← สารบัญตอน

หอสมุดแก้ว

ตอนที่ 105ฟรี

ตอนที่ 105 — ความล้มเหลวของดอกไม้แสง

“ลองอีกทีสิ เซเลสเทน อย่าเพิ่งถอนหายใจแบบนั้น” บรอนเวนเอ่ยเสียงเรียบ ขณะที่เธอกำลังขยับหมึกในถาดไม้ให้เข้าที่ สายตาของเธอไม่ได้มองมาที่ฉัน แต่มองไปยังกลุ่มก้อนแสงที่กำลังสั่นระริกอยู่บนโต๊ะทำงาน

ฉันเม้มริมฝีปากจนเป็นเส้นตรง พลางปาดเหงื่อที่ไรผม “มันไม่ใช่แค่การถอนหายใจ บรอนเวน แต่มันคือความล้าของแรงสั่นสะเทือนในผลึกแก้วต่างหาก ดูสิ แสงมันไม่เสถียรเลย” ฉันชี้ไปยังผลึกแก้วขนาดเท่ากำปั้นที่วางอยู่บนแท่นรอง มันกำลังส่งเสียงหึ่งๆ คล้ายผึ้งที่กำลังโกรธจัด แสงสีขาวขุ่นขยับเขยื้อนไปมาเหมือนของเหลวที่พยายามจะจับตัวเป็นรูปทรงแต่ทำไม่ได้

“เธอบอกว่าการคัดลอกหนังสือคือการรักษาความถูกต้อง” ฉันพูดรัวเร็วพลางหยิบผลึกสำรองขึ้นมาตรวจสอบ “แต่การ ‘สร้าง’ มันคนละเรื่องกันเลย การคัดลอกคือการดึงเอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาจัดเรียงใหม่ตามแม่แบบ แต่การสร้างจากความว่างเปล่า... มันเหมือนกับการพยายามเขียนบทประวัติศาสตร์ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นจริงในขณะที่หมึกยังไม่แห้ง!”

“งั้นก็หยุดบ่นเรื่องทฤษฎี แล้วทำให้มันเป็นรูปธรรมเสียที” บรอนเวนขยับตัว แสงจากหน้าต่างห้องสมุดตกกระทบใบหน้าคมคายของเธอ “ถ้าเราเปลี่ยนความจริงในบันทึกไม่ได้ อย่างน้อยเราก็ควรจะมีอะไรบางอย่างที่เป็นของจริงขึ้นมาบ้าง ไม่ใช่แค่ตัวอักษรที่ถูกดัดแปลง”

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมสมาธิไปที่การสั่นสะเทือนของผลึกแก้วในมือ ฉันหลับตาลงและเริ่มส่งกระแสจิตผ่านปลายนิ้ว แสงสีขาวเริ่มไหลออกจากผลึก มันควรจะเป็นรูปทรงของ ‘นก’ ตามที่ฉันตั้งใจไว้ นกตัวเล็กๆ ที่จะบินวนรอบห้องนี้เพื่อคลายความตึงเครียดจากเหตุการณ์ที่คาร์ลอสถูกคุมตัวไป

แสงสว่างพุ่งวาบขึ้นกลางอากาศ มันขยายตัวออกเหมือนกลุ่มควันสีขาว แต่แล้ว... เพล้ง!

เสียงเหมือนแก้วแตกดังขึ้นเบาๆ ในอากาศ รูปทรงที่ควรจะเป็นนกกลับกลายเป็นก้อนแสงทรงกลมที่บิดเบี้ยว มันตกลงบนโต๊ะแล้วแตกกระจายกลายเป็นผงแสงที่ดับวูบลงภายในไม่กี่วินาที

“ล้มเหลวอีกแล้ว” เอเลียสเดินเข้ามาในห้อง เสียงฝีเท้าของเขาหนักแน่นและเป็นระเบียบ เขาขยับแว่นสายตาพลางมองดูซากแสงบนโต๊ะด้วยสายตาตำหนิ “เซเลสเทน การทดลองที่ไร้ทิศทางแบบนี้กำลังทำให้ระดับพลังงานในห้องสมุดแกว่งจนเสียสมดุล เธอรู้ไหมว่ากฎของอาลักษณ์แสงคือการรักษาความนิ่งของกระแสพลังงาน?”

“ฉันรู้ เอเลียส! ฉันรู้!” ฉันเผลอตวาดกลับไป ก่อนจะรีบก้มหน้าลง “ฉันแค่... ฉันแค่กำลังพยายามจะทำสิ่งที่มากกว่าแค่การก๊อปปี้คำพยากรณ์พวกนั้น”

“สิ่งที่เธอทำมันคือความวุ่นวาย” เอเลียสถอนหายใจยาว เขาเดินไปที่ชั้นหนังสือ พยายามจัดระเบียบเล่มที่เอียงอยู่ให้ตรง “คำทำนายถึงราชินีผู้จะมาจุติเพื่อนำความสมดุลมาสู่โลกในบันทึกเก่าแก่ที่บรอนเวนพบ... นั่นคือสิ่งที่เราต้องรักษาไว้ ไม่ใช่การสร้างความบิดเบี้ยวขึ้นมาใหม่ด้วยความไม่รู้อารมณ์ของเธอ”

ฉันมองดูเอเลียสที่กำลังจัดการกับความไม่เป็นระเบียบอย่างเคร่งครัด แล้วหันกลับมามองผลึกแก้วที่ยังคงสั่นไหว ความรู้สึกท้อแท้เริ่มเกาะกินใจ ฉันพยายามจะสร้างนก พยายามจะสร้างสิ่งของ พยายามจะสร้างอะไรก็ได้ที่แสดงถึงการมีอยู่ แต่มันกลับออกมาเป็นเพียงเศษเสี้ยวของแสงที่ไร้รูปทรงและไร้ความหมาย

