← สารบัญตอน

หอสมุดแก้ว

ตอนที่ 113ฟรี

ตอนที่ 113 — รอยร้าวบนผลึกแก้วกลางห้องโถงแสง

เสียงระเบิดของพลังงานที่เพิ่งสงบลงทิ้งไว้เพียงกลิ่นโอโซนและไอความร้อนที่ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ เอเลียสปัดฝุ่นผงสีทองออกจากปกเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มของเขา พยายามจัดระเบียบความเรียบร้อยที่พังทลายลงจากการใช้พลังงานมหาศาลเมื่อครู่ เขามองไปที่บรอนเวนที่กำลังเก็บหนังสือเล่มที่สองเข้าที่อย่างเงียบเชียบ และเซเลสเทนที่ยังคงหอบหายใจถี่พลางจ้องมองปรากฏการณ์แสงสีรุ้งที่ค่อยๆ เลือนหายไปจากเพดานห้องโถง

“มันสงบลงแล้วหรือ?” เอเลียสถาม เสียงของเขาแหบพร่ากว่าปกติ เขาพยายามรักษาความสุขุมแบบอาลักษณ์อาวุโสไว้ แม้ในใจจะยังเต้นรัว

“สงบในแง่ที่ไม่มีอะไรระเบิดใส่หน้าเราตอนนี้ค่ะ” เซเลสเทนตอบพลางเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก “แต่กระแสพลังงานในผลึกแก้วหลัก... มันไม่ปกติเลยค่ะเอเลียส มันไม่ได้ไหลเวียนเป็นวงกลมเหมือนทุกที แต่มันเหมือนกำลังพยายามจะพุ่งออกไปข้างนอก”

เอเลียสไม่ตอบ เขาขยับแว่นสายตาแล้วก้าวเดินไปข้างหน้า รองเท้าหนังขัดเงาของเขากระทบพื้นหินอ่อนดังก้องในความเงียบของ ‘ใจกลางของแสง’ เป้าหมายของเขาคือผลึกแก้วหลักที่ตั้งตระหง่านอยู่บนแท่นหินแกะสลัก แสงที่เคยนวลตาบัดนี้กลับสั่นไหวเหมือนเปลวเพลิงที่กำลังคลั่ง

“บรอนเวน อย่าเพิ่งขยับไปไหน” เอเลียสสั่งโดยไม่หันไปมอง เขาเห็นบรอนเวนกำลังจะเดินไปตรวจเช็คความเสียหายของแท่นวางหนังสือ

“ฉันแค่จะดูว่ามีรอยขีดข่วนไหม” บรอนเวนตอบสั้นๆ น้ำเสียงประชดประชันตามนิสัย “ถ้าผลึกนี่แตก เมืองเอลเดอร์เมียร์คงกลายเป็นแค่ตำนานที่ไม่มีคนเขียนบันทึก”

“ถ้ามันแตก เราจะไม่เหลือแม้แต่กระดาษให้เขียน” เอเลียสสวนกลับ เขามาถึงหน้าแท่นผลึกแล้ว ความร้อนที่แผ่ออกมาทำให้เขารู้สึกเหมือนยืนอยู่หน้าเตาหลอมเหล็ก แสงจากผลึกแก้วไม่ได้เป็นสีขาวบริสุทธิ์อีกต่อไป แต่มันกำลังหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นสีม่วงเข้มและแดงฉาน พลังงานที่รุนแรงนี้สั่นสะเทือนจนเครื่องมือวัดความเข้มแสงในมือของเซเลสเทนที่อยู่ด้านหลังส่งเสียงร้องเตือนไม่หยุด

เอเลียสยื่นมือออกไปห่างจากพื้นผิวผลึกเพียงไม่กี่นิ้ว เขาสัมผัสได้ถึงแรงผลักดันทางเวทมนตร์ที่พยายามจะกระแทกมือของเขาให้หลุดออก “เซเลสเทน ขยับเข้ามาดูนี่สิ ลำดับการหมุนของแสงมันผิดเพี้ยนไปหมด”

