← สารบัญตอน

ตาชั่งแห่งโอ๊คเมียร์

ตอนที่ 51ฟรี

ตอนที่ 51 — สุญญากาศแห่งความทรงจำ

ความมืดไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในแกนกลางแห่งนี้ แต่คือความว่างเปล่าที่ไร้ซึ่งน้ำหนัก

อัลดริกพยายามจะคว้าไขว่หาเศษเสี้ยวของตัวเอง แต่มันกลับลื่นไหลไปเหมือนเม็ดทรายที่ถูกพายุพัดผ่านปลายนิ้ว ความรู้สึกนึกคิดที่เคยหนักแน่นดั่งหินผา—ความทรงจำเรื่องกลิ่นแป้งสาลีในโรงสี ความอบอุ่นจากมือของมาร่า หรือแม้แต่ความภาคภูมิใจในความเที่ยงตรงของตาชั่งหลวง—บัดนี้กลายเป็นเพียงหมอกควันจางๆ ที่ถูกกระแสพลังงานอันบ้าคลั่งสูบกลืนไปทีละน้อย เขาไม่ได้รู้สึกว่ากำลัง 'ตาย' แต่เขารู้สึกว่าเขากำลัง 'จางหาย' กลายเป็นเพียงสมการที่ถูกลบออกไปจากหน้ากระดาษของความจริง

รอยร้าวที่เขาพยายามอุดไว้ด้วยตัวตนของเขานั้น บัดนี้มันไม่ได้เป็นเพียงรอยแตกบนพื้นผิว แต่มันคือหลุมดำที่กว้างใหญ่และหิวกระหาย เมื่อเขาเท 'ความเป็นมนุษย์' ลงไปเพื่อถมช่องว่าง สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ใช่การปิดผนึก แต่มันคือการสร้าง 'สุญญากาศ' ขึ้นมาใหม่ สุญญากาศที่ไม่มีมวล ไม่มีแรงดึงดูด และไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ คอยควบคุม

ทันใดนั้น สิ่งลี้ลับที่พุ่งทะลวงผ่านรอยแยกมาก็ปรากฏกายชัดเจนขึ้น มันไม่ใช่สัตว์ร้ายที่มีรูปร่างเนื้อหนัง แต่มันคือกลุ่มก้อนของเจตจำนงที่บิดเบี้ยว—เงาสีดำสนิทที่ดูเหมือนจะดูดกลืนแสงสว่างรอบข้างไปจนสิ้น มันพุ่งตรงเข้าสู่ช่องว่างที่อัลดริกสร้างขึ้น ราวกับนักล่าที่พบช่องโหว่ในกำแพงเมืองที่พังทลายลง

"เจ้าทำอะไรลงไป... เจ้ามนุษย์ผู้โง่เขลา..."

เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากอากาศ แต่มันสั่นสะเทือนขึ้นมาจากในจิตวิญญาณที่เหลือเพียงน้อยนิดของเขา มันคือเสียงของตัวตนโบราณที่เคยตำหนิเขา แต่คราวนี้มันไม่ได้เต็มไปด้วยความโกรธเคือง แต่มันคือความหวาดหวั่น

อัลดริกพยายามจะขยับปากเพื่อตอบโต้ แต่เขาพบว่าเขาแทบจะลืมไปแล้วว่า 'คำพูด' คืออะไร เขาจำได้เพียงความรู้สึกของการเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องสื่อสาร แต่กลไกการทำงานของมันหายไปแล้ว เหลือเพียงความรู้สึกแปลกปลอมที่พยายามจะประคองร่างที่เริ่มโปร่งแสงของเขาไว้

สิ่งลี้ลับนั้นเริ่มขยายตัว มันไหลเข้าไปในสุญญากาศที่อัลดริกทิ้งไว้ มันไม่ได้แค่รุกราน แต่มันกำลัง 'แทนที่' ทุกสิ่งที่เคยมีอยู่ตรงนั้น รอยแยกที่ควรจะถูกปิดกลับกลายเป็นประตูบานใหญ่ที่เปิดกว้างสู่ความโกลาหลที่ไร้ขอบเขต อัลดริกมองเห็นภาพสะท้อนของโลก Alcoron ที่กำลังบิดเบี้ยวผ่านม่านพลังงาน เขาเห็นเมืองโอ๊คเมียร์ที่กำลังถูกดึงเข้าสู่ความว่างเปล่า เห็นท้องฟ้าที่ฉีกขาด และเห็นผู้คนที่กำลังกรีดร้องโดยไร้เสียง