“มันยากเกินไป...” ฉันพึมพำ เสียงของฉันเบาลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ “การเปลี่ยนสิ่งที่เขียนไว้แล้วมันยากพออยู่แล้ว แต่การสร้างสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง... ฉันทำไม่ได้หรอก”

บรอนเวนไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงแต่นั่งนิ่งๆ มองดูฉันด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ฉันตัดสินใจหยิบผลึกแก้วขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ฉันไม่ได้คิดถึงรูปทรงของนก ไม่ได้คิดถึงความสมบูรณ์แบบตามตำรา และไม่ได้คิดถึงกฎเกณฑ์ของเอเลียส

ฉันนึกถึงความรู้สึกตอนที่เห็นคาร์ลอสถูกพาตัวไป นึกถึงความมืดมนที่กำลังปกคลุมเอลเดอร์เมียร์ และนึกถึงความหวังเล็กๆ ที่ว่าสักวันหนึ่ง... โลกนี้อาจจะมีสิ่งที่งดงามกว่าการบันทึกความสูญเสีย

ฉันหลับตาลง ไม่ใช่เพื่อข่มตา แต่เพื่อสัมผัสถึง ‘ความหวัง’ ที่มันกำลังเต้นตุบๆ อยู่ในอก ฉันส่งพลังงานผ่านผลึกแก้วอย่างช้าๆ ไม่ใช่ด้วยการบังคับให้มันเป็นรูปทรง แต่ด้วยการอนุญาตให้มันไหลไปตามความรู้สึก

แสงรอบตัวฉันเริ่มเปลี่ยนไป มันไม่ได้เป็นสีขาวขุ่นที่สั่นระริกอย่างรุนแรงอีกต่อไป แต่มันนุ่มนวลเหมือนแสงอาทิตย์ยามเช้าที่ลอดผ่านใบไม้ ฉันรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากผลึกแก้ว มันไม่ได้พุ่งพล่าน แต่มันค่อยๆ งอกเงย

กรึ๊บ...

เสียงเล็กๆ ดังขึ้นกลางอากาศ ฉันลืมตาขึ้นและต้องเบิกตากว้าง

ท่ามกลางแสงสีทองอ่อนๆ ที่ลอยเด่นอยู่บนโต๊ะ มีก้านเล็กๆ ที่ทำจากแสงสีเขียวมรกตค่อยๆ ชูชันขึ้นมา กลีบดอกไม้ที่ทำจากแสงสีขาวบริสุทธิ์ค่อยๆ คลี่บานออกทีละชั้น มันไม่ใช่แค่แสงที่รวมตัวกัน แต่มันคือ ‘ดอกไม้’ ที่ดูมีชีวิตชีวาอย่างน่าประหลาด

“นั่นมัน...” เอเลียสหยุดมือที่กำลังจัดหนังสือ เขาชะงักค้าง ร่างกายที่เคยเคร่งครัดดูอ่อนลงทันทีที่เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

“เซเลสเทน...” บรอนเวนพึมพำ เธอวางถาดหมึกลงและโน้มตัวเข้ามาใกล้ “เธอทำได้ยังไง?”

ดอกไม้แสงสว่างนั้นส่องประกายระยิบระยับ มันไม่ได้แค่สว่าง แต่มันส่งคลื่นพลังงานที่นุ่มนวลออกไปรอบๆ ทันทีที่มันบานเต็มที่ แสงจากดอกไม้ก็เริ่มขยายตัวออกไปแตะต้องผลึกแก้วใบอื่นๆ ที่วางอยู่ใกล้ๆ ผลึกเหล่านั้นที่เคยหม่นแสงกลับเริ่มเปล่งประกายตอบรับ ราวกับพวกมันกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหล

ฉันมองดูความสวยงามนั้นด้วยมือที่สั่นเทา ความกังวลที่เคยมีหายไปชั่วขณะ แทนที่ด้วยความตื่นเต้นที่พลุ่งพล่านอยู่ในกระแสเลือด ฉันรู้แล้วว่ามันไม่ใช่เรื่องของเทคนิคการสั่นสะเทือนเพียงอย่างเดียว แต่มันคือเรื่องของสิ่งที่อยู่ข้างใน

“ฉันทำได้...” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจขึ้น “ฉันสามารถใช้แสงนี้สร้างสิ่งดีๆ ได้ ไม่ใช่แค่เพื่อคัดลอกอดีต แต่เพื่อสร้างอนาคต”

ขณะที่ฉันกำลังดื่มด่ำกับความสำเร็จ แสงจากดอกไม้ก็วูบไหวขึ้นอย่างรุนแรงหนึ่งครั้ง ราวกับมันกำลังตอบสนองต่อบางสิ่งในความมืดนอกหน้าต่างห้องสมุด และในวินาทีนั้นเอง ฉันสังเกตเห็นว่าเงาของดอกไม้ที่ทอดลงบนโต๊ะนั้น... ไม่ได้มีรูปทรงเป็นดอกไม้ แต่มันกำลังขยับเป็นรูปร่างคล้ายกับสัญลักษณ์บางอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนในตำราเล่มไหนเลย

--- เซเลสเทนพยายามใช้พลังงานจากผลึกแก้วเพื่อสร้างสิ่งใหม่แต่ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งเธอเปลี่ยนมาใช้ความรู้สึกจากความหวังแทน ทำให้เธอสามารถสร้างดอกไม้แสงสว่างที่สวยงามและมีพลังในการปลุกผลึกรอบข้างให้สว่างขึ้นได้สำเร็จ