เซเลสเทนรีบก้าวเข้ามา เธอชะโงกหน้าดูผลึกด้วยความตื่นเต้นที่ปนความหวาดกลัว “มันไม่ใช่แค่ผิดเพี้ยนค่ะ แต่มันคือการสะท้อนกลับ (Feedback Loop) พลังงานจากหนังสือคำทำนายที่คุณบรอนเวนเพิ่งรวมเข้ากับผลึก มันกำลังสร้างกระแสไหลย้อนกลับที่รุนแรงเกินกว่าที่โครงสร้างแก้วจะรับไหว!”

“เราต้องระงับมันด้วยวิธีอาลักษณ์แสงแบบมาตรฐาน” เอเลียสสั่งการพลางหยิบแท่งแก้วคัดลอกออกมา “เซเลสเทน เตรียมผลึกสำรอง บรอนเวน ช่วยประคองหนังสือเล่มที่สองไว้ให้มั่น อย่าให้แสงจากคำทำนายหลุดลอยออกมาเด็ดขาด”

เอเลียสเริ่มร่ายคาถาเพื่อสร้างเกราะป้องกันพลังงาน เขาขยับมือเป็นจังหวะที่แม่นยำตามตำราที่เคยเรียนมา ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วของเขาเข้าใกล้ขอบเขตของแสงที่ปั่นป่วน โลกทั้งใบก็พลันเปลี่ยนไป

แสงสีรุ้งที่เคยสวยงามกลับกลายเป็นภาพสะท้อนที่บิดเบี้ยว เอเลียสไม่ได้มองเห็นแค่ผลึกแก้วตรงหน้าอีกต่อไป แต่มันเหมือนเขากำลังจ้องมองเข้าไปในรูหนอนของกาลเวลา ภาพเหตุการณ์ในอดีตพุ่งเข้าใส่ดวงตาของเขาอย่างรวดเร็ว เขาเห็นการก่อตั้งเมืองเอลเดอร์เมียร์ เห็นอาลักษณ์รุ่นแรกกำลังบรรจงคัดลอกบันทึกด้วยความเงียบสงัด เห็นการสถาปนาอำนาจของ Castellane และเห็นหยาดน้ำตาของราชินีในตำนานที่ถูกกล่าวถึงในบันทึกเก่าแก่

“เอเลียส! เกิดอะไรขึ้น! ถอยออกมา!” เสียงของบรอนเวนดังแว่วมาจากที่ไกลๆ เหมือนเสียงที่ดังมาจากใต้ก้นบ่อ

เขาพยายามจะดึงมือกลับ แต่แรงดึงดูดจากผลึกแก้วนั้นมหาศาลเกินกว่าจะต้านทานได้ ภาพเปลี่ยนจากอดีตพุ่งเข้าสู่อนาคตอย่างไม่ทันตั้งตัว เขาเห็นภาพนิมิตที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า เขาเห็นเด็กสาวคนหนึ่งที่มีแววตาเด็ดเดี่ยว—อลิซ—ผู้ซึ่งถูกบันทึกไว้ว่าเป็น 'ราชินีผู้จะมาจุติเพื่อนำความสมดุลมาสู่โลก' เธอกำลังยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง

ภาพสะท้อนบนผิวผลึกแก้วเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แต่มันไม่ใช่ภาพแห่งความหวัง เอเลียสเห็นเมืองเอลเดอร์เมียร์ที่เขาภาคภูมิใจ กำลังถูกเปลวเพลิงสีดำเผาผลาญ หอคอยของสำนักอาลักษณ์พังทลายลงมาทับถมตำราประวัติศาสตร์นับพันปี พื้นถนนที่เคยสะอาดสะอ้านเต็มไปด้วยเถ้าถ่านและเศษแก้วที่แตกละเอียด เสียงกรีดร้องของเมืองที่กำลังล่มสลายดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของเขาผ่านทางแรงสั่นสะเทือนของผลึก

