← สารบัญตอน

มนตราหมึกมรกต

ตอนที่ 6ฟรี

ตอนที่ 6 — รอยเปื้อนในหมอกหนา

กลิ่นกำมะถันจางๆ ลอยออกมาจากกลุ่มหมอกที่บดบังทัศนวิสัยจนเหลือไม่ถึงสามช่วงแขน เซราฟิน่ากระชับด้ามมีดสั้นในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน เธอต้องแน่ใจว่ารอยจารึกบนใบมีด—อักขระ ‘คมตัด’—ยังคงส่องแสงสีครามจางๆ อยู่ หากแสงนั้นดับลง นั่นหมายความว่าหมึกกำลังเสื่อมสภาพ และเธอก็จะกลายเป็นเพียงหญิงสาวไร้ทางสู้ในดินแดนที่ความทรงจำคือลมหายใจ

“ข้างหน้ามันไม่ใช่แค่หมอกธรรมดา” เสียงของไมโลดังขึ้นจากข้างหลัง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกที่พยายามกดให้ต่ำลง “มันขยับได้... เหมือนมันกำลังพยายามจะกลืนกินอักขระบนเสื้อผ้าของเรา”

เซราฟิน่าไม่ตอบ เธอไม่ได้หันไปมองเด็กหนุ่ม แต่สายตาของเธอจับจ้องไปที่รูปปั้นหินโบราณที่โผล่พ้นหมอกออกมาเพียงครึ่งตัว รูปปั้นนั้นเป็นรูปใบหน้ามนุษย์ที่ไร้ดวงตา แต่มันกลับดูเหมือนกำลังจ้องมองมาที่พวกเขาผ่านม่านสีเทาหนาทึบ “เดินตามรอยสลักบนพื้นหินมา อย่าออกนอกเส้นทางเด็ดขาด ถ้าไม่อยากให้หมึกบนตัวถูกดูดออกไปจนเกลี้ยง”

เธอพยายามก้าวข้ามรากไม้ที่พันกันยุ่งเหยิง แต่ทันใดนั้น เสียง ‘แกรก’ ของหินที่เสียดสีกันก็ดังขึ้นจากทิศทางของรูปปั้น หมอกที่เคยนิ่งสงบกลับหมุนวนเป็นเกลียว สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาค่อยๆ เคลื่อนตัวออกมาจากความมืด มันมีรูปร่างคล้ายหมาป่าแต่ผิวหนังกลับดูเหมือนกระดาษที่เปียกชุ่มและฉีกขาด รอยดำที่ดูเหมือนหมึกละลายไหลเยิ้มไปตามลำตัวของมัน แทนที่จะเป็นลายเส้นอักขระที่ชัดเจนเหมือนสัตว์เวททั่วไป

“ถอยไป!” เซราฟิน่าตะโกนสั่งไมโล เธอพุ่งตัวไปข้างหน้าพร้อมตวัดมีดสั้น อักขระ ‘คมตัด’ สว่างวาบขึ้น พลังจากลายเส้นถูกส่งผ่านใบมีดเข้าปะทะกับร่างของสัตว์ประหลาด เสียงเนื้อฉีกขาดดังสนั่น แต่สิ่งที่น่าสยดสยองคือ แทนที่เลือดจะไหลออกมา มันกลับมีเพียงหมึกสีดำข้นที่พุ่งกระฉูดออกมาจากรอยแผล รอยเปื้อนเหล่านั้นพยายามจะลอยมาเกาะกินใบมีดของเธอ

“มันคือพวกหมึกละลาย!” ไมโลอุทานพลางถอยกรูด “มันไม่ใช่แค่โรค แต่มันคือ... สิ่งมีชีวิต!”

เซราฟิน่ากัดฟันกรอด เธอต้องหาทางผ่านเจ้าสิ่งนี้ไปให้ได้ รอยสลักที่ฐานรูปปั้นบอกทางไปยังทิศตะวันตกของหุบเขา แต่สัตว์ประหลาดตัวนี้ขวางทางอยู่ เธอพยายามใช้ท่า ‘ระเบิดอักขระ’ โดยการเขียนสัญลักษณ์ลงบนพื้นดินเพื่อสร้างแรงอัดอากาศ แต่ทว่า... หมอกหนาที่ปกคลุมอยู่กลับดูดซับพลังนั้นไปจนหมดสิ้น แสงสีครามที่ควรจะระเบิดออกกลับค่อยๆ จางหายไปในความมืดราวกับถูกผ้าห่มสีเทาดูดกลืน

ความเจ็บปวดแปลบแล่นผ่านไขสันหลังของเธอ เซราฟิน่าทรุดเข่าลงกับพื้น มือข้างหนึ่งกุมแผ่นหลังของตัวเองไว้แน่น “อึก...” เธอครางออกมาด้วยความทรมาน

