ตอนที่ 141 — รอยเปื้อนแห่งความทรงจำ
กลิ่นอายของความเย็นชื้นจากหินผาที่โอบล้อม ชวนให้ประสาทสัมผัสของเซราฟิน่าตึงเครียด แผ่นหลังของเธอแสบร้อนราวกับมีไฟลามทุ่ง แม้จะสวมเสื้อคลุมหนาทึบ แต่ความรู้สึกนั้นก็ไม่อาจถูกบดบังได้ เธอเงยหน้ามองเพดานถ้ำที่มืดมิด หวังเพียงว่าเงาสลัวจะช่วยอำพรางสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ เสียงหอบหายใจของตัวเองที่ดังสะท้อนไปมาในความเงียบคือสิ่งเดียวที่พอจะยืนยันได้ว่าเธอยังคงมีชีวิตอยู่ ท่ามกลางอักขระที่เคยเป็นความภาคภูมิใจ เป็นเครื่องยืนยันตัวตน วันนี้มันกลับกลายเป็นเครื่องหมายแห่งความเสื่อมสลาย
“ทำไม… ทำไมมันถึงจางไปเรื่อยๆ” เสียงของเซราฟิน่าแหบพร่า เธอพยายามเพ่งมองผ่านกระจกเงาที่วางพิงอยู่กับผนังหิน ภาพสะท้อนบนแผ่นหลังของเธอคือพายุหมึกสีดำที่กำลังกัดกินทุกอักขระที่เคยจารึกไว้ รอยสักอันเป็นตัวแทนของใบหน้าพ่อแม่ รอยยิ้มอันอบอุ่นของน้องสาว ภาพเหล่านั้นเลือนรางราวกับถูกลบล้างด้วยกระแสน้ำ เขาพยายามนึกภาพใบหน้าของพวกเขาอีกครั้ง แต่ยิ่งพยายาม ภาพก็ยิ่งเบลอเลือน ความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วร่าง มันไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดทางกาย แต่มันคือความเจ็บปวดที่กรีดลึกไปถึงแก่นของจิตวิญญาณ สิ่งที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของเธอ กำลังจะหายไปตลอดกาล
“นี่มัน… ไม่ยุติธรรม” เธอพึมพำ น้ำตาเริ่มเอ่อคลอเบ้า “พวกมันทำแบบนี้กับเรา ทำไมถึงต้องพรากทุกสิ่งไป” กรงเล็บแห่งความสิ้นหวังเริ่มบีบรัดหัวใจ ภาพความทรงจำสุดท้ายที่ชัดเจนคือเสียงหัวเราะของน้องสาวในวันเก็บเกี่ยว เป็นภาพสุดท้ายก่อนที่อักขระแห่งความทรงจำจะเริ่มจางหายไปจากแผ่นหลังของเธอ แต่ในวันนี้ แม้แต่เสียงหัวเราะนั้นก็เริ่มเบาบางลงทุกที เธอรู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งลงไปในทะเลแห่งความว่างเปล่า ไร้ซึ่งที่ยึดเหนี่ยว
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังมาจากปากถ้ำ เซราฟิน่าสะดุ้งเฮือก มือคว้าไปที่มีดสั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอว ดวงตาฉายแววระแวง “ใครน่ะ!” เสียงของเธอแข็งกร้าวขึ้น แต่ก็แฝงไปด้วยความสั่นเครือ เธอไม่อยากเจอหน้าใครทั้งนั้นในสภาพนี้ ยิ่งเป็นเจ้าหน้าที่จากสภาจารึก พวกเขาจะมองเธออย่างไร? เป็นพวกนอกรีต? เป็นโรคติดต่อ? หรือเป็นเพียงแค่สิ่งโสโครกที่ต้องกำจัด?
ร่างสูงโปร่งของอคิราห์ปรากฏขึ้นในแสงสลัว ดวงตาของเขาจับจ้องมาที่เธอ แต่ไม่มีแววตำหนิหรือรังเกียจอย่างที่เธอคาดหวัง มีเพียงความเห็นอกเห็นใจและบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้น “เซราฟิน่า…” เสียงของเขาอ่อนโยน “อย่าโทษตัวเอง”
“โทษตัวเอง?” เซราฟิน่าหัวเราะเยาะ เสียงหัวเราะนั้นแห้งผากและไร้ซึ่งความสุข “ฉันควรจะโทษใครล่ะ? อักขระพวกนี้มันกำลังจะหายไป! ความทรงจำของฉัน… ความทรงจำของครอบครัวฉัน… ทุกอย่างกำลังจะกลายเป็นศูนย์!” เธอหันหลังให้เขาเล็กน้อย ปล่อยให้เขาเห็นสภาพของเธออย่างเต็มตา “เห็นไหม? มันกำลังจะกลายเป็นแค่รอยเปื้อน”
อคิราห์ก้าวเข้ามาใกล้ เขาไม่แตะต้องตัวเธอ แต่สายตาของเขากลับทอดมองไปยังแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยรอยด่างดำนั้น “ความทรงจำไม่ได้หายไปไหนหรอก เซราฟิน่า” เขาพูดช้าๆ ทุกคำมีความหมาย “มันแค่… เปลี่ยนรูปแบบไป”
เซราฟิน่าหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสน “เปลี่ยนรูปแบบ? หมายความว่ายังไง? พวกมันกำลังจะสลายไป!”
