← สารบัญตอน

ตาชั่งแห่งโอ๊คเมียร์

ตอนที่ 4ฟรี

ตอนที่ 4 — รอยร้าวบนแท่นหิน

เสียงไม้ฟืนปะทุในเตาผิงดังเปรี๊ยะเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แต่มันกลับไม่ได้ช่วยให้ความเย็นเยียบที่เกาะกุมอยู่ในอกของอัลดริกทุเลาลงเลยแม้แต่น้อย เขานั่งอยู่หลังโต๊ะไม้โอ๊กตัวหนาที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากการใช้งานมานานหลายทศวรรษ แสงเทียนสลัววูบไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านร่องหน้าต่าง บ่งบอกว่าพายุฤดูหนาวในเดือนฟรอสต์ฟอลไม่ได้อ่อนกำลังลงเลยแม้แต่นิดเดียว

อัลดริกจ้องมองจดหมายตราประทับครั่งสีแดงชาดจากราชสำนักเอลเดอร์เมียร์ที่วางอยู่ตรงหน้า มันดูราวกับบาดแผลสดบนผิวโต๊ะที่เรียบเนียน คำพยากรณ์ของออราเคิลไม่ใช่แค่คำทำนาย แต่มันคือคำสั่งประหารชีวิตความเงียบสงบที่เขาสร้างขึ้นมาทั้งชีวิต ความคิดของเขาหมุนวนอยู่กับคำขู่ของชายลึกลับเมื่อหัวค่ำ 'ความเที่ยงตรงนั้นเปราะบางเพียงใด เมื่อมันต้องแบกรับน้ำหนักของความโลภ' คำพูดนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัวเหมือนเสียงระฆังที่ตีผิดจังหวะ

“ท่านลุง ยังไม่นอนอีกหรือ?” เสียงของคาเอลดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของเด็กหนุ่มที่สวมเสื้อคลุมขนสัตว์หนาเตอะ คาเอลไม่ได้เดินเข้ามาเฉยๆ แต่เขาประคองถาดไม้ที่มีชามซุปข้าวอุ่นๆ และขนมปังไรย์มาด้วย ใบหน้าของหลานชายที่เคยเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น บัดนี้ฉายแววเคร่งเครียดไม่แพ้กัน

“ข้าแค่นึกถึงเรื่องตาชั่ง” อัลดริกตอบพลางเลื่อนจดหมายไปข้างๆ พยายามซ่อนความกังวลไว้ใต้ท่าทีสงบ “เจ้าได้ยินเรื่องชายแปลกหน้าที่มาที่โรงสีเมื่อเย็นนี้ไหม?”

คาเอลวางถาดลงแล้วขยับเข้ามาใกล้ “ได้ยินครับ... ชาวเมืองเริ่มกระซิบกระซาบกันแล้ว พวกเขาไม่ได้พูดถึงคำพยากรณ์ด้วยความดีใจอย่างเดียวหรอกนะท่านลุง แต่พวกเขาพูดถึง 'คนจากส่วนกลาง' ที่อาจจะตามมาตรวจสอบ พ่อค้าจากเมืองข้างๆ ก็เริ่มมองเราด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เหมือนเห็นเราไม่ใช่แค่เพื่อนบ้าน แต่เป็นตู้เซฟที่รอวันถูกงัด”

อัลดริกถอนหายใจยาว ความเหนื่อยล้าที่สะสมมานานปีดูจะหนักอึ้งขึ้นเป็นเท่าตัว “ความมั่งคั่งที่ไม่ได้มาพร้อมกับความเตรียมพร้อม คือหายนะ คาเอล เราเป็นแค่เมืองชายแดน เรามีหน้าที่แค่ชั่งข้าวให้ตรงตามความเป็นจริง ไม่ใช่บริหารคลังแสงของราชอาณาจักร”

“แต่ถ้าความจริงที่ท่านชั่งมันขัดกับความต้องการของคนที่มีอำนาจล่ะครับ?” คาเอลถามคำถามที่ทำให้อัลดริกต้องชะงัก “ถ้าตาชั่งของท่านเที่ยงตรงเกินไปจนทำให้คนบางกลุ่มเสียประโยชน์ ท่านจะทำอย่างไร?”

ก่อนที่อัลดริกจะได้ตอบ เสียงเคาะประตูไม้หนักๆ ก็ดังขึ้น มันไม่ใช่การเคาะแบบแขกผู้มาเยือน แต่เป็นจังหวะที่เร่งเร้าและหนักแน่นจนน่าหวั่นใจ อัลดริกขมวดคิ้ว มือของเขาเอื้อมไปหยิบตะเกียงน้ำมันขึ้นมาถือไว้ คาเอลรีบเดินไปที่ประตูด้วยความระแวดระวัง

เมื่อประตูเปิดออก ร่างของเอลิดี้ก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางลมหนาวที่พัดกรรโชกเข้ามาในห้องโถง ใบหน้าของหลวงสาวผู้ตรวจราชการดูซีดเซียวภายใต้แสงจันทร์ที่ลอดผ่านเมฆหนา เธอไม่ได้สวมชุดทางการที่ดูภูมิฐานเหมือนทุกครั้ง แต่สวมชุดเดินทางที่เปื้อนโคลนและรอยฝน

“อัลดริก มีเรื่องต้องคุยกันเดี๋ยวนี้” เอลิดี้พูดโดยไม่รอคำเชื้อเชิญ เธอเดินดุ่มเข้ามาในห้องราวกับพายุลูกเล็กๆ “ข้าเพิ่งมาจากโรงสีเก่าของเฒ่าบาร์ธ มีคนพยายามจะเข้าไปสำรวจแท่นหินฐานตาชั่งหลวงในยามวิกาล”

หัวใจของอัลดริกกระตุกวูบ “สำรวจงั้นหรือ? ใคร? และทำไมต้องเป็นแท่นหิน?”

