ตอนที่ 18 — รอยแยกบนแผ่นหลังและคัมภีร์หินโบราณ
กลิ่นกำมะถันจางๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศที่อับชื้นภายในถ้ำใต้แท่นหิน เซราฟิน่าขยับไหล่ที่หนักอึ้งของเธอไปมา ความรู้สึกคันยิบที่บริเวณกระดูกสันหลังไม่ใช่แค่ความรำคาญ แต่มันคือสัญญาณเตือนว่าอักขระที่สลักอยู่ใต้ผิวหนังกำลังเริ่มจางลงเหมือนหมึกที่โดนน้ำชะล้าง
“เจ้าจะทำจริงๆ หรือ? ถ้ามันล้มเหลว อักขระพวกนั้นจะกลายเป็นเพียงรอยเปื้อน และเจ้าจะจำไม่ได้แม้แต่ชื่อตัวเอง” เสียงของไมโลดังขึ้นจากมุมมืดของถ้ำ เด็กหนุ่มกอดเข่าแน่น ดวงตาคู่โตฉายแววหวาดกลัว
“หุบปากเถอะไมโล” เซราฟิน่าตอบโดยไม่หันไปมอง เธอวางคัมภีร์หินโบราณลงบนแท่นหินทราย ผิวสัมผัสของมันขรุขระและเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง “ถ้าข้าไม่ทำตอนนี้ ข้าจะกลายเป็นแค่ร่างเปล่าๆ ที่เดินได้เหมือนพวกที่ติดโรคหมึกละลาย ข้าจะไม่ยอมให้ความทรงจำเรื่องพ่อกับแม่กลายเป็นแค่รอยเปื้อนสีดำบนผิวหนัง”
เธอถอดเสื้อคลุมหนังออก เผยให้เห็นแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยลายเส้นอักขระสีน้ำเงินเข้มที่พาดผ่านแนวกระดูกสันหลัง ลายเส้นเหล่านั้นดูสั่นไหวราวกับมีชีวิต เซราฟิน่าสูดลมหายใจเข้าลึก มือที่สั่นเทาเอื้อมไปแตะที่ผิวหน้าของคัมภีร์หิน
ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับรอยจารึกบนหิน ความร้อนระอุพุ่งพล่านจากคัมภีร์เข้าสู่ร่างกายของเธอเหมือนเหล็กแดงที่ถูกเผาไฟ มันไม่ใช่ความเจ็บปวดธรรมดา แต่มันคือความรู้สึกเหมือนมีเข็มพันเล่มกำลังพยายามทิ่มแทงผ่านชั้นผิวหนังเข้าไปถึงไขสันหลัง
“อึก...!” เซราฟิน่ากัดฟันแน่นจนได้ยินเสียงกรามกระทบกัน เธอพยายามจะชักมือกลับ แต่ร่างกายกลับแข็งทื่อ ราวกับว่าคัมภีร์หินนั้นได้ตรึงเธอไว้กับแท่นด้วยแรงดึงดูดมหาศาล
ภาพตรงหน้าเริ่มบิดเบี้ยว หมอกสีเทาในถ้ำเริ่มหนาแน่นขึ้นจนมองไม่เห็นแม้แต่พื้นเท้า แต่แล้วท่ามกลางความมืดมิดนั้น เธอก็เห็นบ้านไม้หลังเก่าที่ชายป่าคีรีคราม กลิ่นขนมปังอบใหม่และเสียงหัวเราะของเด็กๆ ลอยมาตามลม
“แม่...?” เธอพึมพำ เสียงของเธอแหบพร่า
ภาพของแม่ที่กำลังนั่งปักผ้าอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ปรากฏขึ้นชัดเจนจนเธอเกือบจะเอื้อมมือไปคว้าไว้ แต่แล้วภาพนั้นก็เริ่มปริแตกเหมือนกระจกที่ถูกทุบ รอยยิ้มของแม่บิดเบี้ยวกลายเป็นใบหน้าที่ไร้ดวงตา ความทรงจำที่แสนอบอุ่นถูกแทนที่ด้วยเสียงกรีดร้องและเปลวไฟที่เผาไหม้หมู่บ้าน
“ไม่! มันไม่ใช่แบบนี้!” เซราฟิน่าตะโกนลั่น ความเจ็บปวดทวีความรุนแรงขึ้นจนเธอรู้สึกเหมือนกระดูกสันหลังกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ลายเส้นอักขระบนหลังของเธอเริ่มเรืองแสงสีม่วงคล้ำสลับกับน้ำเงินจัด มันไม่ได้พยายามจะซ่อมแซมตัวเอง แต่มันกำลังขยายตัวและแทรกซึมลึกลงไปในกล้ามเนื้อ
ไมโลพยายามจะเข้ามาช่วย แต่เซราฟิน่าตวาดสั่ง “อย่าเข้ามา! ถ้าเจ้าแตะต้องข้า... เจ้าจะถูกดึงเข้าไปด้วย!”
ท่ามกลางพายุแห่งความเจ็บปวดและภาพหลอนที่ถาโถม เซราฟิน่าสังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติ ลายเส้นอักขระที่ควรจะบันทึกเหตุการณ์ในอดีตของเธอ—การฝึกฝน การต่อสู้ หรือแม้แต่ความโกรธแค้น—กลับไม่ได้มีลักษณะเป็นเส้นปิดตายเหมือนอักขระทั่วไป แต่มันมีลักษณะเป็นโครงข่ายที่เปิดกว้าง มีช่องว่างที่ดูเหมือน 'ประตู' ที่รอการเชื่อมต่อ
เธอกดแรงทั้งหมดที่มีลงไปบนคัมภีร์หิน แทนที่จะพยายามรักษาสติเพื่อหนีจากความเจ็บปวด เธอตัดสินใจ 'เปิด' รับมัน เธอเลิกพยายามจะยึดเหนี่ยวความทรงจำเก่าๆ แต่กลับปล่อยให้อักขระเหล่านั้นไหลเวียนไปตามจังหวะการเต้นของหัวใจ
ทันใดนั้น ความเจ็บปวดที่แสนสาหัสก็เปลี่ยนเป็นความรู้สึกวูบวาบเหมือนกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านร่างอย่างนุ่มนวล ภาพหลอนรอบตัวหยุดนิ่ง ไม่ใช่ภาพหมู่บ้านที่ล่มสลาย แต่เป็นพื้นที่ว่างเปล่าที่มีแสงสว่างนวลตาพาดผ่าน
อักขระบนแผ่นหลังของเธอไม่ได้เป็นเพียงบันทึก แต่มันคือ 'กุญแจ' ลายเส้นที่เคยนิ่งสนิทกลับสั่นสะเทือนด้วยความถี่ที่สอดประสานกับคัมภีร์หิน มันกำลังเชื่อมต่อบางอย่างที่อยู่นอกเหนือจากขอบเขตของร่างกายเธอ
“นี่มัน... ไม่ใช่แค่ความทรงจำของข้า...” เซราฟิน่าหอบหายใจ ร่างกายของเธอชุ่มไปด้วยเหงื่อ แต่ดวงตาของเธอกลับเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง
ในความว่างเปล่าเบื้องหน้า แสงสว่างจากอักขระบนหลังของเธอพุ่งออกไปเป็นเส้นสายเชื่อมต่อกับอากาศธาตุ และที่ตรงนั้นเอง ท่ามกลางแสงเรืองรองที่ก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่าง เงาของสตรีผู้หนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากรอยแยกของแสง
ใบหน้านั้นคุ้นเคยจนหัวใจของเซราฟิน่าแทบหยุดเต้น เส้นผมที่มัดรวบอย่างเรียบร้อย ดวงตาที่เปี่ยมด้วยความเมตตาแต่แฝงด้วยความโศกเศร้า... มันคือแม่ของเธอ
เงาของแม่ไม่ได้เป็นเพียงภาพจำลองที่ไร้ชีวิต แต่ดูเหมือนเธอกำลังดำรงอยู่จริงๆ ในมิติที่ซ้อนทับอยู่ มือที่ดูโปร่งแสงค่อยๆ ยื่นออกมาจากกลุ่มก้อนแสงสีน้ำเงิน พยายามจะเอื้อมมาสัมผัสใบหน้าของเซราฟิน่า
“เซราฟิน่า...” เสียงกระซิบนั้นไม่ได้ดังมาจากหู แต่ดังมาจากส่วนลึกของอักขระที่สลักอยู่บนผิวหนัง
เซราฟิน่ามองมือที่ยื่นออกมานั้นด้วยความหวังที่แรงกล้า เธอไม่สนว่าสภาจารึกจะว่าอย่างไร หรือโรคหมึกละลายจะพรากอะไรไปจากเธอ ตราบใดที่กุญแจนี้ยังทำงาน เธอจะไขประตูนี้เพื่อกลับไปหาครอบครัวให้ได้
ขณะที่ปลายนิ้วของเงาแม่กำลังจะแตะถึงตัวเธอ แสงสว่างก็วูบวาบอย่างรุนแรงพร้อมกับเสียงกระแทกประตูถ้ำที่ดังสนั่นมาจากด้านบน!
--- เซราฟิน่าพยายามใช้อักขระบนแผ่นหลังเชื่อมต่อกับคัมภีร์หินโบราณเพื่อรักษาความทรงจำ แต่กลับพบว่าอักขระของเธอคือกุญแจที่เปิดประตูสู่มิติความทรงจำอื่น ทำให้เธอได้พบกับเงาของแม่ที่ยื่นมือออกมาหาเธอ