← สารบัญตอน

ตาชั่งแห่งโอ๊คเมียร์

ตอนที่ 24ฟรี

ตอนที่ 24 — บททดสอบแห่งแสงสีขาว

ความเงียบที่ปกคลุมห้องโถงกลไกหลังการประสานวัตถุประหลาดนั้นไม่ใช่ความเงียบแห่งความสงบ แต่มันคือความเงียบที่หนักอึ้งราวกับอากาศถูกอัดแน่นด้วยแรงดันมหาศาล อัลดริกนอนหอบหายใจรวยรินอยู่บนพื้นโลหะที่บัดนี้สั่นสะเทือนเพียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แสงสีฟ้าที่เคยพุ่งพล่านราวกับพายุคลั่ง บัดนี้ไหลเวียนไปตามเส้นใยโลหะอย่างนุ่มนวล คล้ายกับกระแสเลือดที่ไหลกลับเข้าสู่ร่างของยักษ์ที่เพิ่งฟื้นจากอาการโคม่า

เขารู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง ตั้งแต่ปลายนิ้วที่สัมผัสกับกลไกไปจนถึงกระดูกสันหลังที่ดูเหมือนจะถูกบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ ทว่าท่ามกลางความทรมานนั้น เขากลับสัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงบางอย่าง—ความรู้สึกที่ว่าตัวเขาไม่ได้เป็นเพียงมนุษย์ที่หลงเข้ามาในรอยแยก แต่เขาคือส่วนหนึ่งของจังหวะที่กำลังดำเนินอยู่ตรงนี้ อัลดริกพยายามจะยันกายขึ้น แต่กล้ามเนื้อทุกส่วนกลับประท้วงด้วยความอ่อนแรงจนเขาทำได้เพียงนอนมองเพดานโลหะที่สะท้อนแสงสีฟ้าจางๆ

“เจ้าทำได้ดีมาก ลอร์ดอัลดริก”

เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่มันเหมือนดังขึ้นจากทุกอณูของอากาศที่เขากำลังหายใจ อัลดริกสะดุ้งสุดตัว พยายามจะหันไปมองตามต้นเสียง แต่ร่างกายที่หนักอึ้งกลับทรยศเขา เขาเห็นเงาร่างหนึ่งค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากความสลัวที่ปลายห้องโถง ร่างนั้นไม่ได้เคลื่อนที่ผ่านพื้นที่ แต่ดูเหมือนจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงสีฟ้าที่หมุนวน

บุคคลตรงหน้าสวมชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ เนื้อผ้าดูละเอียดอ่อนจนแทบจะโปร่งแสง มันขัดกับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยคราบน้ำมัน สนิม และความดิบเถื่อนของเครื่องจักรโบราณอย่างสิ้นเชิง ร่างนั้นยืนอยู่อย่างสงบนิ่ง ท่ามกลางฟันเฟืองขนาดยักษ์ที่ยังคงหมุนวนอยู่เบื้องหลัง ใบหน้าถูกปกปิดด้วยฮู้ดที่ทิ้งเงาลึก แต่สิ่งที่อัลดริกเห็นได้ชัดคือในมือของบุคคลผู้นั้น—เขากำลังถือวัตถุโลหะที่รูปร่างเหมือนกับชิ้นส่วนที่อัลดริกเพิ่งจะนำไปประสานไว้เมื่อครู่ ราวกับว่ามันคือคู่แฝดที่ถูกแยกจากกันมานานแสนนาน

“ท่าน... เป็นใคร...” อัลดริกเค้นเสียงถามออกมา มันแหบพร่าและสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ “คนของราชสำนัก... หรือออราเคิล?”

