ตอนที่ 102 — จังหวะแสงกะพริบจากเรือนกระจก
“มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้ เซเลสเทน... ผลึกแก้วเกรดเอจากแถบชายฝั่งไม่ควรจะมีอาการสั่นไหวระดับไมครอนแบบนี้” เอเลียสขยับแว่นสายตาพลางถอนหายใจเสียงดังจนแทบจะเป็นการคำราม เขาชี้ไปที่แท่นวางผลึกแก้วในห้องปฏิบัติการที่กำลังสั่นระริกราวกับมีหัวใจเต้นอยู่ข้างใน
“ฉันรู้! ฉันรู้ว่ามันไม่ปกติ!” เซเลสเทนตอบกลับด้วยเสียงรัวเร็ว นิ้วมือของเธอขยับไปมาเหนือแผงควบคุมที่ทำจากไม้โอ๊คสลักลาย “แต่คุณเห็นจังหวะการหักเหของมันไหม? มันไม่ใช่การสั่นสะเทือนจากแรงสั่นสะเทือนของเมืองเอลเดอร์เมียร์ แต่มันคือการตอบสนองต่อ... ต่อบางอย่างที่กำลังขยายตัวขึ้นในกระแสแสง”
เซเลสเทนก้มลงมองผลึกแก้วเม็ดเล็กในมือของเธอ มันคือผลึกสื่อสารที่ใช้สำหรับส่งข้อความระหว่างหอสมุดกับเรือนกระจกเวทมนตร์ หัวใจของเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ เธอรู้ดีว่าสิ่งที่บรอนเวนเพิ่งทำลงไปในหอสมุด—การใช้หนังสือบันทึกแสงสะท้อนเพื่อแก้ไขคำทำนายเรื่องการล่มสลาย—มันไม่ใช่แค่การแก้ตัวอักษร แต่มันคือการท้าทายอำนาจของอาลักษณ์แสงและราชสำนักอย่างรุนแรงที่สุด
“ถ้าบรอนเวนเห็นว่าเราพยายามจะแทรกแซงกระบวนการเขียนทับ เธออาจจะเตะฉันออกจากหอสมุดก็ได้” เซเลสเทนพึมพำพลางเช็ดเหงื่อที่ขมับ “แต่ถ้าเธอไม่รู้ว่าตอนนี้พวกราชสำนักกำลังเริ่มเคลื่อนไหวตรวจสอบบันทึกที่ถูกแก้ไข... เธอจะไม่มีโอกาสได้ทำแบบนั้นอีก”
“คุณกำลังจะบอกว่าคุณจะใช้การ ‘สื่อสารผ่านแสง’ แบบไม่เป็นทางการงั้นหรือ?” เอเลียสขมวดคิ้วแน่น “นั่นมันผิดกฎอาลักษณ์ขั้นรุนแรงนะเซเลสเทน การใช้พลังงานแสงวิเศษโดยไม่มีต้นฉบับกำกับถือเป็นอาชญากรรมทางเวทมนตร์”
“ฉันไม่ได้ใช้พลังงานเวทมนตร์มั่วซั่ว ฉันแค่จะ... ปรับจังหวะการส่องสว่าง” เซเลสเทนไม่ได้ฟังคำทัดทานของเขาอีกต่อไป เธอหลับตาลง พยายามรวบรวมสมาธิไปที่ความกังวลที่อัดอั้นอยู่ในอก เธอต้องการเตือนบรอนเวนว่า 'หยุดเถอะ' หรือ 'ระวังตัวด้วย' แต่เธอจะส่งคำพูดผ่านแสงได้อย่างไรในเมื่อกฎของเอลเดอร์เมียร์กำหนดไว้ชัดเจนว่าแสงต้องมีที่มาและมีรูปแบบที่แน่นอน
เธอเริ่มร่ายรำนิ้วมือเหนือผลึกแก้ว สัมผัสความเย็นเยียบของพื้นผิวแก้วที่สั่นไหว เธอไม่ได้ใช้คำพูด แต่ใช้ความตั้งใจที่จะ 'เตือน' เป็นตัวขับเคลื่อน เธอจินตนาการถึงความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้น หากราชสำนักพบว่าคำทำนายเรื่องราชินีผู้จะมาจุติเพื่อนำความสมดุลมาสู่โลกถูกบิดเบือนไปจากการพยากรณ์เดิม