“อักขระจารึกคือวิธีที่เราบันทึกความทรงจำในยุคนี้” อคิราห์อธิบาย “แต่มันไม่ใช่แค่วิธีเดียว โลกเปลี่ยนแปลงเสมอ และบางที… วิธีการบันทึกก็อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย” เขาหยุดเล็กน้อย เหมือนกำลังเลือกคำพูด “โรคหมึกละลาย… มันอาจไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นการเริ่มต้นของบางสิ่งใหม่”
“บางสิ่งใหม่?” เซราฟิน่าทวนคำ เธอพยายามประมวลผลสิ่งที่เขาพูด แต่มันยากเหลือเกินที่จะเชื่อ “คุณกำลังบอกว่า… รอยเปื้อนพวกนี้… มันมีความหมายงั้นเหรอ?”
“ผมเคยเห็นรอยแบบนี้มาก่อน” อคิราห์กล่าว “ไม่ใช่บนผิวหนัง แต่บนหินโบราณที่ผมค้นพบ มันเป็นรูปแบบการบันทึกอีกแบบหนึ่งที่เก่าแก่กว่าอักขระที่เราใช้กันในปัจจุบัน” เขาชี้ไปยังรอยเปื้อนที่กำลังขยายใหญ่ขึ้นบนแผ่นหลังของเธอ “รอยเปื้อนพวกนี้… มันอาจเป็นภาษาใหม่ เป็นความทรงจำที่ถูกเขียนขึ้นในรูปแบบที่ต่างออกไป”
เซราฟิน่าจ้องมองอคิราห์ ราวกับจะสแกนหาคำโกหก แต่ในดวงตาของเขา เธอเห็นเพียงความมุ่งมั่นและความเชื่อมั่น “คุณ… คุณจะช่วยฉันได้จริงๆ เหรอ? ช่วยให้ฉัน… กลับไปจำพวกเขาได้?”
“ผมจะช่วยคุณ” อคิราห์พยักหน้า “ผมจะช่วยคุณแกะรอยความทรงจำที่ถูกซ่อนอยู่ในรอยเปื้อนพวกนี้ ถ้าคุณยอมให้ผมลอง”
ความหวังริบหรี่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเซราฟิน่า เป็นความหวังที่เธอแทบจะลืมเลือนไปแล้ว เธอเงยหน้ามองอคิราห์อีกครั้ง รอยเปื้อนบนแผ่นหลังของเธอยังคงขยายใหญ่ขึ้น แต่ตอนนี้ แทนที่จะเห็นมันเป็นเพียงความเสื่อมสลาย เธอกลับเริ่มมองเห็นถึงความเป็นไปได้บางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความมืดมิดนั้น
“ตกลง” เธอตอบเสียงเบา แต่หนักแน่น “ช่วยฉันด้วย”
ทันใดนั้นเอง เสียงดังสนั่นหวั่นไหวก็ดังมาจากปากถ้ำ พร้อมกับแสงสว่างจ้าที่สาดส่องเข้ามา ภาพของไมโลที่ยืนอยู่ท่ามกลางทหารสภาจารึกที่ล้มระเนระนาดปรากฏขึ้นที่ปากถ้ำ ใบหน้าของเขาซีดเผือด แต่ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ “อคิราห์! ระวัง!”
ในขณะเดียวกัน รอยเปื้อนบนแขนของไมโลก็เริ่มส่องแสงระยิบระยับ ราวกับจะตอบสนองต่อบางสิ่งบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น บางสิ่งที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” เซราฟิน่าอุทาน เธอกำหมัดแน่น ความสงสัยและความกังวลถาโถมเข้ามาอีกครั้ง
อคิราห์หันไปมองทิศทางของไมโล แววตาฉายประกายบางอย่างที่ยากจะคาดเดา “ดูเหมือนว่า… การเดินทางของเรากำลังจะซับซ้อนขึ้นอีก” เขาหันกลับมามองเซราฟิน่า “แต่จำไว้… ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะผ่านมันไปด้วยกัน”
เซราฟิน่าพยักหน้า เธอไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ในตอนนี้ เธอเชื่อมั่นในคำพูดของอคิราห์ และบางที… บางที นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปลดปล่อยที่แท้จริง การปลดปล่อยจากโซ่ตรวนแห่งความทรงจำที่กำลังจะเลือนหายไป และก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่ถูกกล่าวขานใน 'คำทำนายแห่งดวงดาวสีเงิน' ผู้ที่จะมาปลดพันธนาการแห่งอักขระในอนาคต… เธอเริ่มไม่แน่ใจว่าคำทำนายนั้นหมายถึงใครกันแน่
--- เซราฟิน่าพยายามจดจำความทรงจำที่ถูกบันทึกด้วยอักขระบนแผ่นหลัง แต่ยิ่งพยายาม รอยสักก็ยิ่งเลือนรางจนแทบมองไม่เห็น อคิราห์ปรากฏตัวและอธิบายว่าการสูญเสียอักขระไม่ได้หมายถึงการสูญเสียความทรงจำ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบันทึก ทำให้เซราฟิน่าเริ่มมีความหวังและยอมให้เขาช่วยเหลือ ท่ามกลางเหตุการณ์ดังกล่าว ไมโลก็ปรากฏตัวพร้อมกับรอยเปื้อนประหลาดบนแขน