“ข้าไม่รู้ว่ามันเป็นใคร แต่พวกมันไม่ได้มาเพื่อเรียนรู้วิธีการชั่งข้าว” เอลิดี้ลดเสียงลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ ดวงตาของเธอสั่นไหวด้วยความกังวล “พวกมันพยายามจะหาจุดบกพร่อง... หรือไม่ก็พยายามจะ 'ปรับแต่ง' อะไรบางอย่างใต้ฐานหินนั่น อัลดริก คำพยากรณ์นี้มันดึงดูดสิ่งที่เลวร้ายกว่าความหิวโหยมาหาเรา มันดึงดูดความโลภที่พร้อมจะบิดเบือนความจริงเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง”

อัลดริกยืนขึ้นทันที ความง่วงงุนหายไปสิ้น เขารู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แล่นปราดไปตามสันหลัง แท่นหินฐานตาชั่งหลวงคือหัวใจของโอ๊คเมียร์ มันเป็นหินแกรนิตก้อนเดียวที่สลักลวดลายโบราณ และเป็นสิ่งที่รับประกันว่าข้าวทุกเมล็ดที่ไหลผ่านเมืองนี้จะถูกวัดด้วยความเที่ยงตรงสูงสุด หากมีใครพยายามจะแทรกแซงมัน นั่นหมายถึงความหมายของการเป็นโอ๊คเมียร์กำลังถูกสั่นคลอน

“เราต้องไปที่นั่น” อัลดริกกล่าว เสียงของเขานิ่งสนิทแต่มั่นคง

“ตอนนี้หรือ? พายุยังไม่สงบเลยนะท่านลุง” คาเอลท้วง “แล้วถ้าพวกนั้นยังมีอยู่ล่ะ?”

“ถ้าเราปล่อยให้ความไม่เที่ยงตรงเริ่มต้นขึ้นในคืนนี้ พรุ่งนี้เช้าเราจะไม่มีความเที่ยงตรงเหลือให้รักษาอีกต่อไป” อัลดริกตอบพลางหยิบกุญแจเหล็กหนักๆ ที่ห้อยอยู่ที่เอว

ทั้งสามคนฝ่าความมืดและลมหนาวมุ่งหน้าไปยังโรงสีเก่าที่ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน ลมพัดแรงจนเสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงคร่ำครวญของวิญญาณ กลิ่นดินชื้นและกลิ่นฟางเก่าลอยมาแตะจมูก ทัศนวิสัยย่ำแย่จนต้องใช้แสงจากตะเกียงนำทาง เมื่อพวกเขามาถึงหน้าโรงสี อัลดริกสังเกตเห็นความผิดปกติทันที ประตูไม้ขนาดใหญ่ที่ควรจะปิดสนิทกลับแง้มอยู่เล็กน้อย และมีรอยขูดขีดใหม่ๆ บนพื้นดินที่ดูเหมือนรอยลากของเครื่องมือหนัก

พวกเขาเดินย่องเข้าไปในความเงียบที่น่าอึดอัด เสียงฝีเท้าของพวกเขาถูกกลบด้วยเสียงลมที่พัดผ่านหลังคาโรงสีที่ผุพัง ภายในโรงสีมีกลิ่นอับชื้นของข้าวที่เก็บไว้นานและกลิ่นน้ำมันเครื่องที่ขัดกับบรรยากาศ อัลดริกส่งสัญญาณให้เอลิดี้และคาเอลหยุดรออยู่หลังกองกระสอบข้าวขนาดใหญ่ เขาเดินนำไปทางแท่นหินกลางโรงสี

แสงจากตะเกียงในมือของเขาเผยให้เห็นเงาร่างสองร่างที่กำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ที่ฐานของแท่นหินหลวง เสียงโลหะกระทบหินดัง แกร๊ก... แกร๊ก... เป็นระยะๆ อัลดริกรู้สึกถึงความโกรธที่พลุ่งพล่านขึ้นมาในอก แต่มันถูกควบคุมไว้ด้วยความเยือกเย็น เขาเห็นชายคนหนึ่งในชุดคลุมสีเข้มกำลังใช้สิ่วขนาดเล็กพยายามจะแซะรอยแยกเล็กๆ ที่ฐานหิน

