← สารบัญตอน

เงารัตติกาลแห่งป่าอัสดง

ตอนที่ 12ฟรี

ตอนที่ 12 — เศษเสี้ยวแห่งตัวตนในกระแสธารที่เลือนหาย

ความรู้สึกแรกที่ธารารับรู้ไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่มันคือความว่างเปล่า—ความว่างเปล่าที่เย็นเยียบและไร้ซึ่งน้ำหนัก ราวกับว่าร่างกายของเธอไม่ได้ประกอบขึ้นจากเนื้อหนังและกระดูกอีกต่อไป แต่เป็นเพียงกลุ่มก้อนของความทรงจำที่กำลังถูกกระชากออกจากกันด้วยแรงดึงดูดที่มองไม่เห็น เสียงสุดท้ายที่เธอจำได้คือเสียงกรีดร้องของรากไม้และการพังทลายของมิติ แต่นี่... สิ่งที่เธอกำลังเผชิญอยู่นั้นกลับเงียบงันจนน่าหวาดหวั่น

ธาราลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืดที่ไม่ได้มืดสนิท แต่มันคือความมืดที่มีสีเทาหม่นของเถ้าถ่านและสีม่วงคล้ำของรอยช้ำ เธอไม่ได้อยู่บนพื้นดิน ไม่ได้อยู่ใต้รากไม้ และไม่ได้อยู่ในโถงรากไม้ที่เคยรู้จักอีกต่อไป รอบกายของเธอคือเศษซากของความเป็นจริงที่ถูกฉีกขาด พื้นที่ที่ควรจะเป็นโถงรากไม้กลับกลายเป็นแผ่นพ้นพ้นที่ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางความเวิ้งว้าง รากไม้ขนาดมหึมาที่เคยแข็งแกร่งบัดนี้มีลักษณะคล้ายเส้นใยที่กำลังสลายกลายเป็นฝุ่นผงสีดำ ทุกครั้งที่เธอพยายามขยับตัว เธอจะรู้สึกถึงแรงกระชากที่พยายามจะดึงเอา 'ตัวตน' ของเธอให้หลุดลอยไปในกระแสธารสีเทานั้น

“คราม...” เธอเค้นเสียงเรียก แต่มันกลับไม่มีเสียงออกมาจากลำคอ มีเพียงแรงสั่นสะเทือนจางๆ ที่เกิดขึ้นในจิตสำนึก

ทันใดนั้น ร่างหนึ่งก็พุ่งผ่านม่านหมอกสีเทาเข้ามาใกล้ ธาราพยายามคว้าหาอาวุธตามสัญชาตญาณ แต่พบเพียงความว่างเปล่าที่ขัดขวางมือของเธอไว้ ร่างนั้นคือคราม เขากำลังตะเกียกตะกายผ่านอากาศที่หนาแน่นเหมือนน้ำที่กำลังเน่าเสีย ใบหน้าของเขาซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกที่ไม่อาจระบายออกมาเป็นคำพูดได้ เขาพยายามเอื้อมมือมาหาเธอ แต่ในจังหวะที่นิ้วมือของทั้งคู่เกือบจะสัมผัสกัน พื้นที่ที่พวกเขายืนอยู่ก็บิดเบี้ยวและแยกออกจากกัน ราวกับกระดาษที่ถูกฉีกขาดด้วยมือที่มองไม่เห็น

“อย่า... ปล่อย...” ธาราพยายามตะโกนในใจ ความคิดของเธอเริ่มกระจัดกระจายเหมือนใบไม้ที่ถูกพายุพัดผ่าน เธอเห็นเศษเสี้ยวของเครื่องจักรนักสำรวจลอยคว้างอยู่ไกลออกไป มันไม่ได้ดูเหมือนเครื่องจักรเหล็กกล้าอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นก้อนโลหะที่บิดเบี้ยวและหลอมละลายเข้ากับความว่างเปล่า พลังงานสีม่วงเข้มที่เคยขับเคลื่อนมันบัดนี้ขยายตัวออกเป็นเส้นใยที่พยายามจะ 'ถักทอ' ความว่างเปล่าให้กลายเป็นรูปร่าง

ท่ามกลางความสับสนนั้น ธาราสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ต่างออกไป มันไม่ใช่ความว่างเปล่าที่ไร้ชีวิต แต่มันคือ 'ความหิวโหย'

เงาร่างปริศนาที่พวกเขาเผชิญหน้าก่อนจะตกลงมา บัดนี้ไม่ได้เป็นเพียงเงาที่ลอยผ่านไปมา แต่มันเริ่มมีรูปทรงที่บิดเบี้ยวและไม่สมบูรณ์ สิ่งเหล่านั้นดูเหมือนจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่พยายามจะประกอบร่างขึ้นจากเศษซากของความจริงที่ถูกทำลาย พวกมันไม่มีใบหน้า มีเพียงหลุมลึกที่ดูเหมือนจะดูดกลืนแสงสว่างทุกชนิดที่ผ่านเข้าไป และที่น่าสยดสยองที่สุดคือ พวกมันกำลัง 'กัดกิน' ความทรงจำและตัวตนของทุกสิ่งที่ลอยผ่านเข้ามา

ธารารู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่เริ่มกัดกินปลายนิ้วของเธอ เธอเริ่มลืม... เธอเริ่มลืมว่าทำไมเธอถึงต้องมาอยู่ที่นี่ ลืมว่าเป้าหมายของเธอคืออะไร ลืมแม้กระทั่งชื่อของป่าดงพญาเย็นที่เธอรักยิ่งชีวิต ความทรงจำเกี่ยวกับกลิ่นดินหลังฝนตก เสียงกระซิบของใบไม้ และความอบอุ่นของแสงแดดที่ลอดผ่านเรือนยอดไม้ กำลังถูกกระแสธารสีเทานี้สูบหายไปอย่างช้าๆ

“ไม่!” เธอรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายจากจิตวิญญาณ พยายามยึดเหนี่ยวเศษเสี้ยวของความรู้สึกที่มีต่อป่าเอาไว้ “ข้าคือธารา... ผู้ฟังเสียงใบไม้... ข้าคือส่วนหนึ่งของป่าดงพญาเย็น!”

