← สารบัญตอน

หอสมุดแก้ว

ตอนที่ 72ฟรี

ตอนที่ 72 — หยาดหมึกแห่งการสูญสิ้นและปากกาที่หิวโหย

ความเงียบภายในหอจดหมายเหตุที่ถูกลืมนั้นไม่ใช่ความเงียบที่สงบสุข แต่มันคือความเงียบที่ข้นคลักราวกับน้ำหมึกที่กำลังจะแห้งกรัง บรอนเวนยืนหอบหายใจถี่ ร่างกายของเธอสั่นสะท้านไม่ใช่เพียงเพราะความเหนื่อยล้าจากการหลบหนี แต่เพราะความจริงที่เพิ่งถูกเปิดเปลือยต่อหน้ามันหนักอึ้งเกินกว่าที่หัวใจดวงเล็กๆ จะรับไหว ปากกาแห่งแสงวิเศษในมือของผู้นำกลุ่มคนชุดขาวไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือจารึก แต่มันคือเข็มฉีดยาที่คอยสูบฉีดความตายเข้าไปในเส้นเลือดของความจริง

แสงสีขาวนวลที่แผ่ออกมาจากปลายปากกานั้นดูบริสุทธิ์จนน่าสะอิดสะเอียน มันสว่างจ้าเสียจนบดบังรอยร้าวของมิติรอบกาย แต่ในความสว่างนั้น บรอนเวนเห็นเงาของสิ่งที่ถูกทำลาย—แสงวิเศษตัวเล็กๆ ที่สั่นระริกอยู่ในความว่างเปล่า พวกมันถูกสูบเอาแก่นแท้แห่งชีวิตออกไปเพื่อกลั่นเป็นหมึกศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้เขียน 'โลกใบใหม่' โลกที่ไร้ซึ่งความผิดพลาด โลกที่ไร้ซึ่งตัวตนที่ไม่อยู่ในระเบียบของกลุ่มคนชุดขาว

“มันไม่ใช่การสร้าง...” บรอนเวนเค้นเสียงออกมาจากลำคอที่แห้งผาก ดวงตาของเธอจ้องมองไปที่ผู้นำชุดขาวซึ่งยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง “มันคือการฆาตกรรม”

ผู้นำคนนั้นไม่ได้ขยับเขยื้อน ใบหน้าของเขาถูกปกคลุมด้วยอาภรณ์สีขาวสะอาดตาจนมองไม่เห็นอารมณ์ มีเพียงดวงตาที่เรียบเฉยราวกับผิวน้ำที่ไร้ลมพัด “การฆาตกรรมคือการทำลายสิ่งที่ไร้ค่า บรอนเวน... แต่สิ่งที่เราทำคือการชำระล้าง เพื่อให้พงศาวดารที่สมบูรณ์แบบสามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่มีรอยด่างพร้อยของอดีตที่เน่าเฟะ”

เขายกปากกาขึ้นช้าๆ ปลายของมันเริ่มเรืองแสงเข้มขึ้น ราวกับมันรับรู้ถึงความหิวโหย บรอนเวนสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในอากาศ พลังอักขระต้นแบบในสายเลือดของเธอเริ่มตอบสนอง มันเต้นตุบๆ อยู่ในข้อมือและลำคอ ราวกับอวัยวะใหม่ที่พยายามจะตะโกนเตือนภัย พงศาวดารสีเลือดที่เธอถือครองอยู่เริ่มร้อนผ่าว มันไม่ใช่แค่กระดาษและหมึก แต่มันคือบันทึกแห่งความเจ็บปวดที่ยังมีลมหายใจ

“ความสมบูรณ์แบบที่คุณว่า... มันแลกมาด้วยชีวิตของทุกสิ่งที่เคยมีอยู่จริง!” บรอนเวนตะโกนสู้กับเสียงกระซิบของมิติที่กำลังปริแตก เธอขยับตัวก้าวไปข้างหน้า พยายามจะใช้พลังจารึกเพื่อสร้างเกราะป้องกัน แต่ความกดดันจากปากกาแห่งแสงวิเศษนั้นมหาศาลเกินไป ทุกครั้งที่เธอพยายามจะขีดเขียนความจริงขึ้นมาใหม่ ปากกาของเขากลับดูดซับเอาเจตจำนงของเธอไปเสียดื้อๆ