ร่างในชุดขาวไม่ตอบคำถามในทันที แต่ก้าวเดินเข้ามาหาเขา จังหวะการก้าวเดินนั้นสอดประสานกับเสียง ตึก... ตึก... ของกลไกอย่างน่าประหลาด ทุกย่างก้าวที่เท้าสัมผัสพื้นโลหะดูเหมือนจะส่งคลื่นพลังงานบางอย่างออกมา แสงสีฟ้าใต้เท้าของเขาแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง

“คำถามของเจ้าช่างเรียบง่ายเหมือนกับความเข้าใจของเจ้าที่มีต่อโลกใบนี้ อัลดริก” เสียงนั้นยังคงนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะ “เจ้าคิดว่าตาชั่งที่เจ้าดูแลอยู่บนดินนั้นคือความจริงงั้นหรือ? เจ้าคิดว่าข้าวที่เจ้าชั่งคือสิ่งเดียวที่กำหนดความอยู่รอดของอาณาจักร?”

อัลดริกพยายามจะพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง แผ่นหลังของเขาพิงเข้ากับขอบโลหะที่เย็นเยียบ “ข้าดูแลสิ่งที่ข้าได้รับมอบหมาย... ข้าดูแลความเที่ยงตรง... ไม่ว่ามันจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของสิ่งที่ท่านพูดก็ตาม”

“ความเที่ยงตรงที่เจ้าปกป้อง คือความเที่ยงตรงในระดับมนุษย์” ร่างในชุดขาวหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขา แสงจากฮู้ดที่ปิดบังใบหน้าทำให้เห็นเพียงรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก “แต่นี่... สิ่งที่เจ้าเพิ่งจะปลุกให้ตื่นขึ้น คือตาชั่งที่แท้จริงของโลกใบนี้ มันไม่ได้ชั่งน้ำหนักของข้าว แต่มันชั่งน้ำหนักของโชคชะตา ชั่งความสมดุลระหว่างพลังงานและความโกลาหล และสิ่งที่เจ้าทำ... มันคือการรักษาจังหวะของโลกไม่ให้พังทลายลงก่อนเวลาอันควร”

อัลดริกขมวดคิ้ว ความสับสนถาโถมเข้าใส่ “โลก... ตาชั่งของโลก? นี่มันบ้าไปแล้ว... ข้าเป็นเพียงลอร์ดแห่งโอ๊คเมียร์ ข้าแค่ต้องการให้เมืองของข้าสงบสุข...”

“ความสงบสุขคือภาพลวงตาที่เกิดจากสมดุลที่หยุดนิ่ง” ร่างในชุดขาวขัดขึ้น “แต่โลกไม่เคยหยุดนิ่ง มันหมุนวน เปลี่ยนแปลง และเรียกร้องการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ การที่เจ้าประสานชิ้นส่วนนั้นเข้าที่ ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหยุดปัญหา แต่มันหมายความว่าเจ้าได้เริ่มต้นการทดสอบที่แท้จริงแล้ว”

ทันใดนั้น ร่างในชุดขาวก็ยื่นมือออกมา แสงสีฟ้าจากวัตถุในมือของเขาพุ่งวาบเข้าหาอัลดริก มันไม่ได้ทำให้เขาเจ็บปวด แต่มันทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกกระชากวิญญาณให้ลอยเด่นขึ้นมาเหนือความจริงชั่วขณะ ภาพของอาณาจักร Castellane ปรากฏขึ้นในมโนสำนึกอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันชัดเจนกว่าเดิม เขาเห็นสายธารแห่งพลังงานที่ไหลเวียนผ่านโอ๊คเมียร์ ไม่ใช่แค่ข้าว แต่เป็นกระแสพลังงานที่ขับเคลื่อนทุกสรรพสิ่ง และเขาเห็นเงาของความมืดมิดที่กำลังพยายามจะแทรกซึมเข้ามาในกลไกนี้

“จำไว้ ลอร์ดอัลดริก...” เสียงของร่างชุดขาวเริ่มเบาบางลง ราวกับกำลังจะจางหายไปในกระแสอากาศ “ความเที่ยงตรงที่แท้จริง ไม่ใช่การทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง แต่คือการประคองสมดุลท่ามกลางพายุที่ไม่มีวันสิ้นสุด”