แรงขับเคลื่อนจากเจตจำนงนั้นทำให้เกิดแสงเรืองรองจางๆ ออกมาจากอกของเธอ มันไม่ใช่แสงจากเครื่องจักร แต่เป็นแสงแห่งจิตวิญญาณที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด แสงนั้นสว่างพอที่จะทำให้เธอเห็นว่า สิ่งที่พวกเธอกำลังเผชิญไม่ใช่แค่การล่มสลายของพื้นที่ แต่มันคือ 'การลบเลือน' (Erasure) มิติความว่างเปล่าไม่ได้ต้องการทำลาย แต่ต้องการเปลี่ยนทุกสิ่งให้กลายเป็น 'ความไม่มี' เพื่อให้ตัวมันเองดำรงอยู่ได้

ทันใดนั้น แรงกระชากมหาศาลก็ดึงครามกลับมาหาเธออีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้ลอยเคว้ง แต่เขากำลังถูก 'บางสิ่ง' ลากไป ร่างของครามถูกพันธนาการด้วยเส้นใยสีดำที่ดูเหมือนรากไม้ที่เน่าเสีย แต่มันคือเส้นใยจากมิติความว่างเปล่า มันกำลังพยายามจะหลอมรวมเขาเข้ากับความมืดมิด

“คราม!” ธาราพยายามพุ่งตัวออกไป แต่ความรู้สึกของร่างกายเธอกลับไม่ตอบสนอง เธอเห็นครามพยายามดิ้นรน ดวงตาของเขาจ้องมองมาที่เธอด้วยความหมายที่สื่อสารได้เพียงอย่างเดียว: จงหนีไป

แต่จะหนีไปที่ไหน? ในเมื่อทุกทิศทางคือความว่างเปล่าที่ไม่มีจุดสิ้นสุด

ในวินาทีที่ความสิ้นหวังกำลังจะกลืนกินเธอ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น—ไม่ใช่เสียงที่ผ่านหู แต่เป็นเสียงที่สั่นสะเทือนผ่านรากฐานของจิตวิญญาณ มันเป็นเสียงที่ทุ้มต่ำ ลึกซึ้ง และเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่คุ้นเคย มันคือเสียงของ Warden... ผู้พิทักษ์รากฐานที่ดูเหมือนจะยังไม่ดับสูญไปเสียทีเดียว แต่มันไม่ได้มาในรูปแบบของสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์ มันมาในรูปแบบของ 'เสียงเพรียกที่แตกสลาย'

เสียงนั้นไม่ได้บอกทางหนี แต่มันบอกถึง 'ทางเชื่อม'

ธาราสัมผัสได้ว่าภายใต้ความว่างเปล่าที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเลย ยังมีเส้นใยบางอย่างที่ยังคงเชื่อมต่อกันอยู่ มันคือเส้นใยแห่งจิตวิญญาณของป่าที่ยังไม่ถูกลบเลือน แม้มันจะบางเบาและบิดเบี้ยวเพียงใด แต่มันคือสิ่งเดียวที่ยังคงมี 'ความจริง' (Reality) หลงเหลืออยู่ เธอต้องหาเส้นใยนั้นให้เจอ ต้องยึดเหนี่ยวกับมันไว้ก่อนที่ตัวตนของเธอจะกลายเป็นเพียงฝุ่นผงในความว่างเปล่า

ขณะที่เธอกำลังพยายามค้นหาด้วยประสาทสัมผัสที่เหลืออยู่ ร่างมหึมาสีดำทมิฬก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า มันคือสิ่งลี้ลับจากอีกฝั่งของมิติที่ขยายร่างใหญ่โตจนบดบังทัศนียภาพทั้งหมด มันไม่ได้เดิน แต่มัน 'ไหล' เข้ามาหาเธอ ราวกับคลื่นยักษ์ที่ไร้รูปทรง และเมื่อมันเคลื่อนผ่าน เศษเสี้ยวของความจริงรอบตัวเธอก็สลายหายไปในพริบตา

ธารารู้ดีว่าหากเธอพลาดเพียงครั้งเดียว เธอจะไม่เพียงแต่ตาย แต่เธอจะ 'ไม่เคยมีอยู่' เลยแม้แต่น้อย

--- ธาราและครามติดอยู่ในมิติความว่างเปล่าที่กำลังกัดกินตัวตนและลบเลือนความจริง ท่ามกลางความสิ้นหวัง ธาราพยายามใช้เศษเสี้ยวของจิตวิญญาณป่าเพื่อยึดเหนี่ยวตัวตนไว้ก่อนที่จะถูกกลืนกินโดยสิ่งลี้ลับไร้รูป