← สารบัญตอน

ตาชั่งแห่งโอ๊คเมียร์

ตอนที่ 29ฟรี

ตอนที่ 29 — รอยร้าวบนแท่นศิลา

เสียงโลหะเสียดสีกันดังครืดคราดสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของอัลดริก ราวกับเสียงกรีดร้องของสิ่งมีชีวิตที่กำลังถูกบีบคั้น แสงคบไฟที่ถืออยู่ในมือสั่นระริกตามจังหวะการหายใจที่หอบถี่ของเขา กลิ่นอับชื้นของดินและกลิ่นสนิมเหล็กโบราณคละคลุ้งจนแทบสำลัก ในอุโมงค์ใต้ฐานตาชั่งหลวงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์และเงียบสงบ บัดนี้กลับกลายเป็นสมรภูมิแห่งความกดดันระหว่างอำนาจเก่าแก่ที่ตื่นขึ้นกับอำนาจใหม่ที่กระหายการครอบครอง

เซอร์กัลเลนยืนอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางแสงสลัวที่อาบไล้ชุดเกราะสีเงินจนดูเหมือนปีศาจเหล็ก ใบหน้าของเขาเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับวาวโรจน์ด้วยความทะเยอทะยานที่ปิดไม่มิด มือของเขาที่สวมถุงมือหนังขยับไปแตะที่ขอบฟันเฟืองยักษ์ที่กำลังหมุนวนด้วยจังหวะที่ผิดเพี้ยน อัลดริกเฝ้ามองดูด้วยหัวใจที่หนักอึ้งเหมือนถูกหินทับ เขาเห็นรอยร้าวเล็กๆ เริ่มลามไปตามผนังศิลาที่รองรับกลไกนี้ไว้ ทุกครั้งที่ฟันเฟืองขบกัน เสียงสั่นสะเทือนจะส่งผ่านฝ่าเท้าขึ้นมาถึงหัวใจ ราวกับจะเตือนว่าความสมดุลที่เขาพยายามรักษาไว้กำลังจะแตกสลาย

"มันไม่ใช่แค่เครื่องจักรชั่งข้าว อัลดริก" เสียงของเซอร์กัลเลนต่ำและก้องกังวานอย่างน่าประหลาด "สิ่งที่อยู่ใต้ดินนี้... มันคือหัวใจของแผ่นดิน พลังที่สามารถกำหนดความอุดมสมบูรณ์หรือความอดอยากได้เพียงแค่หมุนฟันเฟืองเพียงไม่กี่จังหวะ"

อัลดริกเม้มริมฝีปากจนเป็นเส้นตรง ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาหลายวันทำให้ดวงตาของเขาพร่ามัว แต่เขายังคงยืนหยัด "มันคือกลไกที่รักษาความเที่ยงตรงของโลก ไม่ใช่เครื่องมือสร้างอำนาจ เซอร์กัลเลน หากท่านพยายามจะดัดแปลงมันเพื่อประโยชน์ของราชสำนัก ท่านไม่ได้กำลังควบคุมมัน แต่ท่านกำลังปลุกพายุที่จะกลืนกินโอ๊คเมียร์และอาจรวมถึงเอลเดอร์เมียร์ด้วย"

ทหารหลวงสองนายที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังขยับอาวุธ เสียงดาบที่กระทบกันเบาๆ ยิ่งเพิ่มความตึงเครียด อัลดริกเห็นความโลภฉายชัดในแววตาของทหารเหล่านั้น พวกเขาไม่ได้มาเพื่อตรวจสอบความผิดปกติ แต่มาเพื่อ 'ยึดครอง' สิ่งที่พวกเขาคิดว่าเป็นขุมทรัพย์

ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ก็กระแทกเข้าที่ฐานรากอย่างจัง! เสียงหินแตกดัง เปรี้ยะ สนั่นหวั่นไหว ฝุ่นผงและเศษหินร่วงหล่นจากเพดานอุโมงค์ อัลดริกเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้น ความเจ็บปวดแล่นพล่านที่หัวเข่า แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือเสียงกลไกที่เปลี่ยนจากจังหวะชีพจรที่สม่ำเสมอ กลายเป็นเสียงกระแทกที่รุนแรงและไร้ระเบียบ ราวกับสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง

"ดูนั่น!" เซอร์กัลเลนตะโกน สั่งให้ทหารนำคบไฟไปจ่อที่รอยแยกขนาดใหญ่ที่เพิ่งปรากฏขึ้นกลางห้องโถงกลไก

ใต้รอยแยกนั้น แสงสีฟ้าจางๆ ที่ดูเหมือนควันไฟกำลังลอยพุ่งขึ้นมา มันไม่ใช่แสงที่ให้ความอบอุ่น แต่เป็นแสงที่ดูดกลืนความร้อนรอบข้างไปจนหมดสิ้น อัลดริกสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากรอยร้าวนั้น มันคือความเย็นของความตายที่มาพร้อมกับการเสียสมดุล

"ถอยออกไป!" อัลดริกตะโกนสุดเสียง "มันไม่เสถียรแล้ว! กลไกกำลังจะดีดตัวกลับ!"

