ตอนที่ 43 — อักขระสีเลือดและเสียงเพรียกจากความว่างเปล่า
ความเงียบสงัดที่ปกคลุมห้องพักเล็กๆ นั้นไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือความว่างเปล่าที่กรีดลึกเข้าไปในโสตประสาท บรอนเวนขยับกายบนเตียงไม้ที่ดูเหมือนจะแข็งกระด้างผิดปกติ กลิ่นหอมของดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิที่โชยมาจากหน้าต่างนั้นช่างบริสุทธิ์จนน่าสะอิดสะเอียน มันเป็นกลิ่นที่สะอาดเกินไป ไร้ซึ่งรอยด่างพร้อยของฝุ่นละอองหรือกลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าที่เธอเคยคุ้นเคยในหอสมุดแก้ว
เธอยันตัวลุกขึ้น ความทรงจำสุดท้ายคือการปะทะกับหยดหมึกสีเลือดของร่างปริศนา มิติที่กำลังฉีกขาด และความรู้สึกของการถูกเหวี่ยงเข้าสู่หลุมดำแห่งความว่างเปล่า แต่ตอนนี้เธอกลับนอนอยู่ในห้องที่ดูเหมือนจะหลุดออกมาจากภาพวาดที่สมบูรณ์แบบที่สุด บรอนเวนมองไปที่มือของตนเอง มือที่เคยเปื้อนหมึกดำและสั่นเทาจากการต่อสู้ บัดนี้มันกลับดูสะอาดสะอ้านราวกับไม่เคยผ่านการทำงานหนักใดๆ มาก่อน
"เอเลียส? เซเลสเทน?" เธอเรียกชื่อเพื่อนร่วมงาน เสียงที่เปล่งออกมานั้นแหบพร่าและเบาหวิวราวกับจะจมหายไปในอากาศที่นิ่งสนิท ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงแสงแดดอ่อนๆ ที่ทอดเงาผ่านหน้าต่างลงมาบนพื้นไม้ที่ขัดมันจนเงาวับ
ความรู้สึกผิดปกติเริ่มกัดกินความมั่นใจของเธอ บรอนเวนรีบก้าวไปที่หน้าต่างและผลักบานไม้ออก ลมเย็นของต้นฤดูใบไม้ผลิปะทะใบหน้า แต่มันเป็นลมที่ไร้ทิศทาง ราวกับถูกเป่าออกมาจากเครื่องจักรที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอ เธอจ้องมองลงไปยังถนนเบื้องล่างของเมืองเอลเดอร์เมียร์ และสิ่งที่เห็นทำให้หัวใจของเธอแทบหยุดเต้น
เมืองเอลเดอร์เมียร์ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ ทว่ามันดูผิดเพี้ยนไปในระดับที่อธิบายไม่ได้ ถนนทุกสายเรียบกริบไร้รอยแตก ผู้คนเดินขวักไขว่ด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอราวกับหุ่นเชิดที่ถูกขึงเส้นด้ายไว้อย่างแม่นยำ ไม่มีเสียงตะโกนของพ่อค้า ไม่มีเสียงสุนัขเห่า หรือแม้แต่เสียงลมพัดใบไม้ที่ดูเป็นธรรมชาติ และเหนือสิ่งอื่นใด ท้องฟ้า... ท้องฟ้าเบื้องบนไม่ได้เป็นสีฟ้าครามที่สดใส แต่มันมีลายเส้นจางๆ ของอักขระสีขาวที่ถูกเขียนไว้อย่างประณีตลอยละล่องอยู่ ราวกับว่าโลกทั้งใบเป็นเพียงหน้ากระดาษที่เพิ่งถูกจารึกเสร็จใหม่ๆ และรอคอยให้ใครบางคนพลิกหน้าถัดไป
"นี่มันไม่ใช่ความจริง..." บรอนเวนพึมพำ ความเย็นเยียบแล่นพล่านจากปลายเท้าขึ้นมาถึงหัวใจ "มันคือโลกที่ถูกเขียนขึ้นใหม่"
เธอก้มลงมองที่ฝ่ามือของตนเองเพื่อหาหลักฐานที่จับต้องได้ และในวินาทีนั้นเอง ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดก็ปรากฏขึ้น ที่กลางฝ่ามือของเธอ มีรอยหมึกสีแดงเล็กๆ จุดหนึ่งที่ดูเหมือนรอยแผลสด แต่มันไม่ได้อยู่นิ่ง มันกำลังขยับเขยื้อนอย่างช้าๆ ราวกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังกระหายน้ำ มันเริ่มลากเส้นยาวออกไป และเริ่มจารึกตัวอักษรลงบนผิวหนังของเธอเองด้วยความเจ็บปวดที่แหลมคม
'บทที่ 1: การเริ่มต้นใหม่ของตัวละครที่ถูกลืม'
"ยินดีต้อนรับกลับสู่บทเรียนแรก, บรอนเวน" เสียงกระซิบที่เย็นชาและไร้ซึ่งอารมณ์ดังก้องขึ้นในหัวของเธอ มันไม่ใช่เสียงของชายชุดเทา ไม่ใช่เสียงของเอเลียส แต่เป็นเสียงของตัวเธอเอง—เสียงที่ดูเหมือนจะมาจากที่ไกลแสนไกลและเต็มไปด้วยความว่างเปล่า
