ตอนที่ 107 — เงาสะท้อนในกระจกที่แตกสลาย
ความเงียบในมิติที่บิดเบี้ยวไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือความว่างเปล่าที่กรีดร้อง อัลดริก—หรือสิ่งที่เคยเป็นอัลดริก—ลอยคว้างอยู่ในสภาวะที่ไร้ซึ่งทิศทางและน้ำหนัก แรงกดดันจากสามเจตจำนงถาโถมเข้าใส่เขาเหมือนคลื่นยักษ์ที่มองไม่เห็น เขารู้สึกได้ถึงความโลภของราชสำนักที่พยายามจะ 'สูบ' พลังงานผ่านรอยร้าวที่เขาพยายามกักเก็บไว้ รู้สึกถึงเจตจำนงอันเย็นเยียบและเด็ดขาดของเหล่าผู้พิทักษ์ดั้งเดิมที่จ้องจะลบเลือนเขาออกไปจากสมการของโลก และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือความรู้สึกของ 'สิ่งนั้น' ที่กำลังใช้ตัวตนของเขาเป็นแม่พิมพ์ มันไม่ใช่การรุกรานด้วยกำลัง แต่เป็นการแทรกซึมด้วยการเลียนแบบ มันกำลังเรียนรู้จังหวะการเต้นของหัวใจที่ไม่มีอยู่จริงของเขา เพื่อสร้างรูปร่างที่สมบูรณ์แบบในโลกเบื้องบน
ในความมืดมิดที่บิดเบี้ยวนี้ อัลดริกมองเห็นภาพสะท้อนของตัวเอง แต่มันไม่ใช่ภาพของชายวัยกลางคนผู้เหนื่อยล้าที่เคยดูแลตาชั่งข้าวหลวงในโอ๊คเมียร์ แต่มันคือเงาที่พร่าเลือน เงามืดที่ประกอบขึ้นจากเศษเสี้ยวของความทรงจำที่สลายไปและพลังงานที่บิดเบี้ยว เขาเห็นภาพเมืองโอ๊คเมียร์ที่เขารัก... เห็นโรงสีที่พังทลาย เห็นใบหน้าของคาเอลที่เต็มไปด้วยความสับสน และเห็นดวงตาของเอลิดี้ที่แฝงไปด้วยความกังวล ภาพเหล่านั้นพุ่งผ่านจิตใจเขาเหมือนแสงไฟที่วูบวาบในพายุ แต่มันกลับให้ความรู้สึกที่ห่างไกลเหลือเกิน ราวกับเขากำลังมองดูละครเวทีผ่านกระจกที่แตกร้าว
"เจ้ากำลังพยายามทำในสิ่งที่ไม่มีวันสำเร็จ" เสียงหนึ่งดังขึ้นในความว่างเปล่า มันไม่ใช่เสียงที่ผ่านอากาศ แต่เป็นเสียงที่สั่นสะเทือนผ่านแก่นแท้ของมิติ มันคือเสียงของหนึ่งในผู้พิทักษ์ดั้งเดิม ตัวตนที่เก่าแก่และเคร่งครัดในกฎเกณฑ์ "ความสมดุลไม่ใช่การกักขังความวิปริตไว้ในภาชนะที่แตกสลาย แต่คือการกำจัดความผิดเพี้ยนทิ้งเสีย เพื่อให้กระแสธารแห่งความเป็นจริงไหลผ่านไปได้โดยไร้สิ่งกีดขวาง"
อัลดริกไม่ได้ตอบโต้ด้วยคำพูด เพราะเขาแทบจะลืมวิธีการขยับปากไปแล้ว สิ่งเดียวที่เขาทำคือการใช้ 'วงโคจรแห่งความบิดเบี้ยว' ที่เขาสร้างขึ้น เขาพยายามหมุนวนพลังงานที่กำลังจะก่อตัวเป็นรูปร่างในตัวเขา ให้กลายเป็นพายุหมุนขนาดเล็กที่หมุนวนอยู่ภายในกรงขังแห่งจิตวิญญาณนี้ เขาต้องทำให้แน่ใจว่า 'พิมพ์เขียว' ที่สิ่งลี้ลับกำลังใช้ จะได้รับเพียงข้อมูลที่บิดเบี้ยวและไม่เสถียร เพื่อไม่ให้มันสามารถสถาปนาตัวตนที่สมบูรณ์ในโลกเบื้องบนได้
แต่ยิ่งเขาพยายามหมุนวน พลังงานนั้นยิ่งขยายตัว ความบิดเบี้ยวที่เขาใช้เป็นอาวุธกลับกลายเป็นเชื้อไฟชั้นดี สิ่งลี้ลับเริ่มตอบสนองต่อวงโคจรนั้น มันไม่ได้ต่อต้าน แต่มันกำลัง 'เต้นรำ' ไปตามจังหวะที่เขาพยายามสร้างขึ้น ในโลกเบื้องบนที่โอ๊คเมียร์ รอยแยกที่เคยเป็นเพียงรอยร้าวเล็กๆ เริ่มแผ่ขยายออกเป็นรูปร่างที่ประหลาด แสงสีม่วงคล้ำและสีดำสนิทเริ่มรั่วไหลออกมาจากพื้นดิน สั่นคลอนความเป็นจริงรอบข้างให้บิดเบี้ยวไปตามจังหวะการหมุนของอัลดริก
