← สารบัญตอน

ตาชั่งแห่งโอ๊คเมียร์

ตอนที่ 33ฟรี

ตอนที่ 33 — กลิ่นกำยานและรอยแยกแห่งความละโมบ

กลิ่นกำยานฉุนกึกและไอระเหยของสารเคมีประหลาดลอยคลุ้งขึ้นมาแทนที่กลิ่นดินและฝนที่เคยคุ้นเคย มันเป็นกลิ่นที่แปลกปลอม ราวกับมีใครบางคนพยายามจะเอาความหรูหราอันจอมปลอมของราชสำนักมาฉีดพ่นทับลงบนความสมถะของโอ๊คเมียร์ อัลดริกยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความตึงเครียดที่แผ่ซ่านออกมาจากกลุ่มทหารหลวงที่กำลังล้อมรอบพื้นที่ตาชั่งหลวงไว้ เขามองเห็นหีบไม้บุกำมะหยี่สีแดงเข้มที่ถูกเปิดออก ทหารสองคนกำลังเทของเหลวสีม่วงขุ่นลงไปในภาชนะโลหะขนาดใหญ่ที่เตรียมไว้สำหรับสกัดพลังงานจากก้นบึ้งของรอยแยก

“หยุด! ท่านกำลังทำอะไร!” อัลดริกตะโกนก้อง พยายามฝ่าแนวกั้นทหารเข้าไป แต่เซอร์กัลเลนเพียงแค่ปรายตามองเขาด้วยสายตาที่เย็นชาและไร้ความรู้สึก ราวกับว่าเสียงตะโกนของเขาเป็นเพียงเสียงแมลงหวี่ที่น่ารำคาญ “อย่ายุ่งเรื่องของราชสำนัก ลอร์ดอัลดริก การทำความสะอาดและสกัดเอา ‘สารสกัด’ ออกจากรากฐานที่ผิดปกติเป็นหน้าที่ของเรา เพื่อให้มั่นใจว่าความมั่งคั่งของอาณาจักรจะไม่ถูกขัดขวางโดยสิ่งแปลกปลอมใต้ดิน”

“สารสกัดงั้นหรือ?” อัลดริกคำราม พลางก้าวเข้าไปหาชายผู้ถือครองอำนาจเบ็ดเสร็จ “พวกท่านไม่ได้มาเพื่อตรวจสอบ แต่พวกท่านกำลังมาเพื่อสูบเอาพลังงานจากสิ่งที่ท่านไม่เข้าใจ! หากกลไกนี้เสียสมดุล เมืองทั้งเมืองจะพังทลาย!”

เซอร์กัลเลนไม่แม้แต่จะขยับเขยื้อน เขาเพียงแค่ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณ ทหารสองคนก้าวเข้ามาขวางทางอัลดริกไว้ด้วยปลายหอกที่สั่นระริก “ความสมดุลที่ท่านว่า คือความสมดุลที่ทำให้โอ๊คเมียร์เป็นเพียงเมืองชายแดนที่เงียบสงบ แต่ความสมดุลที่เราต้องการ คือความสมดุลที่ทำให้ราชสำนักมีอำนาจเหนือทุกสิ่ง หากสิ่งนี้คือแหล่งพลังงาน มันก็ควรเป็นของราชสำนัก ไม่ใช่ของเมืองเล็กๆ ที่ลืมเลือนแห่งนี้”

อัลดริกมองไปที่รอยแยกนั้นอีกครั้ง เขาเห็นควันสีม่วงเริ่มลอยล่องขึ้นมา มันมีกลิ่นเหม็นไหม้และให้ความรู้สึกเหมือนแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงกว่าเดิม ทันใดนั้น พื้นดินใต้เท้าของเขาก็เริ่มสั่นสะเทือนอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่จังหวะชีพจรที่สม่ำเสมอ แต่มันคือการสั่นที่ขัดแย้งกันเอง ราวกับเครื่องจักรสองตัวกำลังพยายามจะหมุนไปในทิศทางตรงกันข้าม

“ดูนั่น!” คาเอลตะโกนมาจากด้านข้าง มือของเด็กหนุ่มกำด้ามตะเกียงแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด

แสงสีม่วงจากใต้ดินเริ่มทำปฏิกิริยากับแสงสีฟ้าที่หลงเหลืออยู่ มันเกิดการปะทะกันของพลังงานที่มองไม่เห็นจนอากาศรอบๆ บิดเบี้ยว อัลดริกเห็นรอยแตกบนพื้นดินขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่จากการเคลื่อนตัวของแผ่นดิน แต่เป็นการระเบิดจากภายใน แรงดันมหาศาลพยายามจะดันสิ่งที่ถูก ‘สกัด’ ออกมาสู่พื้นผิว

“เอลิดี้! พาคาเอลหนีไป!” อัลดริกสั่งเสียงหลง ขณะที่เขามองเห็นทหารหลวงเริ่มเสียหลักจากการสั่นสะเทือนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อุปกรณ์โลหะที่พวกเขานำมาเริ่มส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูง ราวกับมันกำลังถูกกระชากด้วยแรงที่มันไม่ได้ออกแบบมาให้รับมือ

เซอร์กัลเลนยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง แม้ใบหน้าจะเริ่มฉายแววตระหนกเมื่อเห็นว่าของเหลวสีม่วงที่เขาส่งลงไปกำลังจะถูกดีดกลับขึ้นมาด้วยความเร็วสูง อัลดริกรู้ดีว่าสิ่งที่ราชสำนักพยายามจะทำ—การพยายามดึงพลังงานจากกลไกโบราณโดยตรง—คือการกระทำที่ไร้ซึ่งความเคารพต่อสมดุล และผลลัพธ์ของมันกำลังจะกลายเป็นหายนะ

เขามองเห็นเงาสีขาวที่เขาพบในใต้ดินวูบผ่านเข้ามาในมโนสำนึก ชายชุดขาวผู้นั้นเตือนเขาแล้วว่าการปลุกกลไกคือจุดเริ่มต้นของการทดสอบ แต่สิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่นี้ไม่ใช่การทดสอบความเที่ยงตรงของมนุษย์ แต่มันคือการทดสอบความอยู่รอดของโลก เมื่อความโลภของมนุษย์พยายามจะยัดเยียดกฎเกณฑ์ของตนลงไปในกลไกของพระเจ้า

ครืนนนนน! เสียงกัมปนาทดังสนั่นมาจากใต้ดิน แสงสีม่วงและสีฟ้าผสมปนเปกันจนกลายเป็นสีที่น่าสยดสยอง อัลดริกเห็นเศษหินและดินพุ่งกระเด็นขึ้นมาจากการระเบิดใต้ดิน เขารู้ตัวทันทีว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ใช่แค่การพังทลายของอาคาร แต่มันคือการล่มสลายของความลับที่เขาพยายามปกป้องมาตลอด

เขามองไปที่เซอร์กัลเลนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ความมืดและแสงสว่างที่บิดเบี้ยวจะกลืนกินทุกอย่างไปต่อหน้าต่อตา

--- อัลดริกพยายามห้ามทหารหลวงจากการใช้สารเคมีเพื่อสกัดพลังงานจากกลไกโบราณ แต่ความโลภของเซอร์กัลเลนนำไปสู่การปะทะกันของพลังงานสีม่วงและสีฟ้า จนเกิดการระเบิดใต้ดินที่คุกคามความอยู่รอดของโอ๊คเมียร์