ตอนที่ 61 — ช่องว่างที่ถูกกัดกิน
ความเงียบในแกนกลางโลกไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือเสียงหวีดหวิวของสุญญากาศที่กำลังถูกรบกวน อัลดริกสัมผัสได้ถึงมันผ่านช่องว่างในวิญญาณที่เขาจงใจเปิดทิ้งไว้เพื่อเป็นสะพานเชื่อมโยงมิติ มันเป็นความรู้สึกเหมือนมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงผ่านความว่างเปล่าที่เคยนิ่งสงบ กระแสพลังงานที่เขาพยายามจัดระเบียบกำลังถูกกระชากด้วยแรงดึงดูดที่มองไม่เห็น—แรงดึงดูดจากเบื้องบนที่มาจากความโลภของราชสำนัก และแรงผลักดันจากเบื้องล่างที่มาจากเจตจำนงร้ายที่กำลังเรียนรู้จังหวะการเต้นของหัวใจเขา
เขารู้สึกถึง 'พวกมัน' สิ่งลี้ลับที่เคยเป็นเพียงเงาพร่ามัวในมิติอื่น บัดนี้พวกมันเริ่มมีรูปร่างที่ชัดเจนขึ้นในความรับรู้ของเขา พวกมันไม่ได้พยายามพังประตูเข้ามาอีกต่อไป แต่พวกมันกำลัง 'ไหล' เข้ามาตามรอยปริแยกที่เขาสร้างไว้เพื่อรักษาเสถียรภาพ มันเหมือนกับน้ำที่ค่อยๆ ซึมผ่านรอยร้าวของเขื่อนที่เขาพยายามสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บพลังงาน ทุกครั้งที่เขาเบี่ยงเบนพลังงานจากการสูบของราชสำนักเพื่อไม่ให้แกนกลางระเบิด เขากลับเปิดช่องว่างเล็กๆ ให้เงามืดเหล่านั้นแทรกซึมผ่านเข้ามาได้ง่ายขึ้น
'เจ้ากำลังทำลายกำแพงที่เจ้าสร้างขึ้นเอง อัลดริก...' เสียงกระซิบที่ไม่มีที่มาดังขึ้นในมโนสำนึก มันไม่ใช่เสียงของเอลิดี้ และไม่ใช่เสียงของตัวตนโบราณ แต่มันคือเสียงของความโกลาหลที่แทรกซึมอยู่ในความว่างเปล่า
อัลดริกไม่ได้ตอบโต้ด้วยคำพูด เขาไม่มีแม้แต่ความปรารถนาที่จะโต้เถียง ร่างกายของเขา—หรือสิ่งที่เคยเป็นร่างกาย—ดูเหมือนจะกลายเป็นเพียงภาชนะโลหะที่เย็นเยียบและโปร่งแสง เขามองเห็นสายใยแห่งแสงสีทองที่เชื่อมต่อระหว่างแกนกลางโลกกับผืนดินเบื้องบน แต่มันกำลังถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนสีดำทมิฬที่ลากยาวมาจากเอลเดอร์เมียร์ ราชสำนักไม่ได้ต้องการเพียงแค่พลังงาน แต่พวกเขากำลังพยายาม 'ยึดครอง' จังหวะการเต้นของโลก เพื่อใช้มันเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนอำนาจ
ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงกว่าครั้งใดๆ ก็ปะทุขึ้น มันไม่ใช่แผ่นดินไหวตามธรรมชาติ แต่เป็นแรงกระแทกจากการปะทะกันของเจตจำนง อัลดริกเห็นภาพนิมิตที่บิดเบี้ยว: เขาเห็นโรงสีในโอ๊คเมียร์ที่กำลังลอยคว้างอยู่ในความว่างเปล่า เห็นตาชั่งข้าวหลวงที่บิดเบี้ยวจนกลายเป็นรูปทรงประหลาด และเห็นเอลิดี้ที่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางพายุแห่งแสงและเงา มือของเธอกำกุญแจปริศนาไว้แน่น แต่ใบหน้าของเธอกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
'อัลดริก! ได้ยินไหม!' เสียงของเอลิดี้ดังแทรกผ่านมิติเข้ามา มันเป็นเสียงที่สั่นเครือและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
เขาพยายามจะเรียกชื่อเธอ กลับพบว่าลำคอของเขาไม่มีอยู่จริง มีเพียงกระแสลมที่หมุนวนอยู่ในช่องว่าง 'ข้าอยู่ที่นี่...' เขาคิดในใจ แต่มันกลับส่งไปไม่ถึงเธอ สิ่งที่เขาส่งออกไปมีเพียงคลื่นพลังงานที่บิดเบี้ยว ซึ่งยิ่งทำให้รอยแยกในตัวเขาขยายกว้างขึ้น