“หยุดเดี๋ยวนี้!” อัลดริกตะโกนก้อง เสียงของเขาดังกัมปนาทไปทั่วโรงสีที่ว่างเปล่า

ชายทั้งสองสะดุ้งโหยงและรีบหันมามอง หนึ่งในนั้นคือชายที่ดูเหมือนคนงานท้องถิ่น แต่อีกคน... อีกคนกลับมีท่าทีที่สงบนิ่งเกินกว่าจะเป็นคนงานทั่วไป เขาสวมเสื้อผ้าเนื้อดีที่แม้จะเปื้อนฝุ่น แต่ก็บ่งบอกถึงฐานะที่สูงกว่าคนทั่วไป

“ท่านลอร์ดอัลดริก” ชายชุดดีพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับว่าการมาพบเขาที่นี่เป็นเรื่องปกติที่ควรจะเป็น “ท่านมาผิดเวลาไปนิดหน่อย เราแค่กำลังตรวจสอบความมั่นคงของฐานราก เพื่อเตรียมรับมือกับปริมาณข้าวที่จะหลั่งไหลมาตามคำพยากรณ์เท่านั้นเอง”

“ตรวจสอบด้วยสิ่วและค้อนในยามวิกาลงั้นหรือ?” อัลดริกถามพลางก้าวเข้าไปใกล้ แสงตะเกียงทำให้เห็นใบหน้าของชายผู้นั้นชัดขึ้น—เขามีรอยยิ้มที่ดูสุภาพแต่ไปไม่ถึงดวงตา “เจ้าไม่ใช่คนของเมืองนี้ และเจ้าไม่ใช่คนของราชสำนักที่มาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องแน่ๆ”

“โลกกำลังจะเปลี่ยนไป อัลดริก” ชายผู้นั้นกล่าวต่อโดยไม่เกรงกลัว “โอ๊คเมียร์กำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง และศูนย์กลางย่อมต้องการการปรับแต่งให้สมดุลกับความต้องการของโลก ไม่ใช่แค่ความจริงที่แข็งทื่อเหมือนหินก้อนนี้”

ก่อนที่อัลดริกจะได้โต้ตอบ ชายคนที่เป็นคนงานก็พุ่งเข้าใส่เขาด้วยความรวดเร็ว อัลดริกเบี่ยงตัวหลบด้วยสัญชาตญาณของคนที่ผ่านการทำงานหนักมาทั้งชีวิต แต่แรงปะทะทำให้เขาเสียหลักไปชนกับกองกระสอบข้าว คาเอลและเอลิดี้วิ่งเข้ามาสมทบในทันที

“ออกไปจากที่นี่!” เอลิดี้ตะโกนพร้อมกับชักมีดสั้นออกมาจากข้างเอว ท่าทางของเธอไม่ใช่เพียงหลวงสาวที่มาตรวจราชการ แต่เป็นผู้ที่มีทักษะการป้องกันตัวที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี

สถานการณ์ตึงเครียดถึงขีดสุด ชายชุดดีไม่ได้ขยับเขยื้อน เขาเพียงแค่ยืนมองความวุ่นวายด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก “ความเที่ยงตรงของท่านคืออุปสรรคต่อความมั่งคั่งของอาณาจักร อัลดริก... จำไว้ว่าเมื่อถึงเวลาที่ข้าวต้องถูกชั่งเพื่อเลี้ยงกองทัพ ตาชั่งที่เที่ยงตรงเกินไปอาจกลายเป็นอาวุธที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงพวกเจ้าเอง”

เขาส่งสัญญาณบางอย่างให้คนของเขา แล้วทั้งสองก็รีบถอยร่นหายไปในความมืดของโรงสี ทิ้งให้อัลดริกยืนหอบหายใจท่ามกลางความเงียบที่น่าสะพรึงกลัว อัลดริกเดินตรงไปที่แท่นหินหลวง เขาก้มลงมองที่ฐานหินอย่างละเอียด และในแสงสลัวนั้นเอง เขาก็พบสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังถล่มลงมา

ที่รอยแยกเล็กๆ ตรงฐานหิน มีเศษผงสีขาวประหลาดฝังอยู่ มันไม่ใช่ฝุ่นหิน แต่มันคือผงตะกั่วที่ถูกถูไถเข้าไปในรอยแตก เพื่อหวังจะทำให้ฐานหินเอียงเพียงเล็กน้อย... เล็กน้อยจนสายตามนุษย์มองไม่เห็น แต่เพียงพอที่จะทำให้ตาชั่งทั้งระบบเสียสมดุลเมื่อต้องรับน้ำหนักมหาศาล

ความพยายามที่จะ 'บิดเบือนความจริง' ได้เริ่มขึ้นแล้ว และมันไม่ได้เริ่มจากการโกงที่ปลายทาง แต่มันเริ่มจากการทำลายรากฐานของความเที่ยงตรงตั้งแต่ต้นทาง

--- อัลดริกเผชิญกับการบุกรุกยามวิกาลที่โรงสีเก่าเพื่อพยายามบิดเบือนฐานตาชั่งหลวง เขาพบร่องรอยการวางแผนใช้ตะกั่วเพื่อทำให้ตาชั่งเสียสมดุล ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าการสมคบคิดเพื่อควบคุมเสบียงของอาณาจักรได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว