ตอนที่ 9 — เศษซากแสงในตำราต้องห้าม
เสียงฝนกระทบหลังคาแก้วของหอสมุดกลางเอลเดอร์เมียร์ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แต่ภายในห้องทำงานส่วนตัวของบรอนเวนกลับมีเพียงเสียงขูดขีดของปากกาขนนกและเสียงหายใจหอบถี่ของเธอ บรอนเวนจ้องมองแผ่นกระดาษหนังแกะที่วางแผ่ตรงหน้า แสงจากผลึกแก้วบนโต๊ะวูบไหวไปมาคล้ายคนกำลังป่วย
“มันไม่สมเหตุสมผล” บรอนเวนพึมพำ พลางใช้นิ้วถูขมับที่ปวดตุบ “เส้นสายพวกนี้มันไม่ได้ไหลไปตามทิศทางของหมึก แต่มันกำลังพยายามจะข้ามหน้ากระดาษ”
บนหน้ากระดาษที่เธอพยายามถอดรหัสจากนิมิตที่เซเลสเทนนำมาให้ มันไม่ใช่ภาพวาดธรรมดา แต่มันคือแสงสีรุ้งที่ตกค้างอยู่ในเนื้อกระดาษจากการรั่วไหลในเรือนกระจก บรอนเวนใช้เลนส์ขยายส่องดู ลวดลายเหล่านั้นบิดเบี้ยวเหมือนกลุ่มควัน หากเธอมองผ่านมุมหนึ่ง มันคือภาพของเมืองเอลเดอร์เมียร์ที่ดูสงบสุข แต่หากเธอขยับมุมมองเพียงมิลลิเมตรเดียว ภาพนั้นจะเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงที่กำลังลามเลียหอสมุดจนมอดไหม้
“คุณยังไม่เลิกขมวดคิ้วจนหน้าผากจะเป็นรอยลึกขนาดนั้นอีกหรือ บรอนเวน?” เสียงถอนหายใจดังขึ้นจากประตู เอเลียสเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับกองเอกสารที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยไร้ที่ติ เขาขยับเสื้อคลุมอาลักษณ์ให้เข้าที่ก่อนจะวางเอกสารลงบนโต๊ะว่างข้างๆ แสงจากผลึกของเขาดูนิ่งและมั่นคงกว่าของบรอนเวนมาก
“เอเลียส ถ้าคุณเห็นภาพหอสมุดกำลังถูกเผาผลาญด้วยแสงสีรุ้งบนกระดาษที่ควรจะเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ คุณจะยังมานั่งจัดระเบียบกองกระดาษพวกนี้อยู่อีกไหม?” บรอนเวนถามโดยไม่เงยหน้าจากเลนส์ขยาย
เอเลียสชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน สแกนดูรอยรั่วของแสงบนกระดาษด้วยสายตาเคร่งครัด “มันคือความผิดปกติทางเวทมนตร์ สำนักอาลักษณ์ต้องส่งเรื่องนี้ให้ราชสำนักตรวจสอบ ความไม่เป็นระเบียบของแสงแบบนี้คืออาชญากรรม บรอนเวน คุณกำลังเล่นกับสิ่งที่อาจทำลายระบบการบันทึกทั้งหมดของเรา”
“ระบบที่พวกคุณพยายามจะรักษาไว้ให้แข็งทื่อเหมือนหินน่ะเหรอ?” บรอนเวนแค่นหัวเราะประชด “ดูนี่สิ เอเลียส ดูที่จุดเชื่อมต่อระหว่างเปลวไฟกับยอดหอคอย”
เธอใช้ปลายปากกาแตะลงบนจุดที่แสงสีรุ้งเข้มข้นที่สุด ทันใดนั้น ภาพในกระดาษก็สั่นสะเทือน บรอนเวนไม่ได้เห็นแค่ภาพหอสมุดที่ถูกเผา แต่มันมี ‘ชั้น’ ของภาพซ้อนทับกัน เธอเห็นหอสมุดถูกไฟไหม้ในวินาทีแรก แต่ในวินาทีต่อมา แสงสีรุ้งกลับแตกแขนงออกเป็นสองทาง ทางหนึ่งคือเปลวเพลิงที่ลามไปทั่ว อีกทางหนึ่งคือภาพของอาลักษณ์กลุ่มหนึ่งที่กำลังใช้ผลึกแก้วดับไฟนั้นได้สำเร็จ
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมแสงมันถึงซ้อนกันแบบนี้?” เสียงรัวเร็วของเซเลสเทนดังขึ้นที่ประตู เธอวิ่งเข้ามาพร้อมกับขวดโหลบรรจุเศษผลึกที่ส่องแสงริบหรี่ “ฉันเพิ่งตรวจสอบค่าความเข้มข้นของแสงในเรือนกระจกอีกรอบ มันไม่ได้แค่รั่ว แต่มันกำลัง ‘คัดลอก’ ตัวเองในรูปแบบที่ซับซ้อนเกินไป! บรอนเวน คุณเห็นอะไรในนั้นบ้าง?”
บรอนเวนไม่ตอบ เธอจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า “มันไม่ใช่แค่ภาพนิมิต แต่มันเหมือน... บันทึกที่ยังเขียนไม่จบ”
“หมายความว่ายังไง?” เซเลสเทนถามพลางขยับเข้ามาใกล้จนแทบจะชนไหล่บรอนเวน “คุณกำลังจะบอกว่าแสงสีรุ้งนี่มันกำลังบันทึกอนาคตงั้นเหรอ? นั่นมันผิดหลักการอาลักษณ์! บันทึกต้องมีต้นฉบับที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น!”
