← สารบัญตอน

หอสมุดแก้ว

ตอนที่ 123ฟรี

ตอนที่ 123 — รากอักขระใต้ฐานรากเอลเดอร์เมียร์

เสียงครืนครางลึกดังมาจากใต้ฝ่าเท้า ไม่ใช่เสียงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวที่รุนแรงและฉับพลัน แต่มันคือเสียงเสียดสีของบางสิ่งที่หนักอึ้งและมีชีวิต มันเหมือนเสียงกระดาษนับล้านแผ่นที่ถูกขยี้พร้อมกันในความมืดมิดใต้ดิน บรอนเวนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านมาทางปลายนิ้วที่ยังคงสั่นเทาจากการใช้พลังเขียนทับ แสงสว่างจ้าจากหนังสือโบราณที่เธอเพิ่งจะสงบลงได้เริ่มหรี่แสงลง ทิ้งไว้เพียงแสงเรืองรองสีอำพันที่สลัวรางพอจะทำให้เห็นความน่าสะพรึงกลัวตรงหน้า

รอยสลักอาคมที่เอเลียสพยายามใช้เบี่ยงเบนพลังงาน บัดนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่บนพื้นหินหรือผลึกแก้ว แต่มันได้แตกแขนงออกเป็นเส้นสายสีดำสนิทที่พุ่งพล่านราวกับรากไม้ที่หิวโหย เส้นสายเหล่านั้นไม่ได้เคลื่อนที่อย่างช้าๆ แต่มันเลื้อยผ่านรอยแตกของพื้นหินด้วยความเร็วที่น่าขนลุก ทุกครั้งที่รากอักขระสัมผัสกับวัตถุใด มันจะทิ้งรอยจารึกสีดำไว้บนวัตถุนั้น ราวกับว่ามันกำลังพยายามจะ 'อ่าน' และ 'บันทึก' ทุกสิ่งให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน

“มันไม่หยุด...” เซเลสเทนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า ใบหน้าของเธอซีดเผือดจากการทุ่มเทพลังงานแสงวิเศษเพื่อผนึกผลึกแก้วหลัก “มันไม่ได้แค่ลามไปตามพื้น แต่มันกำลังมุ่งหน้าลงไปข้างล่าง บรอนเวน! มันกำลังมุ่งหน้าไปสู่รากฐานของเมือง!”

บรอนเวนมองตามทิศทางที่รากอักขระมุ่งไป สายตาของเธอจับจ้องไปยังรอยแตกขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นตรงมุมห้องใต้ดิน รอยสลักสีดำเหล่านั้นไม่ได้แตกกระจายอย่างไร้ทิศทาง แต่มันรวมตัวกันเป็นสายธารอักขระที่ไหลลงสู่ก้นบึ้งที่มืดมิดที่สุดของหอสมุดแก้ว ที่นั่นคือจุดที่ฐานรากของเมืองเอลเดอร์เมียร์เชื่อมต่อกับชั้นหินลึกใต้ดิน

“พวกอาลักษณ์ไร้เสียง...” เอเลียสพึมพำ มือของเขากำเหล็กสลักไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด “พวกเขาไม่ได้ต้องการแค่ควบคุมพลังงาน หรือแก้ไขประวัติศาสตร์ แต่พวกเขากำลังจะลบหน้ากระดาษทั้งหมดทิ้ง เพื่อเริ่มเขียนใหม่จากศูนย์”

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารราชสำนักที่เคยบุกเข้ามาก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าที่เดินอย่างเป็นระเบียบเหมือนปกติ มันเป็นเสียงฝีเท้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เสียงตะโกนสั่งการที่สับสนและเสียงโลหะกระทบกันดังมาจากโถงด้านบน ทว่าความวุ่นวายของมนุษย์กลับดูไร้ความหมายเมื่อเทียบกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเบื้องหน้า

รากอักขระเส้นหนึ่งพุ่งผ่านเท้าของบรอนเวนไปอย่างรวดเร็ว มันไม่ได้ทำร้ายเธอ แต่มันทิ้งรอยสลักเป็นคำว่า 'ว่างเปล่า' ไว้บนพื้นหินที่มันเพิ่งผ่านไป คำนั้นสว่างวาบขึ้นชั่วขณะก่อนจะถูกความมืดกลืนกิน บรอนเวนรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แล่นปราดเข้าสู่หัวใจ ความว่างเปล่าที่พวกอาลักษณ์ไร้เสียงต้องการไม่ใช่แค่การทำลายล้าง แต่มันคือการลบเลือนการดำรงอยู่ของทุกสิ่งที่เคยถูกเขียนขึ้นมา

“เราต้องหยุดมันก่อนที่มันจะถึงฐานรากของเมือง” บรอนเวนกล่าว เสียงของเธอหนักแน่นขึ้นแม้ในใจจะเต็มไปด้วยความกลัว เธอรู้ดีว่าถ้าเมืองเอลเดอร์เมียร์ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นหน้ากระดาษเปล่า ทุกความทรงจำ ทุกความสัมพันธ์ และทุกตัวตนที่พวกเขาสร้างขึ้นมาจะสูญสิ้นไปตลอดกาล “ถ้าฐานรากกลายเป็นกระดาษ เมืองทั้งเมืองก็จะกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง”

“เราจะทำยังไงได้?” เอเลียสถามพลางมองดูรอยแตกที่ขยายวงกว้างขึ้น “เราไม่มีพลังพอจะหยุดรากไม้ที่หยั่งลึกลงไปขนาดนั้นได้หรอก พลังเขียนทับของเรามันเป็นเพียงการแก้ไขบนพื้นผิว แต่นี่มันคือการเปลี่ยนโครงสร้างของโลก!”

“เราต้องไม่แค่เขียนทับ” บรอนเวนตอบ สายตาของเธอเหลือบมองหนังสือโบราณในมือที่ยังคงส่องแสงอ่อนๆ “เราต้องเขียน 'รากฐาน' ใหม่ เราต้องใช้ความทรงจำที่เป็นจริง ยืนยันว่าสิ่งที่อยู่ตรงนี้มีอยู่จริง ไม่ใช่แค่สิ่งที่ถูกจารึกไว้”

เซเลสเทนพยายามรวบรวมพลังที่เหลืออยู่ แสงสว่างจางๆ เริ่มก่อตัวขึ้นรอบตัวเธอ “แต่ถ้าเราพยายามเปลี่ยนรากฐาน... เราอาจจะกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมในโลกที่พวกเขากำลังสร้างขึ้นก็ได้นะ บรอนเวน เราอาจจะสูญเสียตัวตนไปในกระบวนการนั้น”

บรอนเวนไม่ตอบ เธอเพียงแต่มองไปที่รากอักขระที่กำลังขยับเขยื้อนอย่างบ้าคลั่ง ในใจของเธอเห็นภาพของเมืองเอลเดอร์เมียร์ที่กำลังเลือนหายไปเหมือนหมึกที่ถูกน้ำล้างออก ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่ขาวโพลนและหนาวเหน็บ

ทันใดนั้น เสียงระเบิดดังสนั่นมาจากด้านบน ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของบางสิ่งที่ฟังดูไม่เหมือนมนุษย์ มันเป็นเสียงของแสงวิเศษที่กำลังถูกฉีกกระชาก บรอนเวนและเพื่อนๆ สบตากัน พวกเขารู้ดีว่าเวลาแห่งการตัดสินใจมาถึงแล้ว

บรอนเวนเริ่มก้าวเดินไปทางรอยแตกที่มุ่งสู่ใต้ดิน เธอไม่ได้เดินด้วยความกล้าหาญแบบวีรบุรุษ แต่เธอเดินด้วยความมุ่งมั่นของบรรณารักษ์ที่ไม่อาจยอมให้หนังสือเล่มสำคัญถูกทำลายลงได้ เธอสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดจากความมืดเบื้องล่าง มันไม่ใช่แค่แรงดึงดูดทางกายภาพ แต่มันคือแรงดึงดูดของความหมายที่กำลังถูกพรากไป

ขณะที่เธอหย่อนตัวลงสู่รอยแตกที่ขยายกว้างขึ้น แสงสว่างจากหอสมุดแก้วก็ค่อยๆ ห่างไกลออกไป สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าเธอไม่ใช่เพียงความมืด แต่มันคืออุโมงค์ที่สร้างขึ้นจากตัวอักขระที่สอดประสานกันเป็นโครงสร้าง ราวกับว่าพวกเขากำลังเดินเข้าไปใน 'ลำไส้' ของโลกที่กำลังถูกเขียนใหม่

ที่ปลายทางของอุโมงค์นั้น บรอนเวนเห็นเงาร่างสายหนึ่งยืนอยู่อย่างสงบนิ่งท่ามกลางความโกลาหล เงาร่างนั้นสวมชุดขาวบริสุทธิ์ที่ดูตัดกับความมืดมิดรอบข้างอย่างสิ้นเชิง ไม่มีการเคลื่อนไหวที่รุนแรง ไม่มีเสียงตะโกน มีเพียงความเงียบที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก

“ยินดีต้อนรับสู่หน้ากระดาษแรก” เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของเธอ ไม่ใช่เสียงที่ผ่านหู แต่เป็นเสียงที่จารึกลงในจิตสำนึกโดยตรง

บรอนเวนหยุดชะงัก หัวใจเต้นรัวจนเจ็บหน้าอก เธอพยายามจะหยิบปากกาหรือหนังสือขึ้นมา แต่ร่างกายของเธอเริ่มรู้สึกหนักอึ้ง ราวกับว่าตัวตนของเธอกำลังถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นหมึกที่ข้นคลั่กและพร้อมจะถูกลบออกได้ทุกเมื่อ

“พวกคุณต้องการอะไรกันแน่!” บรอนเวนตะโกนออกไป แม้จะรู้ว่าเสียงของเธออาจจะไม่มีความหมายในมิติที่ความจริงกำลังถูกบิดเบือนเช่นนี้

ร่างในชุดขาวเริ่มเคลื่อนไหวช้าๆ รอยสลักอักขระรอบตัวเขาสั่นไหวตามจังหวะการก้าวเดิน “เราไม่ได้ต้องการอะไร... เราเพียงแค่ต้องการคืนความบริสุทธิ์ให้กับโลกที่เต็มไปด้วยรอยเปื้อนของประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาด”

บรอนเวนมองเห็นความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าการถูกทำลาย นั่นคือความตั้งใจที่จะสร้างโลกที่สมบูรณ์แบบจนไม่มีที่ว่างสำหรับความผิดพลาดของมนุษย์ โลกที่ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้วด้วยอักขระที่ไร้ชีวิต และเธอก็รู้ตัวในวินาทีนั้นเองว่า การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปกป้องเมือง แต่คือการปกป้อง 'สิทธิ์ในการผิดพลาด' ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกใบนี้

--- บรอนเวนและเพื่อนๆ พบว่ารากอักขระกำลังมุ่งหน้าสู่ฐานรากของเมืองเพื่อลบเลือนประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นหน้ากระดาษเปล่า และพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มอาลักษณ์ไร้เสียงในมิติที่ความจริงกำลังถูกเขียนใหม่