เขารู้สึกถึงแรงกระชากมหาศาลที่พยายามจะลากเขาลงไปในความว่างเปล่านั้น ร่างกายของเขาเริ่มแตกสลายออกเป็นละอองแสงและเงามืดที่ผสมปนเปกัน เขาไม่ได้เป็นทั้งแสงและไม่ใช่ทั้งเงาอีกต่อไป เขาเป็นเพียง 'ช่องว่าง' ที่กำลังถูกเติมเต็มด้วยสิ่งแปลกปลอม

ในเสี้ยววินาทีที่เขารู้สึกว่าความตระหนักรู้สุดท้ายกำลังจะดับสูญ อัลดริกนึกถึงสิ่งหนึ่ง... สิ่งเดียวที่เขายังพอจะยึดเหนี่ยวไว้ได้ท่ามกลางพายุแห่งการสูญสิ้น มันไม่ใช่ความทรงจำเกี่ยวกับใคร หรือสถานที่ แต่มันคือ 'ความเที่ยงตรง'

แม้ในยามที่เขาไม่เหลือแม้แต่ชื่อ แม้ในยามที่เขาไม่รู้ว่าตนเองเป็นใคร หลักการของตาชั่งยังคงสลักลึกอยู่ในแก่นแท้ที่เหลืออยู่ หากโลกนี้ต้องการความสมดุล และเขากลายเป็นสุญญากาศที่ทำให้สมดุลเสียไป เขาต้องเปลี่ยนสุญญากาศนี้ให้กลายเป็น 'น้ำหนัก' ที่มั่นคง

เขาพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของเจตจำนงที่ยังเหลืออยู่ ไม่ใช่เพื่ออุดรอยร้าวด้วยการ 'ถม' อีกต่อไป แต่เขาจะใช้สุญญากาศนี้เป็น 'แกนกลาง' ของตาชั่งตัวใหม่ เขาจะยอมรับความว่างเปล่านี้ และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นจุดศูนย์ถ่วงที่แม้แต่สิ่งลี้ลับก็ไม่สามารถสั่นคลอนได้

แรงกดดันมหาศาลพุ่งเข้าใส่เขาเหมือนคลื่นยักษ์ที่ซัดเข้าหาโขดหิน สิ่งลี้ลับที่พุ่งผ่านรอยแยกมาเริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ มันพยายามจะกลืนกินสุญญากาศของเขา แต่สุญญากาศนั้นกลับเริ่ม 'โต้ตอบ' มันไม่ได้ต้านทานด้วยแรง แต่ต้านทานด้วยการ 'รับเอา' และ 'ปรับเปลี่ยน' ทุกอย่างที่พุ่งเข้ามาให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวงจรที่เขากำลังสร้างขึ้นใหม่

ความเจ็บปวดจากการถูกฉีกกระชากตัวตนนั้นรุนแรงจนเกินบรรยาย แต่มันเป็นความเจ็บปวดที่สะอาดสะอ้าน ราวกับเหล็กที่ถูกตีในเตาหลอมเพื่อเปลี่ยนรูปทรง อัลดริกไม่ได้สู้เพื่อเอาชีวิตรอด แต่เขาสู้เพื่อรักษา 'หน้าที่' ของเขาไว้ แม้ว่าเขาจะไม่เหลือความเป็นคนให้ทำหน้าที่นั้นอีกต่อไปแล้วก็ตาม

ท่ามกลางความบ้าคลั่งของมิติที่ซ้อนทับและการรุกรานของเงามืด อัลดริกพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่บนเส้นขนานระหว่างการเป็นพระเจ้าผู้สร้างและปีศาจผู้ทำลายล้าง และตาชั่งในมือของเขา—ตาชั่งที่บัดนี้ไม่ใช่เครื่องมือไม้หรือโลหะ แต่เป็นความว่างเปล่าที่ทรงพลังที่สุดในจักรวาล—กำลังเริ่มขยับเขยื้อนอีกครั้ง

--- อัลดริกที่สูญเสียตัวตนจนสร้างสุญญากาศขึ้นในแกนกลาง กลับกลายเป็นช่องทางให้สิ่งลี้ลับรุกราน แต่เขาตัดสินใจใช้ความว่างเปล่านั้นเป็นจุดศูนย์ถ่วงใหม่เพื่อรักษาความเที่ยงตรงของโลก