← สารบัญตอน

มนตราหมึกมรกต

ตอนที่ 11ฟรี

ตอนที่ 11 — ความสว่างที่ผิดเพี้ยนบนโต๊ะทดลอง

เสียงหยดน้ำจากเพดานถ้ำหินปูนกระทบพื้นหินดัง 'ติ๋ง' สม่ำเสมอราวกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่กำลังจะหยุดนิ่ง อาวุโส คัลลัน ขยับตะเกียงน้ำมันเวทมนตร์ให้เข้าที่ แสงสีส้มสลัวอาบไล้ไปบนโต๊ะหินแกรนิตที่เต็มไปด้วยขวดแก้วบรรจุของเหลวหลากสี สิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าเขาคือ 'ตัวอย่างปัญหา' ที่น่ารังเกียจที่สุดในรอบศตวรรษ แผ่นหินจารึกขนาดเล็กที่เคยมีลายเส้นอักขระ 'ธาตุลม' คมชัด บัดนี้กลับถูกปกคลุมด้วยรอยเปื้อนสีดำขุ่นมัวคล้ายหมึกที่หยดลงบนผ้าเปียก

“มันกำลังจะตาย” คัลลันพึมพำ เสียงของเขาทุ้มต่ำและเย็นชา เขาใช้ปากกาปลายแหลมทำจากกระดูกสัตว์เขี่ยรอยเปื้อนนั้น “หากอักขระจางหายไปในสิบนาทีข้างหน้า ความทรงจำเกี่ยวกับวิชาควบคุมอากาศของเจ้าของแผ่นหินนี้จะหายไปจากบันทึกสภาทันที”

เขาหยิบหลอดแก้วขนาดเล็กที่บรรจุ 'หมึกปนเปื้อน' ซึ่งสกัดมาจากผู้ป่วยโรคหมึกละลาย (Ink-Fade) ขึ้นมา ของเหลวในหลอดนั้นไม่ได้ดำสนิท แต่มันดูเหมือนมีกลุ่มควันสีเทาวนเวียนอยู่ในเนื้อหมึก คัลลันต้องทดสอบสมมติฐานที่น่าขยะแขยงที่สุด: หากนำหมึกที่ 'เสีย' ไปเติมลงในอักขระที่ 'กำลังจะเสีย' ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร? เขาต้องพิสูจน์ว่ามันจะเร่งการสลายตัว หรือมันจะช่วยพยุงโครงสร้างอักขระไว้ได้

มือที่เหี่ยวย่นแต่แข็งแรงของเขาประคองหลอดแก้วอย่างระมัดระวัง เขาค่อยๆ บีบของเหลวสีเทาขุ่นให้ไหลลงสู่รอยแตกบนแผ่นหิน เขากลั้นหายใจ รอคอยที่จะเห็นรอยเปื้อนนั้นขยายตัวกลืนกินลายเส้นจนมืดบอดไปทั้งแผ่น

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้ปลายปากกาในมือของเขาสั่นสะท้าน

แทนที่รอยเปื้อนจะขยายตัวเป็นวงกว้างเพื่อทำลายลายเส้น หมึกปนเปื้อนกลับซึมลึกลงไปในร่องอักขระอย่างรวดเร็วผิดปกติ มันไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสารกัดกร่อน แต่มันกลับพุ่งเข้าหาจุดตัดของเส้นสายราวกับถูกแม่เหล็กดึงดูด ทันใดนั้น แสงสีขาวนวลที่ดูไม่เหมือนแสงจากเวทมนตร์ปกติก็วาบขึ้นมาจากใต้รอยเปื้อนนั้น

“อะไรกัน...” คัลลันโน้มตัวลงไปใกล้ แสงนั้นสว่างจ้าจนเขาต้องหยีตา มันไม่ใช่แสงสีฟ้าหรือสีทองตามมาตรฐานของสภาจารึก แต่มันคือแสงสีเงินที่ดูเย็นเยียบและเข้มข้น รอยเปื้อนที่เขาคิดว่าเป็นความเสื่อมสลาย กลับทำหน้าที่เหมือนสารเติมเต็มที่ไปเติมเต็มช่องว่างของอักขระที่กำลังจางหายให้กลับมาสมบูรณ์ยิ่งกว่าเดิม

เขารีบหยิบแว่นขยายส่องดูด้วยความลนลาน ลายเส้นอักขระ 'ธาตุลม' ที่เคยดูพร่าเลือน บัดนี้กลับคมชัดขึ้นจนดูเหมือนมันกำลังจะขยับเขยื้อนได้จริง รอยเปื้อนสีดำขุ่นไม่ได้ปกปิดลายเส้น แต่มันกลับ 'กลายเป็น' ส่วนหนึ่งของลายเส้นนั้นเอง ลวดลายที่เคยหยุดนิ่งกลับดูเหมือนมีมวลสารและชีวิต

“นี่ไม่ใช่การเสื่อมสลาย...” คัลลันกระซิบกับความมืด เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความสับสนที่พยายามกดทับไว้ “มันไม่ใช่การทำลาย... แต่มันคือการเปลี่ยนผ่าน”

ความคิดของเขาเตลิดไปถึงคำทำนายโบราณที่เขามักจะสั่งห้ามไม่ให้เหล่านักจารึกรุ่นเยาว์หยิบยกมาพูดถึง ‘คำทำนายแห่งดวงดาวสีเงิน’ ที่กล่าวถึงผู้ที่จะมาปลดพันธนาการแห่งอักขระในอนาคต หากสิ่งที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้าคือความจริง นั่นหมายความว่าสภาจารึกศักดิ์สิทธิ์ที่เขาพยายามปกป้องมาทั้งชีวิต อาจจะกำลังเข้าใจผิดในสิ่งที่เลวร้ายที่สุด

ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปตามสันหลังของเขา คัลลันพยายามรวบรวมสติ เขาคว้ากระดาษบันทึกเพื่อจะจดบันทึกสิ่งที่เห็น แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะจรดปากกา ความรู้สึกแปลกประหลาดก็แล่นขึ้นมาจากข้อมือขวา

เขาสะดุ้งโหยงและดึงแขนเสื้อขึ้นดู รอยเปื้อนสีดำที่เขาเคยคิดว่าเป็น 'โรคหมึกละลาย' ซึ่งปรากฏบนผิวหนังตรงข้อมือของเขามานานหลายเดือน—รอยที่เขาพยายามใช้เวทมนตร์ลบมันออกซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ไม่สำเร็จ—บัดนี้มันกำลังขยับ

ใต้ผิวหนังของเขา รอยเปื้อนสีเทาดำนั้นไม่ได้แผ่ขยายออกไปเหมือนแผลเน่า แต่มันกำลังหดตัวและควบแน่นเข้าหาเส้นเลือดใหญ่ รอยเปื้อนนั้นค่อยๆ เลือนหายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกซ่าๆ เหมือนเข็มเล็กๆ ทิ่มแทง และเมื่อเขามองดูดีๆ รอยเปื้อนที่หายไปได้ทิ้งร่องรอยใหม่ไว้แทนที่

อักขระจารึกประจำตระกูลที่เคยจางจนเกือบมองไม่เห็นบนข้อมือของเขา บัดนี้กลับเด่นชัดขึ้นมา มันคมกริบและส่องประกายสีเงินจางๆ ราวกับเพิ่งถูกสลักลงไปใหม่ด้วยหมึกที่บริสุทธิ์ที่สุดในโลก

คัลลันถอยหลังจนชนกับชั้นวางขวดแก้ว เสียงแก้วกระทบกันดังระงมไปทั่วห้องทดลองที่เงียบสงัด เขามองดูมือตัวเองที่สั่นเทา รอยเปื้อนที่ควรจะเป็นตราบาปแห่งความเสื่อมสลาย กลับกลายเป็นกุญแจที่กำลังไขความลับที่เขากลัวที่สุด

เขาสูดลมหายใจเข้าลึก แต่ความสับสนในอกกลับยิ่งทวีความรุนแรง หากสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาคือความจริง สิ่งที่เขาสอนมาตลอดชีวิต... สิ่งที่เขาใช้ปกครองผู้คน... มันคือเรื่องลวงโลกใช่หรือไม่?

--- อาวุโสคัลลันทำการทดลองใช้หมึกปนเปื้อนกับอักขระที่กำลังเสื่อมสลาย แต่กลับพบว่ามันทำให้ลายเส้นคมชัดและสว่างขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ ก่อนจะตระหนักว่ารอยโรคบนร่างกายของตนเองกำลังจางหายและเปลี่ยนเป็นอักขระที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น