“เดี๋ยวก่อน! ท่านจะไปไหน! บอกข้ามาว่าใครที่กำลังพยายามทำลายสิ่งนี้!” อัลดริกตะโกนพยายามจะคว้าชายเสื้อคลุมสีขาวนั้นไว้ แต่เขากลับคว้าได้เพียงอากาศที่เย็นเยียบ

ร่างนั้นเริ่มเลือนลางลง แสงสีขาวสว่างวาบขึ้นจนอัลดริกต้องหลับตาลงแน่น เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ห้องโถงใต้ดินก็กลับคืนสู่ความมืดสลัวและเสียงครางต่ำของเครื่องจักรตามเดิม ร่างในชุดขาวหายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความอ้างว้างและความว่างเปล่าที่กัดกินหัวใจ

อัลดริกพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่เพื่อลุกขึ้นยืน เขารู้สึกเหมือนคนเพิ่งฟื้นจากไข้หนัก เขาปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นและมองไปรอบๆ เพื่อหาคำตอบ แต่สิ่งที่เขาพบกลับเป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเย็นเยียบยิ่งกว่าตอนที่อยู่ในความมืดมิด

ที่พื้นโลหะ ตรงจุดที่ร่างในชุดขาวเคยยืนอยู่ มีบางอย่างทิ้งไว้... มันไม่ใช่แสงสว่าง หรือพลังงาน แต่มันคือรอยประทับที่เกิดจากการกดทับของวัตถุบางอย่าง อัลดริกค่อยๆ ก้มลงมองด้วยสายตาที่พร่าเลือน

มันคือตราประทับ... ตราประทับรูปนกอินทรีที่กำลังโอบล้อมตาชั่ง แต่มันไม่ใช่ตราประทับของราชินีอลิซ และไม่ใช่ตราประทับของเหล่าขุนนางที่เขาเคยเห็น แต่มันคือตราประทับของตระกูลวาลเลอริอุส—ตระกูลที่กำลังพยายามจะแทรกแซงการควบคุมเสบียงของอาณาจักร

แต่มันไม่ใช่ตราประทับบนกระดาษหรือบนจดหมาย แต่มันคือตราประทับที่ถูกสลักลงบนพื้นโลหะโบราณนี้ ราวกับว่าพวกเขามีความเกี่ยวข้องกับกลไกนี้มานานก่อนที่โอ๊คเมียร์จะถูกสร้างขึ้นเสียด้วยซ้ำ

“พวกมัน...” อัลดริกพึมพำ เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความโกรธและความหวาดกลัว “พวกมันไม่ได้แค่ต้องการข้าว... พวกมันต้องการควบคุมสิ่งที่อยู่ใต้ดินนี้ด้วย”

เขามองไปที่รอยแยกที่เขายังคงเชื่อมต่อกลไกไว้ได้สำเร็จ แม้ความสั่นสะเทือนจะลดลง แต่เขารู้ดีว่าสิ่งที่เขาเพิ่งเผชิญไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือการเปิดประตูสู่ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม สงครามที่เขาเคยคิดว่าเป็นการต่อสู้เพื่อความเที่ยงตรงของตาชั่งข้าวหลวง บัดนี้ได้กลายเป็นสงครามเพื่อแย่งชิงอำนาจที่อาจกำหนดทิศทางของโลกทั้งใบ

อัลดริกกัดฟันแน่น พยายามพยุงร่างกายที่บอบช้ำขึ้นสู่เบื้องบน เขาต้องกลับไปหาเอลิดี้ เขาต้องบอกความจริง... แม้ว่าความจริงนั้นจะทำให้โอ๊คเมียร์ต้องลุกเป็นไฟก็ตาม

--- อัลดริกเผชิญหน้ากับบุคคลปริศนาในชุดขาวที่เผยว่ากลไกใต้ดินคือตาชั่งแห่งโชคชะตาของโลก ก่อนที่ร่างนั้นจะหายไป ทิ้งไว้เพียงตราประทับของตระกูลวาลเลอริอุสบนพื้นโลหะโบราณ ซึ่งบ่งบอกถึงแผนการสมคบคิดที่ลึกซึ้งและเก่าแก่กว่าที่เขาคิด