บรอนเวนสะดุ้งสุดตัว เธอพยายามจะขยี้รอยหมึกนั้นออก แต่ยิ่งเธอทำ รอยแดงนั้นก็ยิ่งลึกเข้าไปใต้ชั้นผิวหนัง ราวกับว่ามันกำลังฝังรากลงไปในตัวตนของเธอ เธอวิ่งไปที่กระจกเงาที่ตั้งอยู่มุมห้อง เพื่อจะมองดูใบหน้าของตัวเอง แต่สิ่งที่สะท้อนกลับมาไม่ใช่หญิงสาววัยยี่สิบที่มีแววตาแน่วแน่ แต่เป็นใบหน้าที่เรียบเฉย ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ราวกับเป็นภาพวาดที่ถูกร่างขึ้นอย่างลวกๆ โดยไม่มีจิตวิญญาณ
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอกห้องพัก มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าที่รีบร้อนหรือวุ่นวาย แต่มันเป็นเสียงที่มั่นคงจนน่าขนลุก บรอนเวนรีบคว้าเสื้อคลุมมาสวมและพยายามจะหาทางหนี แต่ประตูห้องพักกลับถูกล็อกไว้จากภายนอกอย่างแน่นหนา
เธอเดินไปที่ประตูและลองผลักดู แต่มันกลับรู้สึกแข็งทื่อราวกับผนังหิน ไม่ใช่ไม้ที่ควรจะให้ความรู้สึกอบอุ่น บรอนเวนเริ่มตระหนักว่าเธอไม่ได้ถูกขังอยู่ในห้อง แต่เธอถูกขังอยู่ใน 'ประโยค' ที่ถูกเขียนไว้ให้ต้องอยู่ที่นี่
“มีใครอยู่ไหม!” เธอตะโกนออกไป เสียงของเธอสะท้อนกลับมาด้วยความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว
ทันใดนั้น อักขระสีแดงที่ฝ่ามือของเธอก็เริ่มลุกลาม มันไม่ได้หยุดแค่คำว่าบทที่หนึ่ง แต่มันเริ่มลามขึ้นมาตามแขนของเธอราวกับเถาวัลย์หนามที่เต็มไปด้วยพิษ บรอนเวนกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่ออักขระเหล่านั้นเริ่มขยับและเขียนคำใหม่ลงบนผิวหนังของเธออย่างต่อเนื่อง
'และแล้วตัวละครที่ขัดขืน ก็เริ่มตระหนักว่าตนเองเป็นเพียงน้ำหมึกที่กำลังจะถูกลบเลือน...'
ความเจ็บปวดนั้นทำให้สติของเธอเริ่มพร่าเลือน บรอนเวนรู้สึกเหมือนร่างกายของเธอกำลังจางหายไป ท่ามกลางแสงแดดที่ดูสมบูรณ์แบบเกินไปนั้น เธอเห็นเงาร่างของกลุ่มคนในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์—พวกผู้คัดลอก—ยืนอยู่อย่างสงบนิ่งที่ปลายทางเดินนอกประตู พวกเขาไม่ได้ถืออาวุธ แต่ในมือของแต่ละคนถือปากกาขนนกที่ส่องประกายสีขาวเย็นเยียบ
หนึ่งในนั้นก้าวเข้ามาใกล้ประตู และเริ่มขยับมือในอากาศ ราวกับกำลังจารึกคำสั่งบางอย่างลงบนอากาศที่มองไม่เห็น ทันใดนั้น ประตูห้องพักก็เริ่มจางหายไป กลายเป็นเพียงรอยเส้นจางๆ ของอักขระที่ถูกลบออกไปจากหน้ากระดาษ
บรอนเวนถอยร่นไปจนหลังชนกับผนังที่เริ่มกลายเป็นกระดาษเปล่า เธอรู้แล้วว่าการต่อสู้ในมิติแห่งอักขระที่ผ่านมาเป็นเพียงการทดสอบ และตอนนี้ เธอได้ก้าวเข้าสู่บทที่แท้จริง—บทที่เธอไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเลือกตอนจบของตัวเอง
ในขณะที่เธอกำลังจะถูกกลืนกินโดยความว่างเปล่าที่กำลังคืบคลานเข้ามา บรอนเวนเหลือบไปเห็นแสงสีทองริบหรี่ที่ปลายนิ้วของเธอ—มันคือเศษเสี้ยวของพลัง 'เขียนทับ' ที่เธอยังเหลืออยู่ แต่มันช่างน้อยนิดเหลือเกินเมื่อเทียบกับมหาสมุทรแห่งหมึกที่กำลังโถมเข้าใส่
"ฉันจะไม่ยอมเป็นแค่ตัวละคร..." เธอพึมพำผ่านไรฟันที่สั่นเทา แม้ดวงตาจะเริ่มพร่ามัวด้วยน้ำตาแห่งความหวาดกลัว "ฉันจะเขียน... ฉันจะเขียนตัวเองขึ้นมาใหม่!"
แต่ก่อนที่เธอจะได้เริ่มลงมือ ร่างของเธอเองก็เริ่มแตกสลายกลายเป็นละอองหมึกสีแดงที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่กำลังรอคอยการจารึกบรรทัดถัดไป
--- บรอนเวนตื่นขึ้นมาในโลกที่ดูสมบูรณ์แบบจนน่าสงสัยและพบว่าร่างกายของเธอกำลังถูกใช้เป็นพื้นที่จารึกชะตากรรมใหม่ เธอต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าตัวตนของเธออาจเป็นเพียงตัวละครที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อรอการลบเลือน