“ไม่...” เอเลียสพึมพำ ลมหายใจของเขาติดขัด “นี่มันไม่ใช่แค่การสั่นของพลังงาน... นี่มันคือภาพเหตุการณ์จริง”

“เอเลียส! คุณเป็นอะไรไป!” เซเลสเทนตะโกนพลางพยายามจะคว้าไหล่ของเขา แต่แรงกระแทกจากคลื่นแสงทำให้เธอถูกผลักกระเด็นออกไป

เอเลียสจ้องมองภาพสุดท้ายบนผลึกแก้วอย่างไม่วางตา ภาพเมืองเอลเดอร์เมียร์ที่พินาศสิ้นซากภายใต้ท้องฟ้าที่ไร้แสงดาว มันคือความพินาศที่สมบูรณ์แบบ และเขารู้ดีว่ามันไม่ใช่แค่ความฝัน แต่มันคือคำทำนายที่กำลังเคลื่อนที่มาหาพวกเขา

เขาสะบัดตัวออกจากภวังค์ด้วยแรงเฮือกสุดท้าย เมื่อพลังงานระเบิดออกเป็นวงกว้างจนเขาต้องล้มลงไปกองกับพื้น ความเงียบงันที่น่ากลัวเข้าปกคลุมห้องโถงอีกครั้ง

“เอเลียส! คุณบาดเจ็บตรงไหนไหม?” บรอนเวนรีบวิ่งเข้ามาหาเขา มือของเธอยังคงกำหนังสือเล่มที่สองไว้แน่น

เอเลียสไม่ได้ตอบในทันที เขายันตัวขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก ดวงตาของเขายังคงสั่นระริกด้วยภาพความพินาศที่เพิ่งเห็น เขามองไปที่ผลึกแก้วที่บัดนี้กลับมาส่องแสงสีขาวนวลตามปกติ ราวกับว่าความโกลาหลเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น

“มันไม่ได้เป็นแค่พลังงานที่ผิดปกติ” เอเลียสพูด เสียงของเขานิ่งและเย็นเยียบจนน่าขนลุก เขาหันไปสบตากับบรอนเวนและเซเลสเทน “สิ่งที่พวกเราเห็นในผลึกเมื่อครู่... มันคือจุดจบของเอลเดอร์เมียร์”

เซเลสเทนหน้าซีดเผือด “คุณหมายความว่ายังไงคะ? มันเป็นแค่ภาพหลอนจากแรงกระแทกใช่ไหม?”

เอเลียสไม่ตอบ เขาเพียงแต่กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความเคร่งครัดที่เขามีมาตลอดชีวิตถูกเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นที่มืดดำและหนักแน่น เขาจะไม่ยอมให้บันทึกหน้าสุดท้ายของเมืองนี้เป็นภาพที่เขาเพิ่งเห็นเด็ดขาด

“เตรียมตัวให้พร้อม” เอเลียสสั่งพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “เราต้องค้นหาต้นตอของคำทำนายนี้ให้พบ ก่อนที่ภาพสะท้อนนั้นจะกลายเป็นความจริง”

เขามองไปที่ผลึกแก้วอีกครั้ง เห็นรอยร้าวขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าปรากฏขึ้นบนผิวแก้วด้านใน เป็นสัญญาณเตือนว่าเวลาของพวกเขาเหลือน้อยลงทุกที

--- เอเลียสเผชิญกับพลังงานที่รุนแรงจากผลึกแก้วหลัก และมองเห็นภาพนิมิตของเมืองเอลเดอร์เมียร์ที่กำลังล่มสลายผ่านการสะท้อนของผลึก เขาจึงตั้งปณิธานที่จะหาทางยับยั้งเหตุการณ์นั้น