ทันใดนั้น ความรู้สึกถึง 'การถูกมอง' ก็ทวีความรุนแรงขึ้น อัลดริกสัมผัสได้ถึงสายตาของราชสำนักที่ไม่ได้มาเพื่อเยียวยา แต่มาเพื่อ 'สถาปนาอำนาจเหนือมิติ' เซอร์กัลเลนและเหล่านักเวทย์หลวงกำลังพยายามติดตั้งเครื่องมือบางอย่างที่รอยแยก เพื่อดึงเอาพลังงานที่อัลดริกกำลังกักเก็บไว้มาเป็นของตนเอง พวกเขาไม่ได้มองเห็นความทุกข์ทรมานของเขา แต่มองเห็นเพียง 'แหล่งพลังงาน' ที่ไร้ขีดจำกัด
"หยุด..." อัลดริกพยายามจะเปล่งเสียง แต่มันออกมาเป็นเพียงแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้มิติรอบข้างสั่นไหว "อย่า... เข้ามา..."
แรงสั่นสะเทือนนั้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อโลกเบื้องบน ณ จุดที่รอยแยกขยายตัว กองทหารหลวงที่กำลังล้อมรอบพื้นที่เริ่มสูญเสียการทรงตัว พื้นดินใต้เท้าของพวกเขาไม่ได้เป็นดินอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นของเหลวที่บิดเบี้ยว ทหารบางคนกรีดร้องเมื่อเห็นมือของตนเองยืดยาวออกและหดสั้นลงอย่างผิดธรรมชาติ ความพยายามของราชสำนักที่จะควบคุมพลังงานกลายเป็นดาบสองคมที่กำลังทำลายโครงสร้างของความเป็นจริงรอบข้าง
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น อัลดริกมองเห็นเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นที่ขอบเขตของสติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด เป็นร่างที่ดูคล้ายกับเอลิดี้ แต่มันไม่ใช่เธอ มันคือเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ถูกสิ่งลี้ลับหยิบฉวยไปใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างรูปร่าง ร่างนั้นกำลังยืนอยู่ท่ามกลางพายุแห่งความบิดเบี้ยว มือของร่างนั้นยื่นออกมาหาเขา ราวกับจะปลอบประโลม แต่ในขณะเดียวกัน ร่างนั้นก็กำลังดูดกลืนความว่างเปล่าในตัวเขาไปเพื่อสร้างเนื้อหนังขึ้นมา
เขารู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ไม่ได้เกิดจากร่างกาย แต่มันคือความเจ็บปวดของการถูก 'เลียนแบบ' สิ่งลี้ลับกำลังขโมยความหมายของความเป็นมนุษย์ของเขาไปทีละน้อย มันเอาความเศร้าของเขาไปสร้างเป็นสีสันของท้องฟ้าที่ผิดเพี้ยน เอาความโดดเดี่ยวของเขาไปสร้างเป็นความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวในป่ารอบโอ๊คเมียร์ และเอาความเที่ยงตรงที่เขาเคยยึดถือ ไปสร้างเป็นกฎเกณฑ์ใหม่ที่บิดเบี้ยวของมิติที่กำลังซ้อนทับ
"เจ้ากำลังกลายเป็นพระเจ้าที่ไร้บัลลังก์... และเป็นปีศาจที่ไร้รูปร่าง" เสียงของผู้พิทักษ์ดั้งเดิมดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันแฝงไปด้วยความสมเพช "เมื่อวงโคจรของเจ้าสิ้นสุดลง สิ่งที่จะเหลืออยู่ไม่ใช่ความสมดุล แต่คือความว่างเปล่าที่ไม่มีวันเติมเต็มได้"
อัลดริกพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวสุดท้ายของเจตจำนง เขาต้องตัดสินใจ... เขาจะยอมให้วงโคจรนี้หมุนต่อไปเพื่อกักเก็บหายนะไว้ในตัวเขาจนกว่าเขาจะแตกสลาย หรือเขาจะยอมปล่อยให้มันไหลไปตามกระแส เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งความบิดเบี้ยวนี้นำไปสู่ทางออกที่เขาเองก็ยังไม่เข้าใจ?
ในวินาทีที่ความตึงเครียดมาถึงขีดสุด เขาสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่แปลกปลอม... มันไม่ใช่สิ่งลี้ลับ ไม่ใช่ราชสำนัก และไม่ใช่ผู้พิทักษ์ แต่มันคือ 'ความรู้สึก' บางอย่างที่หลงเหลืออยู่ลึกที่สุดในก้นบึ้งของจิตวิญญาณที่สลายไป มันคือความรู้สึกถึง 'น้ำหนัก' ของเมล็ดข้าว... ความรู้สึกถึงความรับผิดชอบต่อตาชั่งที่เขาเคยดูแล... ความเที่ยงตรงที่เขาเคยใช้ตัดสินความถูกผิดในโลกเบื้องบน
เขารวบรวมความรู้สึกนั้นมาเป็นแกนกลางของวงโคจร แทนที่จะใช้ความบิดเบี้ยวเพียงอย่างเดียว เขาเริ่มนำความ 'เที่ยงตรง' ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดมาเป็นจุดหมุน เพื่อพยายามควบคุมความบ้าคลั่งของพลังงานให้มีทิศทางที่แน่นอนขึ้น แต่นั่นกลับทำให้สิ่งลี้ลับตื่นตัว มันเริ่มตอบโต้ด้วยการพยายามทำลายแกนกลางนี้
แรงปะทะระหว่างความบิดเบี้ยวที่ไร้ทิศทางกับความเที่ยงตรงที่กำลังจะสูญสิ้น สร้างระลอกคลื่นแห่งพลังงานมหาศาลพุ่งทะยานขึ้นสู่โลกเบื้องบน ที่โอ๊คเมียร์ ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีครามยามเช้ากลับกลายเป็นสีแดงฉานราวกับเลือด และรอยแยกบนพื้นดินก็เริ่มส่งเสียงกรีดร้องเหมือนสิ่งมีชีวิตที่กำลังถูกทรมาน
อัลดริกมองเห็นเงาสีดำขนาดมหึมาเริ่มก่อตัวขึ้นเหนือเมืองโอ๊คเมียร์ มันไม่ใช่เมฆ และไม่ใช่เงาของสิ่งก่อสร้าง แต่มันคือ 'รูปร่าง' ที่สิ่งลี้ลับเพิ่งสร้างเสร็จสมบูรณ์จากการใช้เขาเป็นพิมพ์เขียว รูปร่างนั้นดูคล้ายกับมนุษย์ยักษ์ที่ไร้ใบหน้า แต่มันกลับมีอำนาจเหนือมิติที่น่าสะพรึงกลัว
เขารู้แล้ว... เขาไม่ได้แค่กักขังมันไว้ในตัว แต่เขากำลัง 'ให้กำเนิด' มันขึ้นมาในโลกเบื้องบน
ความมืดมิดเริ่มกลืนกินทัศนวิสัยของเขาไปทั้งหมด ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกของแรงเหวี่ยงที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับรอยแยกที่กำลังจะฉีกโลกออกเป็นสองเสี่ยง
--- อัลดริกพยายามใช้ความเที่ยงตรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดสร้างแกนกลางควบคุมวงโคจรแห่งความบิดเบี้ยวเพื่อกักเก็บสิ่งลี้ลับ แต่การกระทำนั้นกลับกลายเป็นการเร่งให้สิ่งลี้ลับสร้างรูปร่างที่สมบูรณ์ขึ้นเหนือเมืองโอ๊คเมียร์