ตอนที่ 31 — แรงดึงดูดแห่งความวินาศ
ความเงียบงันหลังพายุคลั่งมักเป็นสัญญาณเตือนถึงสิ่งที่ร้ายแรงยิ่งกว่า ทว่าในวินาทีที่อัลดริกทิ้งตัวลงสู่รอยแยกมืดมิดที่กำลังฉีกกระชากโลกใต้ดินของโอ๊คเมียร์ เขากลับไม่ได้ยินเสียงความเงียบ เขาได้ยินเพียงเสียงกรีดร้องของโลหะที่บิดเบี้ยวและเสียงคำรามของแรงดึงดูดที่พยายามจะกระชากวิญญาณของเขาออกจากร่าง
ร่างของชายวัยกลางคนร่วงหล่นผ่านมวลอากาศที่หนักอึ้งราวกับน้ำเสีย แสงสีฟ้าหม่นจากกลไกโบราณวูบไหวผ่านสายตาเหมือนแสงจากดวงดาวที่กำลังแตกดับ เขาพยายามไขว่คว้าหาที่ยึดเหนี่ยว แต่สิ่งที่สัมผัสได้มีเพียงความว่างเปล่าและแรงเหวี่ยงมหาศาลที่หมุนคว้างจนเขารู้สึกเหมือนกระดูกทุกชิ้นกำลังถูกบดขยี้ด้วยคีมเหล็กขนาดมหึมา รอยแยกที่เซอร์กัลเลนและทหารหลวงเป็นต้นเหตุได้กลายเป็นปากเหวของอสูรกายที่หิวโหย
“หยุด... ต้องหยุดมัน...” อัลดริกพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาหายไปในความโกลาหลของแรงสั่นสะเทือน
เขารู้ดีว่าหากกลไกนี้พังทลายลง ไม่ใช่แค่ตาชั่งหลวงที่จะพินาศ แต่โครงสร้างรากฐานทั้งหมดของโอ๊คเมียร์จะถูกดูดกลืนลงสู่หลุมดำแห่งความว่างเปล่า เมืองทั้งเมืองจะกลายเป็นเพียงตำนานที่ถูกลืมเลือนไปพร้อมกับรอยแยกนี้ เขาเห็นภาพของคาเอลที่กำลังตื่นตระหนก เห็นใบหน้าของมาร่าที่กำลังกังวล และเห็นดวงตาที่เย็นชาของเซอร์กัลเลนที่จ้องจะครอบครองสิ่งที่ไม่ควรมีใครเป็นเจ้าของ
ในจังหวะที่เขากำลังจะหมดสติจากการกระแทก อัลดริกก็รู้สึกถึงแรงดึงดูดที่เปลี่ยนทิศทาง มันไม่ได้กระชากเขาลงสู่ก้นบึ้งอีกต่อไป แต่มันกลับเหวี่ยงเขาเข้าหาแกนกลางของกลไกที่กำลังหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง เขาใช้สัญชาตญาณของช่างชั่งที่ต้องอาศัยความแม่นยำระดับเศษเสี้ยวของเมล็ดข้าว ร่างของเขาปะทะกับฟันเฟืองยักษ์ที่กำลังเคลื่อนที่ อัลดริกใช้จังหวะที่แรงเหวี่ยงส่งตัวเขาไป กระแทกมือลงบนคันบังคับโบราณที่ดูเหมือนจะหลุดออกจากตำแหน่ง
ความเจ็บปวดแล่นพล่านจากข้อมือไปถึงหัวไหล่เมื่อเขาทิ้งน้ำหนักตัวลงบนกลไกที่เย็นเยียบและสั่นสะเทือน แสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นจนเขามองไม่เห็นสิ่งใด เขารู้สึกได้ถึงวัตถุประหลาดที่เขาเพิ่งประสานสำเร็จเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ มันกำลังตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของเขา มันส่งแรงสั่นสะเทือนที่เป็นจังหวะเดียวกับชีพจรของเขา ราวกับว่าเครื่องจักรและมนุษย์กำลังพยายามจะหาจุดสมดุลร่วมกันในความโกลาหล
“ต้องตรง... ต้องเที่ยงตรง...” เขาตะโกนก้องท่ามกลางเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น
อัลดริกพยายามประคองสติที่เลือนราง เขาต้องหาทางนำวัตถุนั้นกลับเข้าสู่ตำแหน่งที่ถูกต้องเพื่อสลายแรงดึงดูดที่ผิดเพี้ยนนี้ หากเขาพลาดแม้เพียงมิลลิเมตรเดียว แรงบิดมหาศาลจะฉีกร่างเขาเป็นชิ้นๆ เขาใช้มือที่สั่นเทาและเต็มไปด้วยคราบน้ำมันและเลือด ค่อยๆ ขยับชิ้นส่วนโลหะที่กำลังหมุนวนรอบตัวเขา ทุกครั้งที่ฟันเฟืองบีบอัดเข้ามาใกล้ เขาสัมผัสได้ถึงลมหายใจของเครื่องจักรที่รุนแรงจนแทบจะหยุดหายใจ