“และนี่คือปัญหา” บรอนเวนขยับเลนส์ขยายออก “ดูนี่สิ เซเลสเทน... ในบันทึกเก่าแก่ที่ฉันเคยอ่านผ่านตา มันมีคำทำนายถึงราชินีผู้จะมาจุติเพื่อนำความสมดุลมาสู่โลก นิมิตนี้มันเชื่อมโยงกับคำทำนายนั้น แต่มันไม่ได้แสดงผลเป็นเส้นตรงเหมือนประวัติศาสตร์ที่เราเขียนกันมา มันแสดง ‘ทางเลือก’ มันแสดงว่าเหตุการณ์หนึ่งสามารถจบลงได้มากกว่าหนึ่งแบบ”
บรอนเวนใช้นิ้วลากผ่านรอยต่อระหว่างภาพไฟไหม้กับภาพการดับไฟ “ในเล่มหนึ่ง มันคือจุดจบของยุคสมัย แต่อีกเล่ม... ถ้าเราเปลี่ยนวิธีวางผลึก หรือเปลี่ยนการกระทำในเสี้ยววินาทีนั้น... มันอาจจะเป็นการเริ่มต้นใหม่”
เอเลียสขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าของเขาดูซีดลง “คุณกำลังจะบอกว่าเราสามารถแก้ไขสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นได้งั้นหรือ? นั่นมันเป็นความคิดที่อันตรายเกินกว่าจะยอมรับได้ บรอนเวน ความเป็นระเบียบของโลกขึ้นอยู่กับความถูกต้องของบันทึก หากอนาคตเปลี่ยนแปลงได้ตามใจชอบ บันทึกทุกเล่มในเอลเดอร์เมียร์จะกลายเป็นเรื่องโกหกทันที”
“ไม่ใช่เรื่องโกหก เอเลียส แต่มันคือความเป็นไปได้ที่ยังไม่ถูกเลือก” บรอนเวนสวนกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ถ้าแสงสีรุ้งนี่คือสิ่งที่กำลังบันทึก ‘ทางเลือก’ แปลว่ามันไม่ได้แค่พยากรณ์ แต่มันกำลังบอกเราว่าเรามีอำนาจที่จะเลือกทางที่ไม่ได้นำไปสู่การเผาทำลาย”
เซเลสเทนทำหน้ากังวล “แต่ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริง แสงรั่วในเรือนกระจกนั่นอาจจะไม่ใช่แค่ความผิดพลาดทางเทคนิค แต่มันอาจจะเป็นการพยายาม ‘เขียน’ อนาคตใหม่โดยใครบางคนก็ได้นะ!”
บรอนเวนมองดูภาพนิมิตที่เริ่มจางลง แต่ร่องรอยของทางเลือกที่ซ้อนทับกันยังคงติดตาเธอ เธอรู้ดีว่าหากเรื่องนี้หลุดไปถึงหูราชสำนัก พวกเขาจะพยายามใช้มันเพื่อควบคุมทิศทางของโลกตามใจชอบ แต่เธอก็ไม่อาจเพิกเฉยต่อความจริงที่ว่า ‘ความตายที่ถูกบันทึกไว้’ อาจไม่ใช่จุดจบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
“ฉันต้องการหลักฐานมากกว่านี้” บรอนเวนพูดขึ้นขณะที่สายตามองไปที่รอยแยกของแสงที่ยังคงสั่นไหว “ฉันต้องการรู้ว่าทำไมทางเลือกเหล่านี้ถึงปรากฏขึ้นมาพร้อมกัน และใครเป็นคนปล่อยแสงนี้ออกมา”
เธอมองไปที่กองตำราโบราณที่วางระเกะระกะ ก่อนจะหยิบสมุดบันทึกส่วนตัวขึ้นมาและเริ่มร่างแผนผังความเชื่อมโยงของภาพนิมิตอย่างรวดเร็ว
“เตรียมตัวให้พร้อมนะทั้งสองคน” บรอนเวนกล่าวทิ้งท้าย “เพราะถ้าสิ่งที่ฉันคิดมันเป็นจริง เราไม่ได้กำลังแค่ปกป้องหอสมุด แต่เรากำลังสู้กับชะตากรรมที่ถูกเขียนไว้แล้ว”
ทันใดนั้น แสงสีรุ้งบนกระดาษก็วาบขึ้นอย่างรุนแรงจนทุกคนต้องหรี่ตา และเมื่อแสงสงบลง บรอนเวนก็พบว่าภาพนิมิตบนกระดาษไม่ได้หายไป แต่มันกลับเปลี่ยนจากภาพหอสมุดที่ถูกเผา กลายเป็นภาพของประตูห้องทำงานของเธอที่กำลังถูกกระแทกอย่างแรงจากด้านนอก
--- บรอนเวนพยายามถอดรหัสแสงสีรุ้งในนิมิตและพบว่ามันแสดงภาพเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ (ทางเลือก) แทนที่จะเป็นเส้นตรงเส้นเดียว นำไปสู่ความสงสัยว่าอนาคตสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ก่อนที่เหตุการณ์ไม่คาดฝันจะเกิดขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงานของเธอ