← สารบัญตอน

หอสมุดแก้ว

ตอนที่ 115ฟรี

ตอนที่ 115 — การเขียนทับบนหน้ากระดาษที่ขัดขืน

เสียงลากปากกาขนนกบนกระดาษหนังแกะดังเสียดหูท่ามกลางความเงียบของหอจดหมายเหตุ บรอนเวนขยับนิ้วที่สั่นเทาเล็กน้อย พยายามประคอง 'บันทึกของแสงสะท้อน' เล่มที่สองที่วางอยู่ตรงหน้า มันเป็นหนังสือปกหนังสีดำสนิทที่ดูเหมือนจะดูดกลืนแสงจากตะเกียงน้ำมันรอบข้างเข้าไปจนหมด

“มันไม่ยอมรับหมึก” บรอนเวนพึมพำ เสียงของเธอแหบพร่า “ทำไมมันถึงแข็งเหมือนแผ่นหินแบบนี้”

“เพราะมันไม่ใช่แค่กระดาษ บรอนเวน แต่มันคือประวัติศาสตร์ที่ถูกจารึกด้วยเจตจำนง” เอเลียสเดินเข้ามาในรัศมีแสงของตะเกียง เสียงฝีเท้าของเขาหนักแน่นและเป็นจังหวะสม่ำเสมอตามนิสัยที่เคร่งครัด เขาหยุดยืนข้างเธอ พลางขยับแว่นสายตาเพื่อตรวจดูรอยหมึกที่พยายามจะซึมลงไปในหน้ากระดาษ “การจะเปลี่ยนคำทำนายที่ถูกผนึกด้วยแสงวิเศษไม่ใช่เรื่องของการเขียนผิดแล้วลบ แต่มันคือการหักล้างความจริงที่มีอยู่เดิม”

“แล้วถ้าความจริงนั้นคือเมืองเอลเดอร์เมียร์กำลังจะกลายเป็นเถ้าถ่านล่ะ?” บรอนเวนเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเธอจ้องมองเขาอย่างตรงไปตรงมา “เอเลียส คุณเห็นภาพนิมิตนั่นผ่านผลึกแก้วหลัก คุณรู้ว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องเพ้อฝัน ถ้าเราปล่อยให้บันทึกเล่มนี้คงสภาพเดิม คำทำนายเรื่องการล่มสลายจะกลายเป็นกฎเกณฑ์ที่ไม่มีใครฝืนได้”

“ฉันไม่ได้บอกว่าให้ฝืน แต่มันต้องทำอย่างถูกวิธี” เอเลียสถอนหายใจยาว พลางจัดระเบียบกองเอกสารที่วางระเกะระกะบนโต๊ะให้เป็นระเบียบ “การใช้บันทึกเล่มที่สองเพื่อเขียนทับคำทำนายเดิมถือเป็นอาชญากรรมทางเวทมนตร์ที่ร้ายแรงที่สุดในกฎของอาลักษณ์แสง หากราชสำนักรู้เข้า พวกเขาจะตราหน้าว่าเราพยายามบิดเบือนความศักดิ์สิทธิ์ของบันทึก”

“ความศักดิ์สิทธิ์จะไม่มีความหมายถ้าไม่มีเมืองให้ปกป้อง” บรอนเวนสวนกลับทันควัน เธอไม่ได้สนใจเรื่องความผิดทางวินัยในตอนนี้ สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวคือตัวอักษรสีแดงฉานที่ปรากฏขึ้นในบันทึกต้นฉบับ: 'เมื่อแสงสุดท้ายมอดดับ เอลเดอร์เมียร์จะพังทลายภายใต้เถ้าถ่านแห่งความสิ้นหวัง'

“เซเลสเทนบอกว่าพลังงานจากผลึกแก้วหลักกำลังปั่นป่วน” บรอนเวนพูดต่อ พลางหยิบผลึกแก้วขนาดเล็กขึ้นมาวางข้างหนังสือ “เธอพยายามปรับสมดุลพลังงานอยู่ แต่นั่นคือการแก้ที่ปลายเหตุ เราต้องแก้ที่ต้นตอ... เราต้องแก้ที่บันทึกนี้”

บรอนเวนเริ่มลงมืออีกครั้ง เธอจุ่มปากกาลงในหมึกเวทมนตร์ที่สกัดจากแสงวิเศษ แล้วพยายามกดปลายปากกาลงบนหน้ากระดาษที่แข็งกระด้าง ความต้านทานจากหน้ากระดาษนั้นรุนแรงจนข้อมือของเธอรู้สึกเจ็บปวด เหมือนเธอกำลังพยายามขูดผิวหน้าของภูเขาหินด้วยปลายเข็ม

“มันไม่ทำงาน!” บรอนเวนสบถ เธอวางปากกาลงอย่างแรงจนเสียงดังปัง “มันเหมือนกับว่าตัวอักษรพวกนั้นมีชีวิต มันกำลังผลักไสหมึกของฉันออกไป”

“ลองใช้เทคนิคการซ้อนทับชั้นแสงดูไหม?” เซเลสเทนโผล่หน้าเข้ามาในห้อง พลางปัดฝุ่นออกจากชุดอาลักษณ์ของเธอ ใบหน้าของเธอดูเหนื่อยล้าแต่ดวงตายังเป็นประกาย “ฉันลองเช็กค่าความเข้มข้นของผลึกแก้วแล้ว พลังงานที่ปล่อยออกมาตอนนี้มันมีความถี่ที่บิดเบี้ยวมาก มันไม่ใช่แค่ความกลัว แต่มันคือความถี่ที่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง บรอนเวน เธอต้องไม่ใช้แค่หมึก แต่ต้องใช้แรงสั่นสะเทือนที่ตรงกัน”

“แรงสั่นสะเทือนอะไรของเธอ เซเลสเทน? ฉันเป็นอาลักษณ์ ไม่ใช่นักดนตรี” บรอนเวนประชดประชัน แต่เธอก็ยอมรับฟัง

“ไม่ใช่ดนตรี แต่เป็นความมุ่งมั่น!” เซเลสเทนพูดเร็วรัว “ลองนึกถึงตอนที่คุณพยายามคัดลอกตำราที่ยากที่สุดสิ ตอนที่คุณไม่ยอมแพ้จนกว่าบรรทัดสุดท้ายจะสมบูรณ์แบบ พลังงานแบบนั้นแหละที่ต้องใส่ลงไปในหมึก”

บรอนเวนนิ่งไป เธอหลับตาลง พยายามสลัดความกลัวที่เกาะกินใจออกไป เธอไม่ได้คิดถึงความตายของเมือง ไม่ได้คิดถึงความผิดของราชสำนัก แต่เธอคิดถึงความต้องการที่จะเห็นเอลเดอร์เมียร์ยังคงตั้งตระหง่าน เธอคิดถึงความหวังที่ยังหลงเหลืออยู่ในดวงตาของชาวเมืองที่ยังไม่รู้ตัวว่ากำลังเผชิญกับอะไร

เธอคว้าปากกาขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เธอไม่ได้กดมันลงไปด้วยแรงกายเพียงอย่างเดียว แต่เธอส่งผ่านความรู้สึกที่มั่นคงและแน่วแน่ลงไปในปลายนิ้ว เธอจินตนาการถึงแสงสว่างที่ไม่ได้เกิดจากการเผาไหม้ แต่เป็นแสงที่ให้ความอบอุ่นและชีวิต

“ลองดูสิ บรอนเวน” เอเลียสกระซิบ เสียงของเขาดูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

ทันใดนั้น บันทึกของแสงสะท้อนก็ตอบสนอง แสงสีนวลจางๆ เริ่มเรืองรองออกมาจากใต้หน้ากระดาษ ความแข็งกระด้างที่เคยสัมผัสได้เริ่มอ่อนตัวลงราวกับมันกำลังรับรู้ถึงเจตจำนงที่แท้จริง หมึกเวทมนตร์ที่เคยถูกผลักออก บัดนี้เริ่มซึมลึกลงไปในเนื้อกระดาษอย่างรวดเร็วราวกับกระดาษกำลังกระหายน้ำ

บรอนเวนไม่ได้หยุด เธอเริ่มเขียน... เธอไม่ได้เขียนคำทำนายใหม่ทั้งหมด แต่เธอเขียน 'ความหมายใหม่' ลงไปในช่องว่างระหว่างบรรทัด เธอเขียนถึงการยืนหยัด การฟื้นตัว และความสมดุลที่กำลังจะมาถึง

“ดูนั่น!” เซเลสเทนอุทาน พลางชี้ไปที่หน้ากระดาษ

ตัวอักษรสีแดงที่เคยดูเหมือนเลือดที่กำลังหลั่งไหลบนหน้ากระดาษเริ่มจางลง มันค่อยๆ สลายตัวกลายเป็นละอองแสงสีทองเล็กๆ บรอนเวนมองเห็นมันด้วยตาตัวเอง ตัวอักษรที่บอกถึงการล่มสลายกำลังถูกลบเลือนด้วยอำนาจของสิ่งที่เธอเพิ่งจารึก

และในขณะที่ความว่างเปล่าเกิดขึ้นในตำแหน่งเดิม ข้อความใหม่ก็เริ่มปรากฏขึ้นมาแทนที่ มันไม่ใช่คำทำนายที่มืดมนอีกต่อไป แต่มันคือถ้อยคำที่สว่างไสวและทรงพลัง:

'เมื่อแสงแห่งการฟื้นฟูอุบัติขึ้น ความมืดจะไม่อาจครอบงำ และราชินีผู้จะมาจุติจะนำพาสมดุลมาสู่เอลเดอร์เมียร์'

บรอนเวนทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ลมหายใจของเธอหอบถี่ เหงื่อไหลซึมตามไรผม เธอมองดูหน้ากระดาษที่ตอนนี้ดูสงบนิ่งอย่างประหลาด

“เราทำได้...” เธอพึมพำ

“ไม่ใช่แค่เรา” เอเลียสกล่าวพลางมองไปที่ข้อความที่เพิ่งปรากฏ “แต่เราเพิ่งจะเปิดประตูบานใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิดต่างหาก”

ทันใดนั้น เสียงระเบิดดังสนั่นมาจากทิศทางของผลึกแก้วหลัก พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้โคมไฟในหอจดหมายเหตุแกว่งไกว บรอนเวนรีบคว้าบันทึกเล่มนั้นขึ้นมาแนบอก เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

--- บรอนเวนใช้ 'บันทึกของแสงสะท้อน' พยายามเขียนทับคำทำนายการล่มสลายของเอลเดอร์เมียร์ โดยใช้เจตจำนงและความมุ่งมั่นจนสามารถเปลี่ยนข้อความจากความพินาศเป็นการฟื้นฟูและนิมิตถึงราชินีผู้จะมาจุติได้สำเร็จ