เงามืดเริ่มจับตัวกันเป็นรูปร่างที่ชัดเจนขึ้นในจิตใต้สำนึกของเขา มันไม่ใช่สัตว์ร้ายที่มีเขี้ยวเล็บ แต่มันคือ 'ความว่างเปล่าที่หิวโหย' มันพยายามเลียนแบบความรู้สึกของเขา มันพยายามเลียนแบบความทรงจำที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดเพื่อใช้เป็นเหยื่อล่อ อัลดริกสัมผัสได้ถึงความรู้สึกโหยหาบ้าน สัมผัสของแป้งข้าวที่นุ่มนวล กลิ่นของดินหลังฝนตก และรสชาติของเบียร์รสขมที่เขาเคยดื่มกับคาเอล... สิ่งเหล่านี้ถูกดึงออกมาจากส่วนลึกที่สุดของตัวตนที่เขากำลังพยายามรักษาไว้ เพื่อใช้เป็นสะพานให้สิ่งลี้ลับเดินข้ามมา
เขารู้สึกถึงการรุกรานที่เย็นเยียบ มันเริ่มจากปลายนิ้วที่ไร้ความรู้สึก ลามขึ้นมาตามแขนที่ดูเหมือนจะสร้างขึ้นจากแสงดาวและเงา มันคือการแทรกซึมที่นุ่มนวลแต่ทรงพลัง สิ่งลี้ลับเหล่านั้นกำลังเรียนรู้ 'รหัส' ของความว่างเปล่าที่เขาใช้เป็นเครื่องมือ พวกมันกำลังเรียนรู้วิธีการแฝงตัวเข้าไปในช่องว่างระหว่างมิติ เพื่อรอจังหวะที่เขาจะอ่อนแอที่สุด
'เจ้าต้องเลือกระหว่างการเป็นสะพานหรือการเป็นกำแพง' เสียงปริศนาเดิมดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันชัดเจนจนน่าขนลุก 'หากเจ้าเป็นสะพาน โลกจะเชื่อมต่อกันแต่จะถูกกลืนกิน หากเจ้าเป็นกำแพง โลกจะถูกแยกขาดและแตกสลาย'
อัลดริกเผชิญหน้ากับความจริงที่โหดร้าย เขาพยายามจะทำทั้งสองอย่าง—พยายามเชื่อมโยงเพื่อรักษาความสมดุล และพยายามเบี่ยงเบนเพื่อปกป้อง แต่การพยายามเป็นทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกันกลับทำให้เขาเป็น 'ไม่มีอะไรเลย' เขาเป็นเพียงทางผ่านที่เปิดกว้างให้กับทั้งอำนาจของมนุษย์และความบ้าคลั่งของมิติอื่น
ในขณะที่เขากำลังดิ้นรนอยู่ในวังวนแห่งความสับสน เขาเห็นแสงสว่างวาบหนึ่งพุ่งผ่านรอยแยกที่เขาสร้างขึ้น มันคือแสงจากกุญแจของเอลิดี้ แสงนั้นไม่ได้พยายามจะอุดรอยรั่ว แต่มันพยายามจะ 'จัดระเบียบ' กระแสพลังงานที่กำลังไหลบ่าเข้ามา แสงนั้นบอกเขาว่า ความสมดุลไม่ได้หมายถึงการหยุดการไหล แต่หมายถึงการควบคุมทิศทางของการไหลให้สอดคล้องกับจังหวะของโลก
แต่ทว่า มันสายเกินไปที่จะทำอย่างเงียบเชียบ ราชสำนักได้ส่ง 'บางอย่าง' ลงมาแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่ทหารหรือนักเวทย์ แต่เป็นเครื่องมือที่สร้างขึ้นจากความโลภ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อสูบกินพลังงานโดยเฉพาะ อัลดริกสัมผัสได้ถึงแรงกระชากที่รุนแรงขึ้นที่จุดเชื่อมต่อระหว่างโลกเบื้องบนและแกนกลาง มันเหมือนมีมือขนาดยักษ์กำลังพยายามควักหัวใจของโลกออกมา
เขาต้องตัดสินใจ... เขาต้องหาทางที่จะปิดช่องว่างที่เขาเปิดทิ้งไว้โดยไม่ทำให้ความสมดุลพังทลายลง แต่ทุกครั้งที่เขาพยายามจะบีบอัดพลังงานเหล่านั้น สิ่งลี้ลับที่แทรกซึมเข้ามาก็ยิ่งดิ้นรนและพยายามขยายตัวออกเพื่อไม่ให้ถูกบีบอัด
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น อัลดริกเห็นภาพสุดท้ายก่อนที่สติของเขาจะถูกความว่างเปล่ากลืนกินไปชั่วขณะ—เขาเห็นรอยแยกที่ไม่ได้อยู่แค่ในแกนกลางโลก แต่อยู่บนผืนดินของโอ๊คเมียร์ รอยแยกสีดำขลับกำลังปริแตกขึ้นกลางทุ่งข้าวสาลีที่กำลังจะเก็บเกี่ยว และในรอยแยกนั้น มีดวงตาหลายคู่ที่กำลังจ้องมองขึ้นมายังโลกเบื้องบนด้วยความหิวโหย
--- อัลดริกพบว่าการใช้ความว่างเปล่าเป็นสะพานเชื่อมโยงมิติทำให้สิ่งลี้ลับสามารถเรียนรู้วิธีแทรกซึมผ่านตัวเขาได้ ในขณะที่ราชสำนักพยายามสูบพลังงานโลก รอยแยกเริ่มแผ่ขยายออกสู่พื้นดินของโอ๊คเมียร์และดวงตาปริศนาเริ่มจ้องมองจากเบื้องล่าง