ชายชุดเทาที่ยืนอยู่ข้างกายเธอพยายามจะขยับเข้ามาช่วย แต่เขากลับถูกแรงกดดันจากแสงขาวนั้นผลักออกไป “อย่าสู้ด้วยตรรกะ บรอนเวน!” เขาตะโกนเตือน เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “เขาไม่ได้ใช้หมึก... เขาใช้จิตวิญญาณ! หากคุณพยายามจะเขียนทับด้วยความทรงจำธรรมดา คุณจะถูกเขากลืนกิน!”

ผู้นำชุดขาวขยับกายเพียงก้าวเดียว แต่ก้าวนั้นกลับเหมือนการเคลื่อนที่ของกาลเวลาที่บิดเบี้ยว เขาชี้ปลายปากกามาทางบรอนเวน “เจ้าคือตัวแปรที่ผิดพลาด บรอนเวน... อักขระต้นแบบในตัวเจ้าคือรอยเปื้อนเดียวที่เหลืออยู่ในหน้ากระดาษที่กำลังจะสะอาดบริสุทธิ์ ถึงเวลาที่ต้องลบเจ้าออกไปเสียที”

ทันใดนั้น ปลายปากกาก็วาดผ่านอากาศ ทิ้งรอยแสงสีขาวที่คมกริบยิ่งกว่าใบมีด บรอนเวนพุ่งตัวหลบไปด้านหลังซากเสาหินที่ทำจากเศษเสี้ยวของความทรงจำ รอยแสงนั้นเฉือนผ่านอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว และเมื่อมันสัมผัสกับพื้นผิวของหอจดหมายเหตุ พื้นตรงนั้นก็หายวับไป กลายเป็นความว่างเปล่าที่ไม่มีแม้แต่ฝุ่นผงหลงเหลือ

บรอนเวนหัวใจเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก เธอรู้ดีว่าหากเธอพลาดเพียงครั้งเดียว เธอจะไม่ใช่แค่ตาย แต่เธอจะ 'ไม่เคยมีอยู่' เธอจะถูกขีดฆ่าออกไปจากทุกหน้ากระดาษของประวัติศาสตร์ ราวกับว่าเธอไม่เคยเกิดมาในโลกเอลเดอร์เมียร์แห่งนี้เลย

เธอหันกลับมามองพงศาวดารสีเลือดในมือ แสงสีแดงฉานจากมันดูเหมือนจะกำลังสื่อสารกับอักขระในร่างกายของเธอ มันคือความเจ็บปวดที่สอดประสานกัน บรอนเวนหลับตาลงชั่วครู่ พยายามรวบรวมสมาธิท่ามกลางความโกลาหล เธอไม่ได้ต้องการแค่จะเขียนทับ แต่เธอต้อง 'จารึกความจริงที่ไม่อาจถูกลบ'

“ถ้าคุณต้องการเขียนโลกใหม่...” บรอนเวนพึมพำกับตัวเอง มือที่ถือพงศาวดารสั่นเทาแต่หนักแน่นขึ้น “ฉันก็จะใช้เลือดและน้ำตาของความจริง... เขียนสิ่งที่ไม่มีวันจางหายลงไป!”

เธอกระโจนออกจากที่ซ่อน ปล่อยให้พลังอักขระต้นแบบไหลเวียนผ่านปลายนิ้วลงสู่หน้ากระดาษสีเลือด พลังสีแดงเข้มพุ่งทะยานออกจากพงศาวดารราวกับคลื่นยักษ์ มันปะทะกับแสงสีขาวบริสุทธิ์ของปากกาแห่งแสงวิเศษ เกิดเป็นการระเบิดของสีสันที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง แสงขาวพยายามจะกลืนกินสีแดง แต่สีแดงกลับดิ้นรนและแตกแขนงออกเป็นเส้นสายอักขระที่ซับซ้อน

ผู้นำชุดขาวขมวดคิ้วเป็นครั้งแรก ความสงบนิ่งของเขาเริ่มสั่นคลอนเมื่อเห็นว่าพลังของเขาไม่สามารถสลายพงศาวดารสีเลือดได้ในทันที “ดื้อรั้นนักนะ... งั้นก็จงหายไปพร้อมกับความทรงจำที่ไร้ค่าของเจ้าเสียเถอะ!”