“เร็วเข้า เซเลสเทน อย่าให้ค่าความเข้มแสงเกินขีดจำกัด” เอเลียสเตือนขณะก้มมองนาฬิกาทรายที่ตั้งอยู่ข้างๆ
เซเลสเทนสูดลมหายใจเข้าลึก เธอส่งแรงกดดันจากความกังวลลงไปที่ผลึกแก้ว ผลึกเริ่มตอบสนอง มันไม่ได้ส่องแสงสว่างจ้าเหมือนเวลาทำงานปกติ แต่มันกระพริบเป็นจังหวะ วับ... วับ... วับ... มันคือรหัสที่เธอสร้างขึ้นเอง จังหวะที่สื่อถึงความไม่มั่นคง จังหวะที่บอกว่ามีบางอย่างผิดปกติกำลังคืบคลานเข้ามา
“มันทำงานแล้ว!” เธออุทานเบาๆ เมื่อเห็นแสงสีฟ้าอ่อนๆ กะพริบเป็นจังหวะสม่ำเสมอตามที่เธอต้องการ “มันไม่ใช่การส่งข้อมูลตัวอักษร แต่มันคือการส่งสัญญาณเตือนภัยผ่านความถี่แสง”
ในขณะเดียวกัน ณ หอสมุดกลางอันเงียบสงัด บรอนเวนกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางกองหนังสือที่สูงท่วมหัว แสงจากผลึกแก้วที่ใช้คัดลอกตำราสะท้อนบนหน้ากระดาษที่เธอเพิ่งจะ ‘จัดระเบียบ’ ใหม่เสร็จสิ้น เธอรู้สึกได้ถึงความหนักอึ้งของความลับที่เพิ่งจะเขียนทับลงไปในประวัติศาสตร์ ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายที่ตึงเปรี๊ยะเหนือเหวที่มองไม่เห็น
บรอนเวนวางปากกาขนนกที่ชุบน้ำหมึกแสงลง เธอเงยหน้าขึ้นมองเพดานสูงของหอสมุดที่มืดสลัว ทันใดนั้น สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่ขอบหน้าต่างบานใหญ่ที่มองออกไปทางทิศของเรือนกระจกเวทมนตร์
ที่ขอบฟ้าไกลๆ แสงสว่างสีฟ้าจางๆ กำลังกะพริบเป็นจังหวะ มันไม่ใช่แสงจากดวงดาว และไม่ใช่แสงจากตะเกียงเวทมนตร์ของยามเดินตรวจการณ์ แต่มันคือจังหวะที่ผิดธรรมชาติ... วับ... วับ... วับ...
บรอนเวนลุกขึ้นยืนช้าๆ มือของเธอกำขอบโต๊ะไม้แน่น เธอจ้องมองแสงนั้นด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก จังหวะนั้นมันดูรีบร้อนและสั่นไหว เหมือนกับความหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่ในความเงียบ
“เซเลสเทน...” บรอนเวนพึมพำกับตัวเอง เสียงของเธอเรียบเฉยแต่แฝงความตึงเครียด “เธอส่งสัญญาณอะไรมากันแน่?”
แสงนั้นยังคงกะพริบต่อไป ท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืนในเอลเดอร์เมียร์ ราวกับจะย้ำเตือนว่าสงครามที่แท้จริงไม่ได้เริ่มที่สนามรบ แต่เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนที่ความจริงถูกบิดเบือนด้วยแสงสว่างเสียแล้ว
--- เซเลสเทนพยายามส่งสัญญาณเตือนบรอนเวนผ่านการควบคุมจังหวะกะพริบของผลึกแก้วอย่างผิดกฎอาลักษณ์ และบรอนเวนสังเกตเห็นแสงสัญญาณนั้นจากหน้าต่างหอสมุด