจริงของโลก

เขารู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเผชิญหน้า สงครามครั้งนี้จะไม่ใช่การสู้รบด้วยกำลังทหารที่พุ่งเข้าใส่กัน แต่เป็นการต่อสู้เพื่อรักษาความจริงที่เรียบง่ายที่สุด... ว่าหนึ่งน้ำหนักคือหนึ่งน้ำหนัก และความเที่ยงตรงคือสิ่งเดียวที่จะรักษาจิตวิญญาณของอาณาจักรไว้ได้

ขณะที่เขากำลังจะหันหลังกลับ สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางขบวนรถม้าของวาลเลอริอุส—ชายในชุดคลุมสีเข้มที่เขาเคยเห็นในโรงสีเมื่อคืนก่อน กำลังยืนมองเขาจากระยะไกลด้วยรอยยิ้มที่น่าขนลุก ชายคนนั้นไม่ได้ดูเหมือนทหารหรือขุนนาง แต่ดูเหมือนเงาที่กำลังรอคอยเวลาที่จะกลืนกินแสงสว่างของโอ๊คเมียร์ให้หมดสิ้นไป

--- อัลดริกเผชิญหน้ากับเซดริก ผู้ตรวจการราชสำนัก และขบวนรถม้าของตระกูลวาลเลอริอุสที่เข้ามาคุกคามอำนาจการควบคุมเสบียงในโอ๊คเมียร์ พร้อมทั้งพบว่าศัตรูที่แอบบุกรุกโรงสีอาจยังคงเฝ้ามองเขาอยู่ท่ามกลางขบวนผู้มาเยือน