แต่เซอร์กัลเลนไม่ได้ฟัง เขาก้าวเดินตรงไปยังรอยแยกนั้นอย่างไม่เกรงกลัว ความมุ่งมั่นที่จะครอบครองทำให้เขามองข้ามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด อัลดริกพยายามจะคว้าแขนของเขาไว้ แต่ทหารคนหนึ่งกลับผลักเขาออกไปอย่างแรง

"อยู่นิ่งๆ ลอร์ดอัลดริก หน้าที่ของท่านคือการชั่งข้าว ไม่ใช่การสั่งการทหารหลวง"

คำพูดนั้นกรีดลึกเข้าไปในใจของอัลดริก เขาตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่าสถานะ 'ผู้ดูแลตาชั่ง' ที่เขารักษามาตลอดชีวิต บัดนี้ถูกลดทอนลงเหลือเพียงแค่คนเฝ้าประตูที่ไม่มีใครฟังคำเตือน เขาเฝ้ามองดูเซอร์กัลเลนที่ก้มลงไปใกล้รอยแยกมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งแสงสีฟ้านั้นเริ่มพันธนาการรอบข้อมือของชายผู้ทะเยอทะยาน

เสียงครืนครั่นดังมาจากเบื้องล่างลึกเข้าไปยิ่งกว่าเดิม มันไม่ใช่เสียงหินถล่ม แต่เป็นเสียงของโลหะมหาศาลที่กำลังบิดเบี้ยว อัลดริกเห็นฟันเฟืองยักษ์ตัวหนึ่งเริ่มหลุดออกจากแกนหมุน มันหมุนคว้างอย่างบ้าคลั่งก่อนจะพุ่งเข้าหาผนังอุโมงค์ด้วยความเร็วสูง

"หนี!" อัลดริกคำราม แต่สายเกินไป

การปะทะกันระหว่างโลหะและหินทำให้เกิดคลื่นกระแทกที่ซัดร่างของทุกคนให้กระเด็นไปคนละทิศละทาง ความมืดมิดเข้าปกคลุมชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่แสงสว่างวาบจากการแตกหักของกลไกจะทำให้เขามองเห็นภาพที่น่าสยดสยอง เซอร์กัลเลนไม่ได้ถูกแสงดูดกลืนไป แต่เขากำลังถูกดึงลงไปในรอยแยกที่กำลังขยายตัวกว้างขึ้นราวกับปากของอสุรกายใต้ดิน

อัลดริกพยายามยันกายขึ้นท่ามกลางเศษซาก ความเจ็บปวดทั่วร่างทำให้เขาแทบหมดสติ แต่เขารู้ดีว่าเขายังตายไม่ได้ หากเขายังไม่ได้หยุดยั้งหายนะนี้ เขาเห็นทหารหลวงคนหนึ่งกำลังพยายามจะปีนขึ้นไปช่วยเซอร์กัลเลน แต่รอยร้าวบนเพดานกลับลามไปถึงจุดนั้นแล้ว

เขามองไปที่วัตถุประหลาดที่เขาเคยประสานไว้ มันยังคงอยู่ที่เดิม แต่มันกำลังสั่นสะเทือนด้วยความถี่ที่ต่างออกไป มันดูเหมือนกำลังตอบรับกับรอยแยกที่กำลังเปิดออก

ในความโกลาหลนั้นเอง อัลดริกสังเกตเห็นบางอย่างที่ทำให้ลมหายใจของเขาหยุดชะงัก รอยแยกไม่ได้เปิดออกเพราะความเสียหายทางโครงสร้างเพียงอย่างเดียว แต่มันกำลังเปิดออกตามคำสั่งของบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปยิ่งกว่า... บางสิ่งที่ดูเหมือนจะรอคอยจังหวะที่กลไกนี้ถูกรบกวนโดยความโลภของมนุษย์

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารที่พยายามจะควบคุมสถานการณ์ดังปนไปกับเสียงถล่มของหิน อัลดริกกัดฟันกรอด เขาต้องตัดสินใจ เขาจะปล่อยให้เซอร์กัลเลนถูกกลืนหายไปพร้อมกับความลับนี้ หรือเขาจะเสี่ยงกระโดดลงไปในความพินาศนั้นเพื่อพยายามดึงความสมดุลกลับคืนมาอีกครั้ง?

ก่อนที่เขาจะได้ตัดสินใจ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในหัวของเขา—ไม่ใช่เสียงพูด แต่เป็นเสียงของฟันเฟืองที่หมุนวน เป็นจังหวะที่เขาคุ้นเคย... จังหวะที่บอกว่าความเที่ยงตรงกำลังจะสูญสิ้นไปอย่างถาวร

รอยร้าวบนพื้นดินเริ่มขยายตัวออกเป็นวงกว้าง และในแสงสว่างที่สาดส่องขึ้นมาจากก้นบึ้ง อัลดริกเห็นเงาร่างขนาดมหึมาที่ไม่ได้ทำจากหินหรือเหล็ก แต่มันดูเหมือนเงาของบางสิ่งที่เก่าแก่ยิ่งกว่าประวัติศาสตร์ของอาณาจักร Castellane ทั้งหมดกำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา

--- อัลดริกเผชิญกับความโกลาหลเมื่อกลไกโบราณเริ่มสูญเสียการควบคุมเนื่องจากการแทรกแซงของเซอร์กัลเลน จนเกิดรอยแยกขนาดใหญ่ที่กำลังดูดกลืนทุกอย่างลงสู่ความมืดมิด