เขาเร่งพลังจากปากกาจนถึงขีดสุด แสงสีขาวที่ออกมานั้นรุนแรงจนทำให้มิติรอบข้างเริ่มบิดเบี้ยวและแตกสลาย บรอนเวนรู้สึกได้ว่าร่างกายของเธอกำลังถูกแรงฉุดกระชากอย่างหนัก อักขระบนผิวหนังของเธอเริ่มเรืองแสงสีแดงจัดจนแสบร้อนราวกับถูกไฟคลอก เธอเห็นชายชุดเทาพยายามจะพุ่งเข้ามาหาเธอ แต่เขาก็ถูกคลื่นพลังงานเหวี่ยงออกไปไกล

ในวินาทีแห่งความเป็นตาย บรอนเวนไม่ได้มองหาทางหนี แต่มองหา 'จุดเชื่อมต่อ' เธอเห็นว่าแสงขาวของเขามีจุดอ่อน—มันคือความว่างเปล่าที่พยายามจะเติมเต็มสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ในขณะที่พงศาวดารสีเลือดของเธอคือความจริงที่แม้จะเจ็บปวดแต่มันก็มีตัวตน

เธอตัดสินใจใช้พลังทั้งหมดที่มี จารึกอักขระต้นแบบที่รุนแรงที่สุดลงบนอากาศตรงหน้า ไม่ใช่เพื่อป้องกัน แต่เพื่อ 'ตรึง' แสงขาวนั้นไว้กับความจริง

“จงรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่เจ้าพยายามจะลบเลือน!” เธอคำราม

อักขระสีแดงพุ่งเข้าพันธนาการปลายปากกาแห่งแสงวิเศษไว้ ราวกับโซ่ตรวนที่ทำจากเลือดและน้ำตา แสงขาวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพูจางๆ และเริ่มสั่นคลอน ผู้นำชุดขาวเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เขาไม่เคยคิดว่า 'ความจริงที่เน่าเฟะ' จะสามารถพันธนาการ 'ความสมบูรณ์แบบ' ได้

แต่ชัยชนะนั้นสั้นนัก แรงสะท้อนจากการปะทะกันทำให้หอจดหมายเหตุที่ถูกลืมเริ่มพังทลายลงอย่างรวดเร็ว มิติที่กำลังจะสูญสิ้นพยายามจะกลืนกินทุกสิ่งที่อยู่ในนั้น บรอนเวนรู้สึกได้ว่าพื้นดินใต้เท้าของเธอกำลังสลายกลายเป็นหมึกดำ และเธอกำลังจะจมลงไปในมหาสมุทรแห่งความว่างเปล่า

ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของมิติที่กำลังแตกสลาย บรอนเวนเห็นภาพสุดท้ายก่อนที่สติจะเลือนราง—ผู้นำชุดขาวไม่ได้ดูหวาดกลัว แต่เขากลับยิ้ม... รอยยิ้มที่เยือกเย็นราวกับเขาได้เตรียมแผนการขั้นต่อไปไว้แล้ว และแผนการนั้น... อาจจะรวมถึงการที่เธอต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของพงศาวดารที่เขาเป็นผู้เขียนเสียเอง

--- บรอนเวนเผชิญหน้ากับผู้นำกลุ่มคนชุดขาวและพบว่าปากกาแห่งแสงวิเศษกำลังสูบกินชีวิตของแสงวิเศษเพื่อสร้างโลกใหม่ เธอตัดสินใจใช้พลังอักขระต้นแบบและพงศาวดารสีเลือดเข้าต่อต้านเพื่อรักษาความจริงเอาไว้ ท่ามกลางมิติที่กำลังพังทลาย