ทันใดนั้น กลไกโบราณก็ส่งเสียงครวญครางยาวเหยียดคล้ายสัตว์ป่าที่บาดเจ็บ แสงสว่างที่เคยเป็นสีฟ้ากลับกลายเป็นสีแดงฉานราวกับเลือด รอยแยกที่เคยดูดกลืนทุกอย่างเริ่มขยายตัวกว้างขึ้น แต่อัลดริกไม่ได้ถอยหนี เขากลับพุ่งตัวเข้าหาจุดที่ความผิดเพี้ยนสูงสุด เขาเห็นช่องว่างเล็กๆ ระหว่างฟันเฟืองหลักและแกนกลางที่กำลังบิดเบี้ยว
เขาตัดสินใจใช้แรงเฮือกสุดท้าย รวบรวมความมุ่งมั่นทั้งหมดที่เขามีในฐานะผู้รักษาความเที่ยงตรงของโอ๊คเมียร์ อัลดริกขว้างวัตถุประหลาดที่เขาถือติดตัวมาด้วยพลังทั้งหมดที่มีเข้าไปในช่องว่างนั้น!
เคร้ง!
เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นจนแก้วหูแทบแตก แรงกระแทกส่งร่างของอัลดริกกระเด็นไปชนกับผนังหินอย่างแรง เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะ ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับมาสั่นสะเทือนอีกครั้งในจังหวะที่ต่างออกไป
แรงดึงดูดที่เคยกระชากเขากลับกลายเป็นแรงกดเบาๆ ที่พยายามจะรักษาสมดุล รอยแยกที่กำลังขยายตัวเริ่มหดตัวลงอย่างช้าๆ เสียงคำรามของเครื่องจักรเปลี่ยนจากเสียงกรีดร้องเป็นเสียงครางต่ำที่สม่ำเสมอ ราวกับมันกำลังกลับเข้าสู่จังหวะการทำงานที่ถูกต้อง อัลดริกนอนหอบหายใจรวยรินอยู่บนพื้นหินที่เปียกชื้นด้วยหยดน้ำและคราบน้ำมัน เขามองเห็นแสงสีฟ้าเริ่มกลับมานิ่งสงบอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความสงบที่แท้จริง
เขารู้สึกได้ถึงบางอย่างที่เปลี่ยนไป... กลไกไม่ได้แค่กลับมาทำงานปกติ แต่มันกำลัง 'ตื่น' ขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ และการตื่นของมันได้ส่งสัญญาณบางอย่างที่แรงกว่าเดิมออกไปสู่โลกภายนอก
ท่ามกลางความมืดที่เริ่มกลับมาปกคลุม อัลดริกเห็นเงาของใครบางคนเดินเข้ามาหาเขาในระยะไม่ไกลนัก ไม่ใช่เซอร์กัลเลน และไม่ใช่ชายปริศนาคนเดิม แต่เป็นเงาที่ดูสูงโปร่งและสงบนิ่งจนน่าประหลาดใจ เงาที่ดูเหมือนจะไม่ได้เดินมาเพื่อช่วยชีวิตเขา แต่เดินมาเพื่อเฝ้าดูผลลัพธ์ของสิ่งที่เขาเพิ่งทำลงไป
“เจ้าได้ปลุกสิ่งที่ควรจะหลับใหลไปตลอดกาล...” เสียงกระซิบนั้นแผ่วเบาแต่ชัดเจนในโสตประสาทของเขา “และตอนนี้... ตาชั่งแห่งโอ๊คเมียร์ไม่ได้มีไว้เพื่อชั่งข้าวอีกต่อไปแล้ว”
อัลดริกพยายามจะลุกขึ้น แต่ความเจ็บปวดและอาการมึนงงทำให้เขาทำได้เพียงแค่นอนมองเงาลึกลับนั้นที่ค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ พร้อมกับความรู้สึกที่ว่า สงครามที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และเขาคือคนเดียวที่ถือกุญแจสู่หายนะหรือความรอดของอาณาจักรไว้ในมือ
--- อัลดริกตัดสินใจเสี่ยงชีวิตกระโดดลงไปในรอยแยกและใช้ความแม่นยำทั้งหมดที่มีเพื่อประสานกลไกโบราณให้กลับคืนสู่สมดุล แม้เขาจะทำสำเร็จแต่เขากลับพบว่าการกระทำนี้ได้ปลุกบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่และอันตรายยิ่งกว่าเดิมให้ตื่นขึ้น