“เซราฟิน่า! เกิดอะไรขึ้น!” ไมโลพยายามจะเข้ามาช่วย แต่เธอโบกมือไล่

ภายใต้เสื้อผ้าที่เปียกชื้น รอยแผลเป็นขนาดใหญ่บนแผ่นหลังของเธอ—รอยที่ควรจะเป็นอักขระจารึกประจำตระกูลที่สืบทอดกันมา—กำลังสั่นระริก มันไม่ได้แค่เจ็บ แต่มันกำลัง ‘ตอบสนอง’ ต่อหมอกรอบตัว รอยแผลเป็นนั้นเริ่มเรืองแสงสีเงินจางๆ ซึ่งเป็นสีที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน มันไม่ใช่สีครามของสภาจารึก แต่เป็นสีที่ดูบริสุทธิ์และแปลกแยก

สัตว์ประหลาดหมึกพุ่งเข้าใส่เธออีกครั้ง คราวนี้มันอ้าปากกว้างเผยให้เห็นฟันที่ทำจากเศษหินแหลมคม เซราฟิน่าหลับตาลงพร้อมกับสัญชาตญาณการเอาตัวรอด เธอไม่ได้พยายามใช้พลังจากอักขระที่เคยเรียนมา แต่เธอปล่อยให้ความเจ็บปวดที่แผ่นหลังนำทาง ทันใดนั้น แสงสีเงินจากรอยแผลก็ระเบิดออกเป็นวงกว้าง ไม่ใช่การระเบิดที่ทำลายล้าง แต่เป็นการ ‘ชะล้าง’ หมอกและรอยเปื้อนดำๆ รอบตัวให้สลายไปชั่วขณะ

สัตว์ประหลาดตัวนั้นชะงักและถอยร่นไปราวกับถูกของร้อน เซราฟิน่าหอบหายใจถี่ ร่างกายสั่นเทา เธอรีบพยุงตัวขึ้นและใช้จังหวะที่หมอกเปิดออกพุ่งตรงไปยังฐานรูปปั้นโบราณ เธอไม่สนว่าไมโลจะตามมาทันหรือไม่ เป้าหมายเดียวคือทางเข้าที่ซ่อนอยู่ใต้รอยแยกของหิน

เธอคลานลงไปในช่องแคบใต้ฐานรูปปั้น กลิ่นอับชื้นและกลิ่นหมึกเก่าๆ โชยเข้าจมูก เมื่อแสงสีเงินจากแผลของเธอยังคงส่องสว่างรำไร เธอก็พบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในถ้ำธรรมดา แต่มันคือห้องโถงใต้ดินขนาดใหญ่ที่ผนังทุกด้านไม่ได้สลักด้วยอักขระแบบที่สภาจารึกใช้

ผนังห้องเต็มไปด้วยอักขระนับพันที่เขียนด้วยลายเส้นที่ดูอิสระ พลิ้วไหว และซับซ้อนเกินกว่าที่ตำราเล่มใดเคยบันทึกไว้ มันไม่ใช่แค่ลายเส้นที่แข็งทื่อ แต่มันดูเหมือนมีชีวิตและกำลังเต้นรำอยู่บนผิวหิน บางตัวอักขระดูคล้ายกับกลุ่มดาวที่โคจรอยู่บนท้องฟ้า และบางตัวก็ดูเหมือนรอยจารึกที่ไหลเวียนไปตามกระแสน้ำ

เซราฟิน่าเอื้อมมือไปสัมผัสผนังหิน ความเย็นของมันทำให้เธอขนลุกซู่ แต่ในขณะเดียวกัน หัวใจของเธอกลับเต้นรัวด้วยความหวัง “นี่มันไม่ใช่โรค... และไม่ใช่ความผิดพลาด” เธอพึมพำกับตัวเอง สายตามองไปที่อักขระลึกลับเหล่านั้น “นี่คือสิ่งที่พวกเขากำลังพยายามจะบอกเรา”

ท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องใต้ดิน เธอสังเกตเห็นอักขระหนึ่งที่อยู่ตรงกลางห้อง มันส่องแสงสีเงินเข้มข้นที่สุด และเมื่อเธอก้าวเข้าไปใกล้ เธอก็เห็นเงาร่างของใครบางคนกำลังยืนรออยู่ตรงนั้นจากเงามืดของห้องโถง

“เจ้ามาถึงช้ากว่าที่คำทำนายระบุไว้เล็กน้อยนะ” เสียงเย็นเยือกดังขึ้นจากความมืด พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นหินอย่างมั่นคง

--- เซราฟิน่าเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดหมึกละลายในหมอกหนาและค้นพบว่ารอยแผลเป็นของเธอตอบสนองต่อหมอกอย่างประหลาด ก่อนจะพบห้องลับใต้รูปปั้นโบราณที่เต็มไปด้วยอักขระลึกลับซึ่งอาจเป็นกุญแจสู่ความลับของครอบครัวเธอ